บทที่ 24 24
แปลว่าท่านพยายามหลีกเลี่ยงที่จะเจอหน้าลูกชายอย่างนั้นสินะ และเธอก็เดาอีกว่าท่านคงจะมีสายคอยรายงานถึงได้รู้ว่าสิปปกรออกไปทำงานหรือยังแล้วยังรู้อีกว่าวันนี้เธออยู่บ้าน
“คุณป้าตั้งใจมาหาพราวถูกไหมคะ”
กานต์รวีเห็นร่องรอยบางอย่างในแววตาของผู้สูงวัย มีความขุ่นเคืองใจอยู่ในนั้นแวบหนึ่งก่อนที่ท่านจะดึงซองเอกสารออกจากกระเป๋า
“หลายวันก่อนเจ้าโตมันบังคับให้ป้าเซ็นเอกสารนี้” น้ำเสียงของท่านดูจะร้อนอกร้อนใจ “หนูพราวพอจะอธิบายให้ป้าฟังได้หรือเปล่า ไหนตอนแรกเราตกลงกันแล้วไง”
กานต์รวีรับมันไว้กวาดตาอ่านไม่กี่วินาทีก็จำรายละเอียดทั้งหมดได้ มันคือสัญญากู้ยืมเงินที่สิปปกรสั่งให้เธอทำให้มันถูกต้องตามกฎหมาย แน่นอนว่าในเอกสารนั้นต้องมีลายเซ็นของหญิงสูงวัยอยู่ในสถานะผู้กู้ยืม
“พราวไม่ได้บอกเขาค่ะ แล้วก็ไม่ทราบด้วยว่าพี่โตรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน”
ตั้งแต่ที่ได้เอกสารฉบับนี้มานวมลนั่งแทบไม่ติด ครั้นจะบึ่งมาหาลูกสะใภ้สุ่มสี่สุ่มห้าก็ไม่ได้เดี๋ยวเจอกับลูกตัวเองแล้วมันจะยิ่งไปกันใหญ่
“แต่ป้าไม่มีปัญญาหาเงินมาใช้หนี้หนูได้ไวขนาดนั้นหรอก” นวมลเห็นกานต์รวีมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย แม้จะไม่ได้ให้ความเอ็นดูแต่แรกแต่ก็ไม่เคยนึกรังเกียจแต่อย่างใด
“อย่างที่ป้าเคยบอกหนูไปรอบก่อนว่ากำลังหุ้นทำธุรกิจกับเพื่อน ระยะแรกมันต้องใช้เงินก้อนใหญ่”
ถ้าไม่ใช่เธอที่พยายามโน้มน้าวใจลูกชาย มีหรือที่สิปปกรจะยอมแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่ได้รัก หากนับจริงๆ ละก็กานต์รวีติดหนี้บุญคุณเธอเหมือนกัน แต่ถึงยังไงเธอก็เป็นแม่ผัวที่ยอมดันหลังลูกสะใภ้เต็มที่
“หนูพราวพอจะให้ป้าหยิบยืมอีกสักก้อนได้หรือเปล่า ทำสัญญาเพิ่มก็ได้ ได้ทุนคืนเมื่อไหร่ ป้าจะรีบใช้คืน”
จุดประสงค์ในการมาที่นี่ของนวมลไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของกานต์รวีเท่าไหร่นัก
ถึงเรื่องเงินจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในชีวิตของเธอ แต่เธอก็เป็นพวกรู้คุณค่าของเงินทุกบาท ทุกวันนี้ยังทำงานแลกกับเงินอยู่ตลอดกว่าจะได้แต่ละบาทไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะงั้นการให้คนอื่นหยิบยืมเงินเธอก็ต้องคิดด้วยว่ามันคุ้มค่ากับที่เสียไปหรือเปล่า ซึ่งคำตอบมันก็เด่นชัดอยู่แล้วว่าไม่เลยสักนิด
“พราวไม่อยากมีปัญหากับพี่โตแล้วค่ะคุณป้า” กานต์รวีส่งยิ้มให้แม่สามีเหมือนกับทุกครั้ง “ขอโทษที่ต้องปฏิเสธนะคะ”
“ไม่เป็นไร ป้าเข้าใจ” นวมลพยายามฉีกยิ้มทั้งที่เกิดความผิดหวัง เดิมทีเคยคิดว่าลูกสะใภ้เป็นพวกหัวอ่อนชักจูงง่ายแต่เหมือนเธอจะคิดผิดไปถนัด
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังมีสิ่งให้มั่นใจอีกหนึ่งเรื่องนั่นก็คือ กานต์รวีหลงรักสิปปกรแบบหัวปักหัวปำ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อเธอ
“ว่าแต่แต่งงานกันมาก็หนึ่งปีแล้วพอจะมีข่าวดีให้ป้าชื่นใจบ้างหรือยังลูก บอกตามตรงว่าป้าอยากอุ้มหลานจะแย่”
“พราวอยากมีลูกค่ะ แต่ช่วงนี้ทั้งพี่โตทั้งพราวงานเยอะแยะไปหมดเลย”
คนแก่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนทันเห็นอากัปกิริยาเขินอายของหญิงสาวอยู่บ้าง แปลว่าอย่างน้อยๆ ก็อาจจะมีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้น
“ป้าว่าหนูควรปรึกษากับพี่เขานะ ครอบครัวเราจะได้มีทายาทสืบสกุล” นวมลเห็นว่าลูกสะใภ้มีท่าทีคล้อยตามเลยรีบโน้มน้าวใจ “เรื่องงานหนูพราวก็เพลาๆ ลงบ้างสิ เราเป็นผู้หญิงเหมาะกับช้างเท้าหลังมากกว่า”
คนฟังได้แต่ยิ้มไม่ได้ให้คำตอบอะไรกลับไป ท่าทางแม่สามีคงอยากให้เธอลาออกมาเป็นแม่บ้านเต็มตัวมากกว่าการนั่งทำงานหาเงิน ยิ่งคำว่าช้างเท้าหลังที่ท่านเอ่ยออกมานั้นยิ่งแสดงให้เห็นว่ากรอบความคิดของท่านกับเธอน่าจะแตกต่างกันพอสมควร
กานต์รวีไม่ต้องการเป็นช้างเท้าหลัง แล้วก็ไม่ได้อยากเป็นช้างเท้าหน้า ถ้ามันพอจะเป็นไปได้ละก็...
เธออยากก้าวเดินไปพร้อมๆ กับสิปปกรมากกว่า
ช่วงบ่ายมีความจำเป็นต้องออกจากบ้านเพราะปรัชญาโทรตาม กานต์รวีเลยให้ตะวันขับรถไปส่งที่ตลาดแล้วค่อยนั่งรถเพื่อนตรงไปยังห้างสรรพสินค้าพร้อมกัน
เพิ่งรู้ว่าที่มันโน้มน้าวใจให้ออกมาเดินเล่นที่ห้างก็เพราะเจ้าตัวเพิ่งรู้เรื่องที่เธอโดนสามีทิ้งไว้ที่ปั๊มน้ำมัน นอกเหนือจากความเป็นห่วงก็คงเป็นความกระหายอยากรู้เรื่องในเหตุการณ์นั้น
“โทรคุยก็ได้ปะ ทำไมต้องลากออกมาถึงนี่”
“เอ้า! มันไม่ได้อรรถรส” คนอยากรู้เรื่องจีบปากจีบคอพูด “อีกอย่างไอ้ปูนมันก็อยู่ใกล้ๆ โทรคุยไม่ได้หรอก”
กานต์รวีพยักหน้ารับเป็นอันเข้าใจพอพูดถึงปวัตร เธอไม่แน่ใจว่าตอนนั้นสิปปกรกระซิบอะไรใส่แต่คงไม่ใช่ถ้อยคำที่ดีเท่าไหร่ ไม่อย่างนั้นเพื่อนคงไม่แสดงท่าทีเดือดจัดขนาดนั้น
ถ้าเธอไม่รีบห้ามทัพมีหวังคงได้วางมวยกันจริงๆ
“แล้วแกโอเคขึ้นหรือยังพราว” ปรัชญาเอื้อมมือบีบไหล่เพื่อนสาวด้วยความเป็น เจอเรื่องหนักหน่วงมาขนาดนั้นกลัวว่ามันจะป่วยไข้ใจเข้า ที่ชวนมันออกมาเดินเล่นก็เพื่ออยากให้คลายเครียด
“ไม่โอก็ต้องโออะ”
คนที่ยังมีความเสียใจระบายผ่านน้ำเสียงแผ่วเบา
“มองไม่เห็นปลายทางเลย แถมยังไปปากดีใส่พี่โตอีกว่าจะหย่าให้”
“เวรกรรม” ปรัชญาถึงกับตบหน้าผากตัวเองราวกับหมดอาลัยตายอยาก “ไปรับปากผัวว่าจะหย่าให้เนี่ยนะ”
