บทที่ 10 ตอนที่ 10 "พี่อวี้หาน"

“ข้า…ข้าไม่ได้ตั้งใจ เอ๊ะผ้าของข้า…”

“ไม่ต้องเก็บมันเปื้อนแล้วเดี๋ยวค่อยไปซื้อในเมืองแต่ตอนนี้ท่านนั่งให้สบายก่อนเถอะ”

“เอ่อ ข้าขอโทษที่ทำท่านเดือดร้อน”

เขานึกขำกับคำขอโทษของนาง เขาน่ะหรือจะเดือดร้อนทั้ง ๆ ที่นางเป็นคนที่เสียหายจากเรื่องนี้แท้ ๆ เขายิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดีระหว่างที่พานางลงเขาไปช้า ๆ

ช่างน่าแปลกที่ทิวทัศน์เดิม ๆ ในวันนี้กลับทำให้เขาไม่รู้สึกเบื่อหน่ายและสามารถลืมเรื่องราวเคร่งเครียดบางอย่างลงไปได้ชั่วคราว จนเข้ามาถึงในเมืองเขาก็ผูกม้าฝากไว้ที่โรงพักม้าก่อนจะพานางไปซื้อผ้าคลุมหน้าอันใหม่

“ว้าว ผืนนี้ปักรูปดอกเหมย ข้าเอาผืนนี้”

เขาหยิบเงินจ่ายให้นางก่อนจะรับผ้ามาจากมือนางเพื่อผูกให้ หงหลินซินแทบจะยืนไม่อยู่เมื่อจินอวี้หานเอื้อมมาสวมผ้าคลุมหน้าให้นางอย่างเบามือ

“ท่านไม่ต้องทำเช่นนั้นก็ได้”

“หลินซิน เจ้าว่าอย่างไรนะ”

“ท่าน...”

“ยังไม่เรียกพี่อวี้หานอีกงั้นหรือ”

“ข้า…”

เขาต้องดึงนางเข้ามาเพื่อแสร้งทำเป็นผูกผ้าด้านหลังแต่หันมากระซิบ

“ออกมาข้างนอกเช่นนี้ท่านจะต้องปกปิดฐานะตัวเอง ดังนั้นทำตามที่ข้าบอกมิเช่นนั้นวันนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าได้พาท่านหญิงออกมาเที่ยว”

เขาผูกผ้าคลุมหน้าให้นางเสร็จแล้วนางจึงหันมามองเขาตาปริบ ๆ ก่อนที่อวี้หานจะมองหน้านางเพื่อให้นางพูดออกมา

“ขอบคุณ… พี่อวี้หาน”

“เช่นนี้ค่อยน่าพาเที่ยวหน่อย ไปกันเถอะเจ้าคงหิวแล้ว”

เขาคว้าข้อมือเล็ก ๆ ของนางและจับเอาไว้ก่อนจะจูงไปยังหอเหลาอี้ที่อยู่ตรงหน้าซึ่งเป็นร้านที่อร่อยที่สุดในย่านนี้ เมื่อเขาสั่งให้เปิดห้องส่วนตัวนางก็ได้เวลาจะถอดผ้าคลุมออก แต่เขายังไม่ให้นางถอดเพราะเสี่ยวเอ้อร์พึ่งจะมาส่งอาหาร

“อย่าพึ่งเปิด รอพวกเขามาส่งอาหารก่อน”

“เอ่อ… เจ้าค่ะพี่อวี้หาน”

เขายิ้มมุมปากออกมาอย่างพอใจเมื่อนางเรียกเขาว่า “พี่อวี้หาน” ตามที่เขาสั่ง เขานั่งอ่านเรื่องของนางในรายงานจนหมด ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยใส่ใจมาก่อนจึงรู้ว่าสาเหตุที่นางป่วยบ่อย ๆ  ที่หยุนหนานนั้นยามฤดูหนาวก็หนาวมากกว่าที่อื่นเพราะอยู่ทางเหนือ เพียงแค่ฤดูสารทก็เริ่มหนาวแล้ว 

ตอนที่นางยังเด็กเคยถูกสาวใช้ในจวนอ๋องลักพาตัวตามคำสั่งของอนุคนที่สามของท่านอ๋องและเอานางไปขังไว้ในห้องเก็บฟืน ผ่านไปหนึ่งคืนจึงมีคนไปพบนางที่นั่นซึ่งเกือบจะแข็งตาย เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้หงหลินซินป่วยเป็นปอดบวมและเป็นโรคกลัวความหนาว หากสัมผัสอากาศเย็นและชื้นเมื่อใดก็เสี่ยงที่จะกลับไปเป็นปอดบวมอีกครั้ง เมื่อเขาทราบเรื่องราวนี้ของนางก็รู้ได้ทันทีว่าที่ฝ่าบาททำเช่นนี้ก็เพื่ออยากให้นางคุ้นชินและไม่ต้องกลัวอากาศหนาวเหมือนตอนเด็กจึงอ้างเรื่องพิธีล้างความชั่วร้ายนี้เพื่อพานางมารักษานั่นเอง

“ว้าวน่ากินทุกอย่างเลยข้ากินได้เลยหรือไม่”

นางหันมามองเขาด้วยสายตาเชิงขออนุญาต อวี้หานจึงหันไปและแกะผ้าคลุมหน้าของนางออก หลินซินคิดว่าหากเขายังทำเช่นนี้อยู่เรื่อย ๆ นางคงต้องเป็นบ้าตายเพราะเขาเป็นแน่ แต่ที่สุดแล้วนางก็แพ้ความหิวเพราะอาหารที่เขาสั่งมาล้วนแต่น่ากินและไม่เคยเห็นนางจึงเริ่มชิมทุกอย่างตรงหน้า

“อร่อยหรือไม่”

"อร่อยเจ้าค่ะ ขอบคุณท่านมากที่พาข้ามาเปิดหูเปิดตา ให้ตายเถอะอร่อยกว่าอาหารเจที่อารามจริง ๆ ด้วย"

“อร่อยก็กินเยอะ ๆ”

อวี้หานหันไปมองใบหน้าเล็ก ๆ ยามที่กัดและกินอาหารด้วยใบหน้าที่มีความสุข ท่านแม่นางเสียตั้งแต่เด็กนางถูกแม่นมดูแลได้เพียงสี่ขวบแม่นมของนางก็เสียไปอีกคน จากนั้นท่านอ๋องจึงให้ชายารองเป็นผู้ดูแลแต่นางเองก็ยังมีบุตรชายบุตรสาวอีกสองคน ดังนั้นหงหลินซินจึงแทบจะไม่ได้รับความรักจากผู้ใดเลย ที่นางเติบโตมาได้เพราะท่านอ๋องส่งไปร่ำเรียนที่สำนักศึกษาทางใต้ซึ่งเป็นเขตอบอุ่นและหน้าหนาวสั้นกว่าหยุนหนาน ซึ่งนางไปเรียนเกือบหกปีก่อนจะกลับมาที่หยุนหนานและเรื่องราวทุกอย่างก็เริ่มเกิดขึ้นเมื่อนางไม่คุ้นชินกับสภาพอากาศที่หยุนหนาน

“หลังจากอิ่มแล้วท่านจะพาข้าไปที่ใดต่องั้นหรือ”

“วันนั้นเจ้าไปที่หอคณิกาชายทำไมกัน”

“เอ่อ…”

หลินซินนิ่งไปเมื่ออวี้หานเอ่ยถามเรื่องนี้ แต่ถ้านางยังติดอยู่ที่อารามหย่งอันนางก็คงตามหาคนไม่พบ หากว่าได้อวี้หานช่วยไม่แน่ว่านางอาจจะพบเขาได้เร็วขึ้น เพราะดูไปแล้วราชครูจินผู้นี้เป็นคนที่นางน่าจะไว้ใจได้มากที่สุดในยามนี้

“ท่านอย่าพึ่งเข้าใจข้าผิดนะ ข้ามิได้ไปที่นั่นเพราะอยากเที่ยวหอคณิกาชาย ข้าแค่ไปตามหาคนให้สหายของข้าเท่านั้น”

“สหายงั้นหรือ ตามหาคน… ที่หอคณิกาชายนั่นน่ะหรือ”

“ใช่ นางได้ข่าวว่าเขาย้ายมาเมืองหลวงและมาอยู่ที่หอฉินหลันข้าจึงรับปากนางว่าจะไปตามหาเพื่อบอกข่าวกับเขาน่ะ”

“แล้วเพื่อนของเจ้าคนนั้นคือใครกัน”

“นางเป็นบุตรีคนเล็กของคหบดีร่ำรวยในหยุนหนาน มักจะมอบผ้าห่มและชุดขนสัตว์ชั้นดีให้ข้าทุกปีเพราะรู้ว่าข้าขี้หนาว นางชื่อ “เติ้งซูหลิน” เห็นว่าพวกเขาพบรักกันตอนที่ชายผู้นั้นอาศัยเรือของพ่อนางเดินทางไปหยุนหนาน ต่อมาพ่อของนางจับได้และอยากให้นางเลิกติดต่อกับเขาดังนั้นจึงสั่งห้ามทั้งคู่พบกัน”

“นี่คือสาเหตุที่เจ้าไปที่นั่นงั้นหรือ”

“อื้อ ๆ”

หลินซินตอบในขณะที่กำลังลองกินอาหารในจานอื่น ๆ เขาเริ่มยิ้มออกมาได้เพราะนางไม่ได้ไปที่นั่นเพราะชอบเที่ยวและลุ่มหลงคณิกาอย่างที่เขาเข้าใจ นางเพียงรับปากสหายเพื่อมาตามหาคน

“แล้วเขาผู้นั้นชื่ออะไรเผื่อว่าข้าอาจจะรู้จัก จะได้ช่วยเจ้าตามหา”

“จริงหรือพี่อวี้หาน ท่านจะช่วยข้าตามหาเขาได้ใช่หรือไม่ ข้านึกแล้วว่าท่านเป็นคนมีน้ำใจที่สุด”

นางจับมือเขาและตบเบา ๆ ที่หลังมือก่อนจะหันมาหยิบจดหมายที่พกติดตัวเอาไว้มาตลอดยื่นกลับให้เขา โดยไม่ทันได้สังเกตว่าอวี้หานกำลังตื่นเต้นเพราะถูกนางจับมือไปเมื่อครู่

“นี่เจ้าค่ะรายละเอียดของเขา ข้าเองก็จำได้ว่าชื่อสุ่ย…”

“สุ่ยเฉียนคง”

“ใช่ ๆ ชื่อนี้แหละท่านพอจะคุ้นเคยหรือไม่”

“ข้าน่ะหรือ เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าข้าต้องรู้จักคณิกาชายหรือนักดนตรีพวกนี้ด้วยเล่า”

“นั่นสิ ๆ ขออภัยข้าเลอะเลือนแล้ว ท่านเป็นถึงราชครูในวังหลวงเชียวนะจะรู้จักพวกเขาได้อย่างไรกัน ขอโทษทีข้าพูดจาเหลวไหล”

“ช่างเถอะ เจ้ามิได้สนใจพวกเขาก็พอแล้ว”

“อะไรนะ!”

“เอ่อ ข้าหมายถึงที่เจ้าไปสถานที่เช่นนั้นเพราะคิดว่า…”

“หือ นี่ท่านคิดว่าข้าไปหาผู้ชายงั้นหรือ ท่านบ้าไปแล้วชีวิตข้าไม่ได้ต้องการผู้ชายขนาดนั้น อยู่คนเดียวเช่นนี้ก็สบายใจดีจะตายอยากไปไหนก็ได้ไป หากว่ามิได้ติดอยู่ที่นี่แล้วละก็นะ”

“ท่านอยากไปไหนงั้นหรือ”

“ข้าน่ะหรือ ในเมื่อไม่ต้องหมั้นหมายและไม่แต่งงานแล้วข้าก็อยากจะออกไปท่องเที่ยวน่ะสิ นอกจากเมืองหลวงนี่แล้วยังมีอีกตั้งหลายที่ที่ข้ายังไม่เคยไปเลย ท่านเป็นคนติดกับระเบียบกฎเกณฑ์และอยู่ในวังมานานคงไม่คิดเรื่องพวกนี้สินะ”

“ข้าหรือ ข้าก็คิดนะ”

“งั้นหรือ ดีจริงขอให้ท่านได้ไปนะ”

“เอ่อ... แต่ว่าเจ้ากลัวความหนาวมิใช่หรือ เดินทางท่องเที่ยวเช่นนั้นไม่กลัวป่วยหรือ”

“กลัวทำไมกัน ท่านพ่อส่งข้ามาที่นี่ก็เพราะอยากรักษาข้าให้หายจากอาการพวกนี้โดยใช้เรื่องความอับโชคมาอ้างอยู่แล้วนี่”

“นี่เจ้าเองก็ทราบงั้นหรือ”

จินอวี้หานตกใจเล็กน้อยและไม่คิดว่าท่านหญิงจะล่วงรู้มาก่อนว่าการที่นางถูกส่งมาที่นี่เพื่อสิ่งใด

“หากว่าแม้แต่ตัวเองยังไม่รู้ว่าถูกส่งมาที่นี่เพราะอะไรและเพื่อสิ่งใดข้าก็คงโง่เต็มทีแล้ว หรือว่าก่อนหน้านั้นท่านเองก็มองว่าข้าเป็นเพียงสตรีงี่เง่าที่น่าเบื่อเหมือนกับที่คนอื่นมองข้าเล่าพี่อวี้หาน”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป