บทที่ 1 บทที่ 1.1

เรือขนาดใหญ่ซึ่งถูกตบแต่งอย่างหรูหรากำลังล่องอยู่กลางแม่น้ำฉืออัน แม่น้ำสายหลังของเมืองฉางอัน แคว้นเทียนเฉา ท่ามกลางทิวทัศน์อันงดงามสองฟากฝั่งแม่น้ำ ดอกเหมยบานสะพรั่งและอากาศหนาวเย็นซึ่งเริ่มคลายตัว เป็นสัญญาณบอกว่ากำลังจะล่วงเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ

เหล่าคุณชายจากห้าตระกูลอันทรงอิทธิพลทางการค้า กำลังนั่งจิบสุราชมบุปผาด้วยความสำราญใจ ทั้งนี้ก็เพื่อหารือเกี่ยวกับงานฉลองอันยิ่งใหญ่ของเมืองฉางอันที่กำลังใกล้เข้ามา

เป็นเวลานับร้อยปีที่แคว้นเทียนเฉามีประเพณีหนึ่งสืบทอดต่อกันมา ประเพณีซึ่งตระกูลโหลว ตระกูลเหอ ตระกูลเสียน ตระกูลเหลียน และตระกูลอวี่ ห้าตระกูลใหญ่อันทรงอิทธิพลร่วมมือกันจัดขึ้น

งานโปรยบุปผา...

งานโปรยบุปผาเป็นงานที่ชาวเมืองฉางอันต่างก็รอคอย เนื่องจากหนึ่งปีจะถูกจัดขึ้นครั้งหนึ่ง และในทุกปีจะมีการนำกระดาษมาตัดเป็นรูปร่างของดอกไม้ชนิดต่าง ๆ โดยสอดเงินหรือหยกชิ้นเล็กๆ ปะปนลงไปในดอกไม้กระดาษเหล่านั้น ก่อนจะโปรยลงมาจากหอสุราตระกูลอวี่ให้ผู้คนเข้ามาแย่งชิงอย่างสนุกสนาน ซึ่งแต่ละตระกูลจะมีรางวัลใหญ่ที่มีมูลค่าสูงอยู่หนึ่งชิ้น อาจจะเป็นตั๋วเงินหรือหยกประดับเนื้อดีราคาสูง

ปีนี้พิเศษและคึกคักกว่าทุกปีเนื่องจากฮ่องเต้แคว้นเทียนเฉาทรงพระราชทานหยกล้ำค่า เพื่อให้เป็นหนึ่งในสมบัติชิ้นที่มีค่าที่สุดในงานโปรยบุปผา ดังนั้นแน่นอนว่าทั้งห้าตระกูลย่อมต้องกระทำการอย่างรอบคอบ เพื่อให้งานในครั้งนี้เป็นไปอย่างยุติธรรม

“ข้าขอเสนอให้เปลี่ยนกติกาเล็กน้อย เราไม่ต้องกำหนดว่าดอกไม้ชนิดใดมาจากตระกูลใดในห้าตระกูลเป็นอย่างไร” เสียนซีหลิวเสนอขึ้นด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ในทุก ๆ ปี แต่ละตระกูลจะกำหนดดอกไม้มาหนึ่งชนิด เพื่อตัดเป็นรูปร่างและแบ่งแยกประเภทบุปผาประจำแต่ละตระกูลอย่างชัดเจน แต่ในปีนี้ชายหนุ่มอยากให้ต่างออกไปเล็กน้อย

“ท่านหมายความว่าอย่างไร” เหอหลี่คุนเอ่ยถามด้วยท่าทีที่ไม่ใคร่จะเข้าใจนัก

“ก็หมายความว่าแทนที่จะกำหนดดอกไม้ชนิดหนึ่งชนิดใดให้แต่ละตระกูล พวกเราก็เปลี่ยนมาลองใช้บุปผาทั้งห้าคละแบบคละสี โดยซ่อนหยกเอาไว้ในนั้นแทน” เสียนซีหลิวจิบสุราด้วยท่าทีสง่างามก่อนเอ่ยออกมากลั้วหัวเราะ

“นั่นสินะ หากเจาะจงสีและชนิดของบุปผา ชาวบ้านที่เข้ามาร่วมงานก็จะเล็งเฉพาะที่ตนหมายตา หากเราใช้บุปผาหลากหลายขึ้น ทั้งยังไม่อาจแยกแยะว่ามาจากตระกูลใดดูแล้วคงสนุกขึ้นมาก อีกอย่างปีนี้มีหยกพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้ หากจะให้งานครึกครื้นย่อมมีเพียงวิธีนี้ ข้าเห็นด้วย” โหลวตงอวี้พยักหน้าก่อนยิ้มที่มุมปาก

เขาเห็นด้วยกับวิธีอันชาญฉลาดนี้ของเสียนซีหลิว มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นจึงจะป้องกันการ ‘เล่นไม่ซื่อ’ ของผู้ใดก็ตามที่พยายามหมายปองหยกพระราชทาน โดยเฉพาะขุนนางที่สามารถติดสินบนคนในวังหลวง เพื่อให้รู้ชนิดและสีของบุปผาซึ่งห่อหุ้มหยกพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้

“พวกเจ้าสงสัยหรือไม่ว่าเหตุใดปีนี้องค์ฮ่องเต้จึงทรงพระราชทานหยก ทั้งที่ตลอดมางานนี้คนในวังหลวงไม่เคยให้ความสำคัญ” อวี่ซินหยางรินสุราก่อนยกจอกขึ้นมาคลึงไม่ดื่มเข้าไป ดวงตาคมจ้องมองจอกสุราในมือ ก่อนเหลือบสายตาออกไปมองทิวทัศน์นอกเรือ

“เจ้าจะพูดอะไรกันแน่” เหลียนชิงเหวินขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาที่ไม่ใคร่จะสบายใจนัก

“ห้าตระกูลแห่งฉางอันจัดงานโปรยบุปผามานาน ฮ่องเต้ทุกพระองค์ไม่เคยให้ความสนพระทัย แล้วเหตุใดครั้งนี้ฮ่องเต้จึงทรงมีพระประสงค์จะเข้าร่วมเล่า” อวี่ซินหยางดึงสายตากลับมาก่อนสบตากับสหายซึ่งร่วมทำการค้าอีกสี่ตระกูล

“ซินหยาง” เหอหลี่คุนขมวดคิ้ว “จะพูดอะไรก็ระมัดระวังหน่อยเถิด” เขากังวลเพราะคนทั้งหมดบนเรืออาจไม่ใช่คนของห้าตระกูล เช่นกันกับตอนนี้ที่มีสาวงามจากหอจื่อจิงกำลังเตรียมการร่ายรำ หากปล่อยให้เรื่องนี้ถูกพูดต่อไปจนล่วงเกินเบื้องสูง พวกเขาไหนเลยจะรับไหว

“คงมิใช่ว่าเจ้าเองก็สงสัยเช่นกันกับข้า?” อวี่ซินหยางเลิกคิ้วมองเหอหลี่คุน ก่อนจะหันไปมองเสียนซีหลิวซึ่งตอนนี้ถอนหายใจออกมาเมื่อมองเห็นท่าทีราวคุณชายเจ้าสำราญของผู้เป็นสหาย

“มีขอบเขตบ้างเถิด เรื่องเช่นนี้เจ้าจะไม่รู้เลยหรือว่าสมควรหรือไม่สมควรเอามาล้อเล่น” เสียนซีหลิวยังคงใบหน้าเรียบเฉย แต่คำพูดนั้นกลับยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าคนบนเรือล้วนแล้วแต่เป็นคนที่เขาควบคุมเอาไว้ในมือทั้งสิ้น เนื่องจากเขาเป็นผู้จัดการจ้างเรือเพื่อหารือ “จะว่าไป” เอ่ยด้วยท่าทีลังเลก่อนเงยหน้าขึ้นสบตากับโหลวตงอวี้ “ข้าได้ยินมาว่าเรื่องนี้เป็นพระประสงค์ขององค์หญิงหมิงเยี่ยน”

คุณชายทั้งสี่ตระกูลต่างก็มองไปยังเสียนซีหลิว สีหน้าของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป ทั้งกลัดกลุ้ม เคร่งขรึม ตกตะลึง

และสุดท้ายคนที่คาดเดาไม่ได้ว่าคิดอะไรอยู่ย่อมหนีไม่พ้นโหลวตงอวี้ เพราะชายหนุ่มเพียงเลิกคิ้วก่อนยกจอกสุราขึ้นจิบ

“ตงอวี้ น้องสาวของเจ้ายังไม่มีคู่หมายกระมัง” อยู่ๆ อวี่ซินหยางก็ถามถึงโหลวฟางอี๋ราวกำลังนึกสนุก และคำถามนั้นก็ทำให้เขารู้สึกรื่นรมย์ขึ้นไม่น้อย เขาคล้ายเห็นหางคิ้วของอีกฝ่ายกระตุกสองสามครั้งก่อนกล่าว

บทถัดไป