บทที่ 6 บทที่ 1.6

หากไม่ใช่เพราะฮูหยินสามได้เคยแอบมอบเงินส่วนหนึ่งให้นางเก็บไว้ นางน่ะหรือจะมีเงินทุนออกไปลอบทำการค้า และนางไหนเลยจะยังมีข้าวกินและมีเสื้อผ้าสวมใส่เช่นทุกวันนี้เล่า

“เยว่เอ๋อร์” เสียงเรียกอยู่ด้านนอกทำเอานายแล้วบ่าวหันมาสบตากัน เสียนฉิงเยว่สบตากับสาวใช้ จินเอ๋อร์รีบพยักหน้าแล้วเดินออกไปเปิดประตู

เจ้าของเสียงนั้นก็คือเสียนเหวิน

“พี่เหวิน” เสียนฉิงเยว่ก้มหน้าลงเปลี่ยนกลับมาเป็นคนที่ไม่กล้าเงยหน้าอีกครั้ง

“ไม่ได้กำลังน้อยอกน้อยใจที่ถูกตำหนิกระมัง” เสียนเหวินไม่ได้ก้าวเข้ามาในห้อง เนื่องจากอย่างไรเสียญาติผู้น้องของเขาก็เป็นสตรี ดังนั้นเสียนฉิงเยว่จึงต้องเดินออกมาหาเขาที่หน้าประตู “วันนี้ข้าไปที่ถนนจูเสว่ที่นั่นมีร้านขนมขึ้นชื่อจึงซื้อมาฝาก ก่อนหน้านี้ส่งไปยังห้องพี่ๆ ของเจ้าแล้ว นี่เป็นส่วนของเจ้า”

เสียนเหวินยื่นกล่องใบหนึ่งส่งไปให้จินเอ๋อร์ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ชายหนุ่มลอบสังเกตอีกฝ่ายตั้งแต่ที่นางมาถึงเมืองฉางอัน ดูเหมือนในบรรดาหญิงสาวทั้งสี่ เสียนฉิงเยว่จะค่อนข้างเก็บตัว ทั้งยังพูดคุยกับผู้อื่นน้อยมาก

จากการแต่งกายที่เรียบง่ายไร้ซึ่งเครื่องประดับ อีกทั้งท่าทีขี้กลัวและหวาดระแวงของนาง ฐานะในตระกูลเสียนของนางคงไม่นับว่าสำคัญอะไร หากเทียบกับการแต่งกายที่ประณีตงดงามและเครื่องประดับล้ำค่าหลายชิ้นของอีกสามคน

“ขอบคุณพี่เหวินที่เมตตา” หญิงสาวเงยหน้ามองเขาเล็กน้อย ก่อนรีบก้มหน้าแล้วย่อกายขอบคุณ

“พรุ่งนี้ข้าจะพาพวกเจ้าไปเที่ยวที่ตลาด สักสาย ๆ หน่อยจะให้คนมาบอก เจ้าก็เตรียมตัวเอาไว้” เสียนเหวินยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น

ชายหนุ่มมองญาติผู้น้องที่อายุน้อยกว่าเขาด้วยใบหน้าอ่อนโยน นางอายุเพียงสิบหกสิบเจ็ด ห่างจากเขาเพียงสี่ปี แต่ในยามที่เขามองนางกลับรู้สึกเหมือนมองน้องน้อยคนหนึ่ง มิใช่มองเด็กสาวที่พร้อมจะออกเรือนไม่ ผิดกับอีกสามคนที่เขามองว่าพวกนางออกจะเก่งกาจ

ยิ่งมองเห็นและได้ยินคำพูดที่พวกนางสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในทุก ๆ สถานการณ์นั้นแล้ว เขาย่อมมองว่าคนเงียบขรึมเช่นเสียนฉิงเยว่คงไม่อาจตามพวกนางทัน

หากให้เขาลองคาดเดาแล้ว ความผิดในวันนี้หากนางไม่ได้รั้งอยู่ด้านหลังไกลลิบ นางคงหนีไม่พ้นถูกปรักปรำว่าเป็นคนผลักเสียนหรูซวงเป็นแน่

หลังเสียนเหวินกลับไปจินเอ๋อร์แอบเหลือบมองผู้เป็นนาย นางมองดูท่าทีครุ่นคิดของอีกฝ่ายแล้วได้แต่กังวล “คุณหนูเจ้าคะ”

“เจ้าว่าข้าร้ายกาจเกินไปหรือไม่”

“ในที่สุดคุณหนูก็รู้แล้วว่าตัวเองร้ายกาจ” จินเอ๋อร์พลั้งปากก่อนรีบเอามือปิดปากตัวเองเมื่อผู้เป็นนายหันขวับมาจ้องเขม็ง

นางจึงหัวเราะแหะแล้วรีบกลบเกลื่อน “ข้าหมายถึงท่านไม่ผิดนี่เจ้าคะ คนตระกูลเสียนล้วนเป็นต้นเหตุให้ท่านต้องเสแสร้งเช่นนี้ หาไม่แล้วท่านยังจะหนีจากการถูกจับแต่งงานครั้งนั้นได้หรือเจ้าคะ”

เสียนฉิงเยว่ค้อนสาวใช้คนสนิทของตัวเองทีหนึ่ง ก่อนที่นางจะถอนหายใจออกมาพร้อมกับมองไปยังประตูซึ่งถูกปิดสนิท “ข้าว่าเขาก็ดูเป็นคนไม่เลว”

แม้จะก้มหน้าก้มตาแต่หลายครั้งนางก็แอบเงยหน้าขึ้นมองเสียนเหวิน ทั้งยังรับรู้ได้จากดวงตาเอื้ออาทรของอีกฝ่าย บุรุษจิตใจดีทั้งยังไร้เดียงสาจนมองเล่ห์กลของอิสตรีไม่ออกเช่นนี้ อดที่จะทำให้นางรู้สึกผิดขึ้นมาในใจไม่ได้

แน่นอนความรู้สึกเห็นใจของอีกฝ่ายเป็นความจริงไม่ใช่เรื่องเสแสร้ง ดูเหมือนเขาจะมองออกถึงฐานะอันน่าอึดอัดและลำบากใจของเสียนฉิงเยว่ ทว่าเป็นเสียนฉิงเยว่คนที่นางเสแสร้งให้คนอื่นเห็น ดังนั้นเมื่อมองเห็นท่าทีเห็นอกเห็นใจของอีกฝ่าย นางกลับรู้สึกเหมือนกำลังหลอกลวงคนผู้หนึ่งอยู่

“คุณหนู”

“หืม” นางหันไปมองจินเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

“เรา...จะอยู่ในตระกูลเสียนอีกนานเท่าไรหรือเจ้าคะ” เพราะผู้เป็นนายวางแผนจะออกจากตระกูลเสียนทันที หลังจากการไว้ทุกข์ให้ฮูหยินสามสิ้นสุดลงซึ่งก็คือเมื่อเดือนที่แล้ว แต่เพราะต้องเดินทางมายังเมืองฉางอันเสียก่อนจึงไม่มีโอกาสบอกกล่าวกับเสียนฮั่ว

“จินเอ๋อร์เจ้าวางใจได้ ข้าอยู่ที่ไหน ก็ต้องมีเจ้าอยู่ที่นั่นด้วย”

“แต่...เงินไถ่ตัวข้าสูงมาก”

“ข้ามั่นใจว่าร้านขายใบชาของข้าสามารถทำให้ข้าซื้อตัวเจ้าออกมาจากตระกูลเสียน”

“แต่...เงินนั่น”

“นอกจากว่าเจ้าไม่อยากไปกับข้าด้วย”

“ไปเจ้าค่ะ! ข้าขอไปทุกที่!...ไปกับท่าน” จินเอ๋อร์ละล่ำละลักบอกออกมาด้วยน้ำตารื้น “ข้าเพียงเกรงว่านายท่านกับฮูหยินจะโก่งราคา ...หากทั้งสองรู้ว่าท่านมีร้านขายใบชาในเมืองเสียนหยาง”

“แล้วจะให้รู้ไปทำไมเล่า หากอยากเห็นคนกระอักเลือดเพราะคับแค้นใจ มิสู้ให้พวกเขาเห็นและรับรู้หลังจากที่ปล่อยเราออกมาและไม่เกี่ยวข้องกันอีกต่อไปไม่ดีกว่าหรือ”

“หากทำเช่นนั้น แล้วสินเดิมของนายหญิงเล่าเจ้าคะ” จินเอ๋อร์เอ่ยถามเสียงเบา เพราะรู้ดีว่าสิ่งที่ทำให้เสียนฉิงเยว่คับแค้นใจที่สุด เห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องที่สินเดิมของมารดาถูกเสียนฮั่วและฮูหยินฮุบเอาไว้ทั้งหมด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป