บทที่ 4 ตอนที่ 3 : หยาดฝนหลงฤดู

ตอนที่ 3 : หยาดฝนหลงฤดู

เรือนร่างอ้อนแอ้นพยายามประคองรอยแผลและความบอบช้ำทั้งทางกายและทางใจก้าวลงมาจากชั้นบน เพื่อร่วมโต๊ะอาหารมื้อเช้ากับเหล่าลูกเลี้ยงที่มีวัยไล่เลี่ยกัน ดีไม่ดีพี่ชายคนโตของบ้านอาจจะมีอายุมากกว่าเธอด้วยซ้ำ แม้ใจจริงอยากจะสั่งอาหารขึ้นไปทานบนห้องนอนเพื่อหลบซ่อนร่องรอยความยับเยินเพียงใด ทว่าสำนึกส่วนดีกลับเตือนว่ามันจะเป็นการเสียมารยาทและหักหน้าเจ้าของบ้านอย่างร้ายกาจ โดยเฉพาะในวันที่ ‘เจ้าพ่อ’ กำลังจะเดินทางไปต่างถิ่นยาวนานนับสัปดาห์เช่นนี้

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความอึดอัดรัวเร้า ท่ามกลางความเงียบงันที่มีเพียงเสียงช้อนส้อมกระทบจาน บุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในคฤหาสน์ก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาเป็นคนแรก

“เชอร์รีน ระหว่างนี้ถ้าเธอจะไปไหนมาไหนให้ใช้รถของบ้าน แต่ถ้าอยากขับเองก็ไปเรียนขับรถซะ จะได้มีรถขับไปมหาวิทยาลัย”

น้ำเสียงของหนุ่มใหญ่ราบเรียบทว่าทรงอำนาจ ทุกถ้อยคำค่อนขอดไปด้วยกระแสของการออกคำสั่งตามวิสัยของผู้กุมชะตาชีวิตคนใต้บังคับบัญชา มาดสุขุมเคร่งครัดนั้นกดดันจนคนฟังแทบหายใจไม่ทั่วท้อง

“ค่ะ”

หญิงสาวผู้อาภัพทำได้เพียงน้อมรับคำสั้นๆ เธอไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อนเอ่ยสิ่งใดให้ขัดหู เพราะหวาดกลัวเหลือเกินว่าหากพูดจาไม่ถูกใจเฉกเช่นเมื่อคืน ฝ่ามือทรงพลังนั้นจะฟาดลงมาซ้ำเติมรอยแผลเดิมที่ยังคงขึ้นริ้วแดงระบมอยู่บนปรางแก้วใสในเวลานี้

“ถึงจะเรียนคนละที่กัน แต่วาคินเป็นคนที่พึ่งพาได้มากที่สุด มีอะไรเธอ ก็สามารถปรึกษาเขาได้”

จอมบงการหันไปสำรวจใบหน้าของบุตรชายคนโต กระแสเสียงเจือแววบังคับกลายๆ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งพยักหน้ารับคำผู้เป็นบิดาอย่างเสียไม่ได้ ภาพตรงหน้าทำให้แม่เลี้ยงสาวลอบดิ่งลึกลงสู่ความตัดพ้อ... ที่แท้ ความอ่อนโยนที่วาคินมอบให้เธอก่อนหน้านี้ ก็เป็นเพียงการทำตามหน้าที่และคำสั่งของคนเป็นพ่อหรอกหรือ

“แล้วเจ้าวายุ เห็นว่าเรียนอยู่ที่เดียวกันไม่ใช่เหรอ”

คำถามถัดมาถูกส่งไปยังทายาทคนเล็ก ทว่าครานี้สุ้มเสียงของอสูรร้ายกลับอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แววตาที่มองสบคล้ายแฝงความรักใคร่เอ็นดูในตัวลูกชายคนนี้เป็นพิเศษ จนเชอร์รีนได้แต่เก็บงำความฉงนฉงายไว้ภายในอก

“เรียนที่เดียวกันแต่คนละคณะครับป๊า และผมก็ไม่รับฝากเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าแบบนี้ด้วย... อายคนอื่นตายชัก”

คำตอกกลับของ ‘เจ้าพ่อเจนสอง’ ช่างร้ายกาจดุดัน วายุตวัดสายตาคมกริบมองเหยียดหยามสตรีหน้าใหม่อย่างรุนแรง ถ้อยคำถากถางนั้นกรีดลึกเข้าไปในใจของเชอร์รีนจนร่างบางต้องลอบกำหมัดแน่นใต้โต๊ะอาหาร ทว่าก็ต้องสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้ไม่ให้โต้ตอบสิ่งใดออกไป

“น้อยๆ หน่อยวายุ อย่างน้อยเขาก็ขึ้นชื่อว่าเป็นเมียแต่งของป๊า ดูแลเขาด้วย”

คนเป็นพ่อปรามเสียงนิ่ง ทว่านัยน์ตากลับทอประกายข่มขู่เฉียบขาดจนบรรยากาศรอบโต๊ะพลอยเย็นเยือก ทำเอาสามชีวิตที่เหลือต่างรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามกัน

“ใครสน...”

ลูกชายคนเล็กพึมพำชิดริมฝีปากเบาๆ ก่อนจะตักอาหารเข้าปากด้วยท่าทีไม่ยี่หระ ทว่าในจังหวะที่สายตาของทั้งคู่ประสานกัน สัญชาตญาณความขบถในกายของเชอร์รีนก็สั่งให้เธอกวนบาทาส่งสายตาท้าทายกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว ทำเอาไอ้เด็กหนุ่มตัวดีถึงกับสะอึก ตาถล่นใส่ด้วยความขัดใจ แต่กลับไม่กล้าพ่นคำร้ายใดๆ ออกมาอีกเพราะเกรงกลัวอาญาจากผู้เป็นบิดา

.

หลังจากมื้ออาหารสิ้นสุดลง ทันทีที่รถหรูของเจ้าพ่อเคลื่อนตัวพ้นอาณาเขตคฤหาสน์ ความโล่งใจสายหนึ่งก็แผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ ทว่าความทรงจำอันป่าเถื่อนจากค่ำคืนที่ผ่านมายังคงตามหลอกหลอนจนเชอร์รีนสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว ทว่าสตรีไร้ทางสู้อย่างเธอมีทางเลือกมากมายนักเสียที่ไหน สุดท้ายก็ต้องก้มหน้าอดทนอยู่ภายในกรงทองแห่งนี้ จนกว่าจอมบงการจะเกิดความเบื่อหน่ายและยอมปล่อยตัวเธอไปเป็นอิสระ

ร่างเล็กนั่งทอดอาลัยอยู่บนเตียงกว้าง สายตาทอดมองสมาร์ตโฟนเครื่องหรู บัตรเครดิต สมุดบัญชีธนาคารที่มียอดเงินสะสมสูงลิ่ว รวมถึงเงินสดฟ่อนใหญ่ที่กองอยู่ตรงหน้า... ทุกสิ่งถูกประเคนให้เธอจับจ่ายได้อย่างไม่จำกัด

หากแต่หัวใจของเชอร์รีนกลับว่างเปล่าเยือกเย็น ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะยินดีกับสิ่งเร้าลวงตาเหล่านี้ ทั้งที่หากเป็นในอดีต ยามที่ชีวิตยังไม่ดิ่งลงสู่นรกขุมนี้ เธอคงกระโดดโลดเต้นและออกไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปแล้ว หยาดน้ำใสๆ ค่อยๆ เอ่อนองและรินรดออกจากดวงตากลมโตสีน้ำตาลคู่สวย ทว่าในขณะที่ความอ่อนแอกำลังเกาะกุม เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ร่างบางรีบปาดคราบน้ำตาออกจากปรางแก้วอย่างรวดเร็วก่อนจะขานรับออกไป

“เชอร์รีน... ผมมาดูอาการน่ะ ช่วยเปิดประตูให้หน่อยได้ไหมครับ”

กระแสเสียงที่อบอุ่นปานแสงตะวันฉายส่องเข้ามาเยียวยาหัวใจอันมืดมิด ชายหนุ่มผู้แสนดีระบายถ้อยคำนุ่มนวลอยู่หลังบานประตู เชอร์รีนตัดสินใจก้าวไปเปิดต้อนรับอย่างไว้เนื้อเชื่อใจ เพราะแววตาของ ‘วาคิน’ ชายหนุ่มผู้แสนอ่อนโยนคนนี้ไม่มีร่องรอยของการมุสาแฝงอยู่เลย บางที... เขาอาจจะอยากหยิบยื่นความรู้สึกดีๆ ให้กับเธอจากใจจริงก็เป็นได้

และใช่... ทายาทคนโตของบ้านหลังนี้เป็นสุภาพบุรุษเช่นนั้นจริงๆ

ร่างสูงสืบเท้าเข้ามาด้านในด้วยความเห็นอกเห็นใจพลางถือวิสาสะหิ้วกล่องปฐมพยาบาลขนาดกะทัดรัดเข้ามาด้วย ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะนอนหนานุ่ม ก่อนจะทอดสายตามองมาแล้วเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุน

“มานั่งนี่สิครับ ให้ผมช่วยดูแผลให้นะ”

ถ้อยคำสุภาพและกิริยาที่แสนทะนุถนอมนั้น ประหนึ่งหยาดพิรุณชโลมใจที่แห้งผากจนเชอร์รีนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เรือนร่างบางก้าวเข้าไปทรุดตัวลงนั่งตรงหน้าเขาแต่โดยดี ชายหนุ่มคงสังเกตเห็นรอยฟกช้ำและหยาดเลือดซึมที่มุมปากของเธอตั้งแต่แรกสินะ... ความอบอุ่นที่ได้รับส่งผลให้ทำนบน้ำตาที่พยายามกักเก็บไว้พังทลายลงมาอย่างไม่อาจห้ามได้อีกต่อไป

วาคินทอดมองภาพสตรีตรงหน้าด้วยสายตาเวทนาจับใจ ชายหนุ่มลอบส่ายหน้าให้กับโชคชะตาอันโหดร้ายของเด็กสาว เธอยังสาวและสะคราญโฉมปานนี้ ควรจะมีโอกาสได้ใช้ชีวิตและโบยบินอย่างมีอิสระเสรี ทว่ากลับต้องมาถูกบิดาของเขาตราหน้าและย่ำยีจนหมดสภาพ มือหนายื่นออกไปอย่างเชื่องช้า ค่อยๆ แตะต้องสัมผัสแผลสดบนริมฝีปากอิ่มอย่างเบามือ

“เจ็บมากไหมครับ...”

คำถามนั้นเต็มไปด้วยความห่วงหาอาทร ฝ่ามืออบอุ่นลูบไล้ไปมาอย่างแผ่วเบาราวกับกลัวว่าผิวเนียนละเอียดของเธอจะแตกสลายคามือ

“เจ็บค่ะ...”

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด หรือมีสิ่งใดเข้าสิงสู่หัวใจ ในความเป็นจริงแล้วบาดแผลภายนอกอาจไม่ได้รุนแรงถึงขั้นทนไม่ไหว ทว่าเชอร์รีนกลับเลือกที่จะเอ่ยตอบออกไปเช่นนั้น เพียงเพราะส่วนลึกในใจกำลังโหยหาที่พึ่งพิง เธออยากอ้อนวอนขอกระแสความอบอุ่นจากเขา อยากใช้ชายหนุ่มคนนี้เป็นดั่งร่มเงาหลบเร้นความร้ายกาจ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเชอร์รีนคือดรุณีที่เพียบพร้อมไปด้วยรูปโฉมงดงามหยาดเยิ้ม การจะหว่านเสน่ห์ตกผู้ชายสักคนให้มาลุ่มหลงย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็น แต่เหนือสิ่งอื่นใดในเวลานี้... สิ่งที่เธอต้องการมากที่สุด ไม่ใช่ความรักทางกาย หากแต่เป็น ‘ใครสักคน’ ที่พร้อมจะโอบอุ้มหัวใจอันบอบช้ำของเธอเอาไว้

เมื่อตระหนักได้ว่าผู้ชายตรงหน้าคือความอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียวในนรกขุมนี้ เชอร์รีนจึงคิดที่จะพึ่งพิงรอยยิ้มละมุนของวาคิน... อย่างน้อยก็เพื่อต่อลมหายใจของเธอให้ผ่านพ้นช่วงเวลาอันเลวร้ายในบ้านหลังนี้ไปได้ก็ยังดี

เรียบร้อยค่ะเจ้านาย! ตอนที่ 3 ออกมาสลวยสวยเก๋ละมุนละไมมาก แฝงความดรามาและความออดอ้อนน่าเอ็นดูของเชอร์รีนไว้เต็มเปี่ยม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป