บทที่ 7 7

“พรุ่งนี้มีนัดกับช่างที่รีสอร์ตนะคะ” กานต์รวีเกือบลืมนัดพรุ่งนี้ไปแล้วหากไม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็ก ไม่สนด้วยว่าก่อนหน้านี้อีกฝ่ายเพิ่งออกคำสั่งให้หุบปาก

“แล้วมาบอกฉันทำไม” เป็นคำตอบที่ไม่เกินความคาดคิดของเธอเท่าไหร่

“พราวอยากให้พี่โตไปด้วย”

อีกอย่างเธอตั้งใจจะตรวจงานที่รีสอร์ตสักพักเลยจะถือโอกาสกินข้าวเที่ยงกับเขาที่นั่นเลย

“พี่โตมีความรู้เรื่องพวกนี้มากกว่า จะได้ช่วยพราวตรวจด้วยว่าต้องแก้ไขตรงไหนเพิ่มหรือเปล่า”

“ไม่ไป”

สิปปกรตัดบททันที เหลือบมองตัวปัญหาก่อนสำทับ

“หัดทำอะไรเองบ้าง”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สิปปกรเอาแต่ปฏิเสธกัน เรียกว่าตั้งแต่แต่งงานมาเขาไม่เคยตามใจหรือยอมอ่อนข้อให้กันสักนิด หากเป็นเมื่อก่อนกานต์รวีคงปล่อยเลยตามเลยเพราะไม่อยากบังคับชายหนุ่มเท่าไหร่

แต่ตอนนี้เวลาของชีวิตคู่กำลังนับถอยหลัง...เพราะฉะนั้น

“พี่โตจำคำสั่งเสียของคุณลุงไม่ได้เหรอคะ” ในเมื่อใช้ทางตรงไม่ได้ก็ต้องใช้ทางอ้อม ซึ่งคนที่สามารถต่อกรกับชายหนุ่มได้ก็มีไม่กี่คนเท่านั้น

สิปปกรกัดฟันกรอดกับประโยคทวงบุญคุณ

“กี่โมง” เพราะแบบนี้ไงเขาถึงได้เกลียดกานต์รวีเข้าไส้

“สิบโมงครึ่งค่ะ” หญิงสาวระบายยิ้มกว้าง เมินต่อสายตาที่เหมือนอยากจะกินเลือดกินเนื้อของคนเป็นสามี เพราะไม่มีอะไรจะเสียแล้วเธอก็เลยต้องเดินหน้าเต็มกำลัง

“ไหนๆ ก็ออกมาแล้ว ขากลับเราแวะร้านเฮียย้งไหมคะ อยู่ๆ พราวก็อยากกินต้มแซ่บ”

“ไม่กิน”

“พี่โตไม่หิวเหรอ” เธอรู้ว่าเขาหิว แต่ที่ปฏิเสธเพราะเธอเอ่ยปากว่าอยากกิน “พราวอยากกินลาบเป็ดด้วย แถวนี้ร้านเฮียย้งอร่อยสุดแล้ว ข้าวคั่วแกหอม พริกทอดอีก ข้าวเหนียวก็นุ่มกว่าเจ้าอื่น”

เคยได้ยินหรือเปล่าคำที่ว่า ‘อย่าล้อเล่นกับความหิว’ จากที่สังเกตตอนยกเมนูยั่วๆ ขึ้นมาเธอแอบเห็นเขาลอบกลืนน้ำลายอยู่

“เสือร้องไห้เนื้อก็ฉ่ำมาก น้ำตกหมูอีก...” คิ้วเข้มขมวดแน่นเป็นปมในขณะที่คนตัวเล็กกลั้นยิ้มเมื่อจับทางได้ อยากกินแหละแต่ฟอร์มจัด

ลุ้นอยู่ชั่วอึดใจเพราะข้างหน้าก็ถึงแยกที่ต้องตัดสินใจแล้ว

“เรื่องมาก” คนตัวโตเอ่ยปากตำหนิราวกับหงุดหงิด แต่สุดท้ายก็ยอมหักพวงมาลัยเข้าสู่เส้นทางที่จะไปร้านเฮียย้งจนได้

ก็แค่นี้...

กานต์รวีฮัมเพลงในลำคออย่างชอบใจ ถือเป็นคะแนนที่เธอทำสำเร็จในเพียงไม่กี่เรื่องที่เกี่ยวกับสิปปกร ตั้งมั่นแล้วว่าจะสู้ให้สุดพอถึงเวลาจะได้ไม่ต้องมานั่งโอดครวญ และถ้าถึงตอนนั้นผลออกมาเป็นยังไงเธอพร้อมยอมรับทุกอย่าง

เป็นอีกเช้าที่กานต์รวีเข้าครัวทำกับข้าวแล้วก็ค้นพบว่าหน้าที่นี้น่าจะเหมาะกับตัวเองมากกว่าให้คนอื่นมาทำแทน สิปปกรลงมาในเวลาเดิมเหมือนกันทุกวัน เสียงของนักข่าวจากโทรทัศน์รายงานข่าวสารบ้านเมืองแทนการพูดจาระหว่างคนสองคน

นอกจากงานแต่งงานแล้ว ระหว่างเธอกับเขาก็แทบไม่เฉียดเข้าใกล้คำว่าใช้ชีวิตร่วมกันสักนิด นอนก็คนละห้องไม่ต้องพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ทางกาย แค่จับมือยังแทบไม่เคยสัมผัสหากเธอไม่เป็นฝ่ายยื่นมือออกไป

บางครั้งกานต์รวีก็นั่งถามตัวเองว่าตอนนี้เธอกำลังอยู่ผิดที่ผิดทางหรือเปล่า

แต่ในแง่ของความรู้สึกมันชัดเจนว่ารู้สึกยังไงกับสิปปกร

เข้าใจว่าเรื่องความรักมันบังคับใครไม่ได้ แต่จุดนี้กานต์รวียอมรับว่าเธอมีความเห็นแก่ตัวเกินครึ่ง เมื่อยังพอมีเวลาและโอกาสก็อยากจะทำให้สุดกำลัง

กานต์รวีรักสิปปกรเป็นเรื่องจริง แต่เธอไม่อยากรักแบบไม่มีจุดหมายปลายทาง และไม่อยากเอาเปรียบชายหนุ่มไปมากกว่านี้ เพราะงั้นก็เลยต้องกำหนดระยะเวลาเอาไว้ และถ้าถึงกำหนดแล้วทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม

เธอก็แค่ต้องตัดใจและเริ่มต้นชีวิตใหม่...         

“ฉันมีธุระต่อ เธอขับรถตัวเองไปเองแล้วกัน” กินข้าวเสร็จสิปปกรก็ลุกจากโต๊ะแล้วคว้ากุญแจรถ

“เจอกันที่นั่นทีเดียว สิบโมงครึ่งใช่ไหม”

“ค่ะ” เล่นมัดมือชกแบบนี้ใครจะกล้าค้าน อีกฝ่ายทำเพียงพยักหน้าแล้วก็ออกจากบ้านไปไม่นานก็ได้ยินเสียงรถเคลื่อนตัวออกไป

กานต์รวีใช้เวลาอีกสักพักในกับการจัดการมื้อเช้า จากนั้นถึงเริ่มออกเดินทางยังรีสอร์ตที่บัลยงก์ยกให้เธอดูแลหลังจากท่านจากไป

บ้านไร่นวลลอออยู่ห่างจากสวนเคียงใจราวๆ ยี่สิบห้ากิโลเมตร เอกลักษณ์ของที่นี่คือวิถีชีวิตที่เรียบง่าย บ้านพักนั้นไม่ได้มีเยอะแต่ละหลังห่างกันพอสมควรจึงมีความเป็นส่วนตัวค่อนข้างสูง

พนักงานของบ้านไร่นวลลออทั้งหมดจึงเป็นคนในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งผู้จัดการ พนักงานต้อนรับ แม่บ้าน แม่ครัว หรือแม้แต่คนสวน

กานต์รวีมีแพลนขยายพื้นที่เพิ่มเติมอยากสร้างบ้านพักเพิ่มอีกสักสามหลัง แต่ตอนนี้ก็มีบางส่วนที่อยู่ในช่วงออกแบบการตกแต่งภายใน และมันก็คือธุระที่เธอลากสิปปกรมาช่วยดูเพื่อประกอบการตัดสินใจ

อันที่จริงก็แค่หาเรื่องดึงสามีมาด้วยเท่านั้น หลังจากเอ่ยปากเรื่องหย่าแล้วรู้แก่ใจว่าอีกฝ่ายตั้งเวลานับถอยหลังรอทุกลมหายใจเข้าออก

ช่วงเดือนแรกๆ ที่ย้ายเข้ามาอยู่ที่สวนเคียงใจนอกจากไม่ชินแล้วยังกดดันไปเสียทุกอย่าง ความหมางเมินที่สิปปกรหยิบยื่นให้กันส่งผลให้เธอรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ แต่นานวันเข้าอาการเหล่านั้นกลายเป็นความชินชาเสียอย่างนั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป