บทที่ 11 บทที่ 1.11
“ผู้ใดอยากได้ร้านของเจ้ากัน” โหลวตงอวี้ขมวดคิ้วมองนาง “ที่ข้าถามเพราะรู้มาว่าเจ้าเป็นเจ้าของร้านนั้นเท่านั้นเอง แต่มาคิดดูอีกที... เหตุใดคุณหนูตระกูลเสียนจึงได้แอบออกไปลงทุนเปิดร้านใบชาโดยที่คนตระกูลเสียนไม่รู้”
โหลวตงอวี้เอ่ยถามด้วยดวงตาคาดคั้น แต่นั่นกลับทำให้หญิงสาวก้มหน้าลงหลบตาเขาโดยสิ้นเชิง
นับตั้งแต่เกิดเรื่องเขาสืบหาตัวตนของนางจากหอนางโลมที่พบกับนางคราแรก แต่เพราะในวันนั้นมีผู้คนแตกตื่นวุ่นวายจนเกินไปคนของเขาจึงไม่อาจหาตัวต้นเหตุ กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้คนของเขาเพิ่งส่งข่าวมาว่าเคยพบนางที่ร้านใบชาในเมืองเสียนหยาง
แม้พยายามหาตัวคนแต่คนของเขากลับคว้าน้ำเหลวอีกครั้ง คนของเขาเฝ้าดูอยู่นานนางก็ไม่ปรากฏตัว ที่ไหนได้นางกลับเป็นคุณหนูในห้องหอของตระกูลเสียนเสียนี่ มิน่าเล่าเขาสืบหาแทบตายกลับไม่ได้อะไรกลับมาเลย
“นั่น...นั่นเพราะ” เสียนฉิงเยว่ไม่เคยรู้สึกจนมุมเช่นนี้มาก่อน นางกะพริบตาครุ่นคิดหาทางออก แต่เมื่อหันไปสบตากับโหลวตงอวี้ผู้มีดวงตาดุดันข่มขู่ผู้คนให้หวาดกลัว นางพลันรู้สึกหายใจไม่ออกความคิดหรือก็ไม่โลดแล่นเช่นที่เคย
หญิงสาวเลื่อนเข่าทั้งสองข้างขึ้นมากอดเอาไว้ กระโปรงตัวยาวของนางปกปิดเรียวขาสั่นเทาเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน
“บุรุษที่เจ้าเล่นงานคืนนั้น” โหลวตงอวี้พลันเปลี่ยนเรื่อง “คือผู้ใด”
“เขาเป็นบุตรชายคหบดีตระกูลหวัง เพราะข้าไม่อยากเป็นอนุของเขา ดังนั้นจึงกุเรื่องวิญญาณแค้นขึ้นมา” นางเอ่ยออกมาพร้อม ๆ กับพยายามขับไล่อาการร้อนผ่าวที่กระบอกตาทั้งสองข้าง
ตั้งแต่ที่นางรู้ว่าหมดที่พึ่งพิงอย่างบิดามารดา นางก็ลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองและพยายามหาทางหนีทีไล่ หากถูกผู้ใดรังแกนางจะแอบเอาคืนเงียบ ๆ อย่างสาสม
ต่อมานางแสร้งทำเป็นสตรีขี้ขลาดที่เอาแต่ก้มหน้าไม่กล้ามองผู้ใด อาศัยการเอาคืนเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้ตัวนางสามารถยืนหยัดต่อไปอย่างไม่น่าอดสูเท่าใดนัก กระนั้นนางก็ไม่เคยรู้สึกพ่ายแพ้เช่นตอนนี้เลยจริง ๆ ผู้คนตั้งมากมายเหตุใดคนที่นางล่วงเกินต้องเป็นโหลวตงอวี้ ยิ่งคิดนางก็ยิ่งหดหู่ใจเหลือเกิน...
“เขาเป็นคู่หมายของเจ้าหรือ” คิ้วเข้มขมวดมุ่น
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ตอนนั้นท่านลุงและท่านป้าสะใภ้...รับปากยกข้าให้เขา แต่เพราะวันนั้นเขาถูกข้าแกล้งทำเป็นวิญญาณไปหลอกหลอนรังควาน ตระกูลหวังจึงคิดว่าข้าเป็นตัวอัปมงคล”
“แล้วทำไมจำเพาะเจาะจงว่าต้องเป็นเจ้า ในเมื่อเจ้ายังมีญาติผู้พี่ที่ยังไม่ออกเรือนอีกถึงสามคน” กล่าวจบชายหนุ่มก็ขมวดคิ้วเสียเอง เพราะฉุกคิดขึ้นได้ว่านางไม่มีบิดามารดาและผู้ที่สามารถปกป้องนางได้แล้ว ดังนั้นนางจึงได้แต่ลุกขึ้นมาทำเรื่องแผลง ๆ เช่นวันนั้น “แล้วหลังจากนั้นเล่า”
เขาเปลี่ยนคำถามเสียเองโดยที่นางก็หากล้าขุ่นเคืองไม่
“หลังจากเรื่องในวันนั้นผู้คนในเมืองเสียนหยางก็คิดว่าข้าเป็นตัวอัปมงคลจึงไม่มีผู้ใดกล้ามาสู่ขอข้า ท่านป้าสะใภ้เองก็เลิกสนใจในตัวข้าโดยสิ้นเชิง”
โหลวตงอวี้เลิกคิ้วมองหน้าเจ้าจิ้งจอกน้อยเจ้าเล่ห์ที่เพิ่งบอกว่าตัวเองเป็นตัวอัปมงคล ก่อนที่เขาจะหัวเราะออกมาเบา ๆ “เจ้ายังจดจำคำพูดของข้าในวันนั้นได้หรือไม่”
เสียนฉิงเยว่เบิกตามองเขา คำพูดที่ว่าเขาจะแร่เนื้อเถือหนังนางแล้วค่อย ๆ กินน่ะหรือ!! ...เขาไม่ได้พูดจริงกระมัง
ในดวงตาของนางสั่นระริกด้วยความหวาดหวั่น
ชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มแล้วค่อย ๆ ยื่นมือออกไปหานาง “มานี่สิ” ดวงตาคมจ้องเขม็งไปยังเจ้าจิ้งจอกน้อย
หญิงสาวตัวสั่นเล็กน้อยก่อนมองมือใหญ่นั้นอย่างลังเล “ท่านคงไม่คิดจะเอาชีวิตข้ากระมัง ข้าเป็นแค่หญิงสาวตัวเล็ก ๆ ไร้ซึ่งพิษสง”
“เอาชีวิตเจ้าหรือ” เขาเลิกคิ้วถามทั้งยังมองนางราวกับสมองของนางโง่งมไปแล้ว “เหตุใดคนที่สามารถเปิดร้านใบชาได้โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องลงมือทำเอง ยังมองไม่ออกว่าข้าหาได้คิดร้าย เจ้าดูข้าตอนนี้สิ ข้ามิใช่อารมณ์ดียิ่งหรอกหรือ”
เสียนฉิงเยว่มองดูท่าทีเสแสร้งของชายหนุ่มแล้วเผลอค้อนเขาออกมาอย่างไม่รู้ตัว ปากบอกว่าไม่คิดร้าย แต่ทำเอานางกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง ประมุขโหลวช่างเก่งกาจยิ่ง!!
“เอาเถิดข้าไม่กลั่นแกล้งเจ้าแล้ว” โหลวตงอวี้ถอนหายใจออกมาราวคนกลัดกลุ้ม แต่ดวงตาวาววับด้วยแววขบขันนั้นกลับไม่ได้หายไปไหน “มานั่งตรงนี้” เขาตบลงยังข้างตัวทั้งยังรอคอยให้นางยินยอมขยับเข้ามาหาเขาด้วยตัวนางเอง
“ท่านคิดจะทำอะไร”
“เจ้ากลัวข้าถึงเพียงนี้เลยหรือ” เขาเอ่ยถามทั้งยังจงใจขยับกายไปนั่งพิงหัวเตียง หันหน้ามามองหญิงสาวที่นั่งขดตัวอยู่ปลายเตียงอีกฝั่ง “มานั่งใกล้ ๆ ข้า แล้วข้าจะบอกว่าสมควรทำเช่นไรกับสิ่งที่เจ้าเคยทำกับข้าในอดีต” ไม่เอ่ยเปล่าเขายังคงตบลงไปยังข้างตัวแสดงท่าทียืนยันให้นางเข้าไปนั่งข้าง ๆ เขา
เสียนฉิงเยว่มองเขาด้วยท่าทีหวาดระแวง กระนั้นนางยังคงขยับกายเข้าไปหาเขา มองใบหน้าหล่อเหลาที่เกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มนั้นแล้ว นางพลันสังหรณ์ว่านับจากวันนี้ชีวิตของนางในเมืองฉางอัน อย่าได้หวังว่าจะพานพบกับความสงบสุขอีกเลย!!!
