บทที่ 4 4

แต่วารุณีทำอาหารลวกๆ มีแค่ข้าวกับหมู ผักโรยนิดหน่อย ต้มข้าวก็เละเป็นโจ๊ก จะเอาไปเทให้หมากินก็ยังสงสาร สุดท้ายเธอต้องลุกมาผัดข้าวเองเพราะทนไม่ไหว

“ทำไมคุณพราวไม่บอกพี่ล่ะคะว่าอยากกินอะไร พี่ไม่รู้หรอกค่ะว่าสารอาหารที่ครบถ้วนมีอะไรบ้าง พี่เกิดมาแบบพอมีพอกินไม่เคยต้องมานั่งพิถีพิถัน”

“พราวเข้าใจค่ะ เพราะจากที่ดูพี่ณีก็คงได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจริงๆ สมองเลยไม่ได้รับการบำรุงเท่าไหร่”

“…”

วารุณีอึ้งกิมกี่ในชั่วขณะ ปลายเท้าจิกลงกับพื้นในขณะที่ใบหน้าร้อนวูบวาบ

“หมายถึงพี่ณีดูเข้าใจอะไรยากนิดหน่อยอ่าค่ะ” อาการเหล่านั้นประจักษ์แก่สายตาคนเป็นเจ้านาย แต่เธอไม่นึกสนใจแม้แต่น้อย นี่ยังเทียบไม่ได้ด้วยซ้ำกับอากัปกิริยาที่วารุณีมีต่อเธอในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

เห็นเธอไม่พูดไม่เตือน ได้ทีก็เอาใหญ่

“ถึงพราวจะอายุน้อยกว่าพี่ แต่สถานะที่นี่พราวคือเมียเจ้าของไร่ แล้วพราวก็ไม่มีแพลนจะหย่าเร็วๆ นี้ พรุ่งนี้พี่ณีเข้าครัวกลางยังไงก็ฝากกระจายข่าวด้วยแล้วกัน” หนึ่งปีข้างหน้าไม่ได้ถือว่าเป็นระยะเวลาอันใกล้

“…”

“ทำงานให้คล่องให้ไว เหมือนตอนที่คาบข่าวเรื่องเจ้านายไปเมาท์บ้างสิคะ” กานต์รวีเป็นประเภทไม่ชอบความวุ่นวาย เธอสามารถทิ่มแทงฝ่ายตรงข้ามได้เพียงเพราะคำพูด เพราะงั้นถ้าไม่สุดทางจริงๆ เธอจะไม่ใช้วิธีนี้

แต่สำหรับวารุณีที่ผิดพลาดหลายต่อหลายครั้ง อีกทั้งยังไม่มีวี่แววกระตือรือร้นต่อหน้าที่ ก็ต้องจัดการให้รู้หน้าที่ตัวเอง

“ครั้งนี้พราวแค่เตือนนะ ครั้งต่อไปพราวอาจจะไม่ใจดีอีกแล้วก็ได้”

วันไหนไม่มีงานข้างนอกสิปปกรมักจะขลุกตัวอยู่ในสวน เพราะเขาใช้แรงกายเป็นส่วนใหญ่ดังนั้นมื้อเช้าเลยสำคัญสำหรับชายหนุ่มมาก

กานต์รวีนั่งรอคนเป็นสามีไม่ถึงสิบนาทีเจ้าตัวก็ย่ำบันไดลงมาชั้นล่าง สีหน้าของเขาดูเต็มอิ่มตามแบบฉบับคนที่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ ส่วนเธอนั้นเอาแต่นอนครุ่นคิดกับประโยคกำกวมจนข่มตาไม่ลง

“พี่ณีทำอาหารพวกนี้เป็นด้วยเหรอ” ขนาดน้ำเสียงก็ดูอารมณ์ดีทำราวกับเมื่อวานไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หรือไม่…สิปปกรแค่ไม่เก็บเอามาใส่ใจเพราะมันไม่สำคัญกับเขา ผิดกับเธอที่วิตกกังวลไปหมด

“พราวเป็นคนทำค่ะ” กานต์รวีไม่คิดได้รับคำชม เพียงแต่บอกกล่าวการโยกย้ายของแม่บ้านก็เท่านั้น “แล้วพราวก็ให้พี่ณีย้ายไปช่วยครัวกลางแล้ว”

สิปปกรที่เพิ่งหย่อนตัวลงบนเก้าอี้สีไม้โอ๊กขมวดหัวคิ้วเล็กน้อย นัยน์ตาลุ่มลึกจ้องหน้าเมียตีทะเบียนไม่สบอารมณ์

“ไม่ข้ามหน้าข้ามตาฉันไปหน่อยหรือไง”

“พี่ณีเพิ่งเข้ามาก่อนพี่โตเมื่อห้านาทีที่แล้วเองค่ะ” พูดก็พูดเถอะ วารุณีเป็นคนของสวนเคียงใจก็จริง แต่เจ้าตัวไม่ได้ทำงานดีขนาดนั้น ทำความสะอาดบ้านแต่ละทียังทิ้งร่องรอยคราบฝุ่นให้เธอจัดการตามหลังเสมอ

“ถ้าจะให้พราวหยวนให้เป็นครั้งที่สี่คงไม่ไหว”

“ก็ดี จัดการงานบ้านเองด้วยสิ” ชายหนุ่มไหวไหล่เบาๆ งานพวกนี้เขาไม่อยากยุ่งยาก ปล่อยให้เป็นหน้าที่กานต์รวีไปแล้วกัน

“ไม่ละค่ะ” ไม่ใช่ว่าเธอขี้เกียจ แต่เธอไม่ชอบทำงานบ้าน ถ้าแค่เข้าครัวทำกับข้าวยังพอว่า “พราวไม่ถนัดงานบ้านเท่าไหร่”

เจ้าของบ้านนั่งตักข้าวเข้าปากไม่เสวนาต่อ เพราะคิดว่ายังไงเรื่องนี้กานต์รวีคงหาทางออกได้เอง

“มื้อเย็นพี่โตอยากกินอะไรคะ”

“เวลาตักบาตรเคยถามพระหรือไง” เขารู้ว่าผู้หญิงตรงหน้าพยายามเอาอกเอาใจ แต่อะไรที่มาจากคนที่เราไม่ต้องการ มันคือสิ่งน่ารำคาญไปโดยปริยาย

“พราวหมายถึงอาหารไทย อีสาน หรืออิตาเลียนดี”

“อยากทำไรก็ทำ” คนหมดอารมณ์กินข้าวเช้าวางช้อนในมือลง “แต่ฉันไม่อยู่”

กานต์รวีเผลอเม้มปากเป็นเส้นตรง อยู่กับสิปปกรเธอต้องเย็นให้เป็นแม้ว่าหลายครั้งที่เขาขยันเขย่าประสาทกัน กระนั้นความอยากรู้นั้นมีมากกว่าจึงเอ่ยปากถาม

“ไปไหนคะ”

“บ้านแม่” คนเป็นสามีตอบคำถามพร้อมกับจ้องตา กานต์รวีไม่ใช่ผู้หญิงโง่คงรู้ว่าสาเหตุที่เขาต้องไปเหยียบบ้านมารดานั้นเป็นเพราะอะไร

“งั้นพราวขอไปด้วยค่ะ” ทว่าหญิงสาวไม่สนใจเรื่องนั้น ไหนๆ เขาก็รู้แล้วมันทำให้เธอโล่งใจมากกว่าจะได้ไม่ต้องมานั่งปิดเป็นความลับ

“นะคะพี่โต”

“จะไปก็ไป” เขาไม่ได้ใจอ่อน เพียงแต่หนีบคนตรงหน้าไปด้วยอาจทำให้บรรยากาศในบ้านหลังนั้นดีขึ้น อย่างน้อยก็คงดีกว่าไปคนเดียว ไม่อยากทำให้คนแก่มีน้ำตาเท่าไหร่

“พี่โตขา เรื่องเมื่อวาน…” ปลายประโยคเสียงหวานนั้นแผ่วเบา เป็นเวลาเดียวกับที่คนตัวโตตวัดตามองอย่างไม่ชอบใจ “เรื่องหย่าน่ะค่ะ”

“ทำไม” ก็คงไม่ชอบจริงจังนั่นแหละ ไม่งั้นน้ำเสียงคงไม่ห้วนกระด้างขนาดนี้

“เรื่องหย่าน่ะค่ะ” เธอตัดสินใจแล้วหลังจากที่นอนคิดมาทั้งคืน ยอมถอยหนึ่งก้าวแต่อาจเห็นและนับอะไรได้มากขึ้น “พราวจะหย่าให้ค่ะ แต่คงไม่ใช่เร็วๆ นี้”

“จะมาไม้ไหนอีก” สิปปกรยอมรับว่าดีใจที่ได้ยินอะไรรื่นหู แต่อีกใจยังเคลือบไปด้วยความระแวง เขาไม่เคยไว้ใจผู้หญิงคนนี้

“เห็นพราวเป็นพวกมีลับลมคมในเหรอคะ” เธอว่าเสียงกลั้วหัวเราะสวนทางกับอาการข้างในที่หม่นหมองขึ้นมากะทันหัน ตอนที่บอกว่าจะยอมหย่าให้แววตาของสามีเปล่งประกายขึ้นมาแวบหนึ่ง

เขารู้สึกมีความหวังขึ้นมาเลยสินะ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป