บทที่ 9 ตอนที่ 8 : เพลิงปรารถนา [18+]
ตอนที่ 8 : เพลิงปรารถนา [18+]
ทันทีที่สองเท้าก้าวพ้นขอบประตูรถสปอร์ตคันหรู กระแสสายตาจากผู้คนรอบข้างก็จับจ้องดิ่งตรงมายังพวกเขาทั้งสองอย่างปิดไม่มิด เนื่องจากบุรุษผู้เพียบพร้อมไปด้วยรูปสมบัติและทรัพย์สมบัติอย่าง ‘วายุ’ ไม่เคยมีประวัติพาสตรีหน้าไหนนั่งเคียงข้างขับรถเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยมาก่อน ส่วนใหญ่ความสัมพันธ์ของเขามักจบลงเพียงชั่วข้ามคืนในลักษณะใช้แล้วทิ้ง ไร้ซึ่งการสานต่อใดๆ ทว่าการปรากฏตัวของเด็กสาวในวันนี้กลับดูพิเศษใส่ไข่เสียจนกลุ่มมิตรสหายร่วมก๊วนต้องรีบเอ่ยปากแซวขัดจังหวะ
“เชี่ย... ไอ้วายุ นั่นมัน ‘เชอร์รีน’ นางฟ้าคณะสถาปัตย์นี่หว่า มึงไปสอยมาแดกเรียบร้อยแล้วว่างั้น?”
‘ดอม’ หนึ่งในเพื่อนสนิทตะโกนลั่นมาแต่ไกล ตั้งแต่ร่างสูงกำยำยังสืบเท้าก้าวไปไม่ถึงกลุ่มด้วยซ้ำ
“นั่นดิ พานั่งรถคู่ใจมาด้วยขนาดนี้ ต้องเป็นคนพิเศษแล้วไหมวะ” ‘ซี’ เพื่อนอีกคนในวงร่วมผสมโรงหยอกเย้าอย่างนึกสนุก
“พวกมึงไม่ต้องพูดมาก”
ทายาทคนรองตวัดสายตาดุดันปรามกลุ่มเพื่อนฝูงพลางหลบสายตาวูบ ก่อนจะหันมาสั่งความกับแม่เลี้ยงสาวเสียงเฉียบ
“เรียนเสร็จแล้วมาเจอฉันที่นี่ ฉันจะพากลับ... กลับพร้อมกัน”
เขาสั่งเสียงดุ มาดเข้ม หน้าตาถมึงทึงใส่พวกตัวดีที่ยังคงส่งเสียงฮือฮาไม่ยอมเลิกรา
“อะ... เอ่อ คือว่า คุณวายุไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอกค่ะ ฉันกลับเองได้ เอ่อ...”
ถ้อยคำทัดทานยังไม่ทันจะจบประโยคดี ลูกชายคนเล็กผู้เอาแต่ใจก็เค้นเสียงลอดไรฟัน ออกคำสั่งเด็ดขาดด้วยความไม่สบอารมณ์ที่ถูกขัดใจ
“บอกให้ทำอะไรก็ทำ อย่าขัดคำสั่งฉัน เข้าใจไหม!”
พระเจ้า... ไอ้หมอนี่มันถอดรหัสพันธุกรรม ‘เจ้าพ่อเจนสอง’ มาเด่นชัดเหลือเกิน ดุเดือดเอาแต่ใจราวกับแกะพิมพ์เดียวกันออกมาไม่มีผิดเพี้ยน เชอร์รีนแอบหวั่นใจจนเรือนร่างบอบบางสั่นสะท้านขึ้นมาน้อยๆ ด้วยความหวาดกลัว
“ค่ะ... เข้าใจแล้วค่ะ”
เธอรีบลนลานตอบรับคำด้วยท่าทางตื่นตระหนกคล้ายลูกแกะตัวน้อยๆ ที่กำลังเผชิญหน้ากับหมาป่าเจ้าเล่ห์ ท่าทีหัวอ่อนเช่นนั้นกลับทำให้วายุลอบจุดรอยยิ้มในใจด้วยความเอ็นดูอย่างบอกไม่ถูก
“ดีมาก... แล้วเจอกัน”
กระแสเสียงของชายหนุ่มอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ฉายแววพึงพอใจถึงขีดสุดยามเมื่อเห็นคนตรงหน้ายอมศิโรราบว่านอนสอนง่าย
รับมือยากเย็นเหลือเกินนะผู้ชายคนนี้... เชอร์รีนแอบทอดถอนใจในความปรวนแปรของเขา ก่อนจะรีบแยกย้ายไปเข้าชั้นเรียน
.
กระทั่งเข็มนาฬิกาเวียนมาถึงช่วงเย็นย่ำ ทายาทอสูรยังคงนั่งรอคอยสตรีหน้าหวานอยู่ ณ จุดนัดพบอย่างใจเย็น เพราะวันนี้เชอร์รีนมีคาบเรียนลากยาวจนค่ำ ไหนจะสารพัดชิ้นงานที่อาจารย์คั่งค้างสั่งเอาไว้ เด็กสาวต้องเร่งมือสะสางทำส่งอย่างสุดกำลังเนื่องจากเธอขาดเรียนไปหลายวัน มัวแต่วุ่นวายกับการโยกย้ายเข้ามาพำนักในคฤหาสน์จนไม่มีเวลาโฟกัสเรื่องการศึกษา รู้ตัวอีกทีก็แทบจะส่งงานไม่ทันกำหนด โชคดีที่ได้เพื่อนๆ ในกลุ่มช่วยกันปั่นงานจนเสร็จสิ้นทันเวลาอย่างโล่งอก
รัตติกาลเริ่มคืบคลานเข้ามาปกคลุม ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีมืดสลัว ชายหนุ่มร่างหนายังคงปักหลักนั่งอัดบุหรี่เข้าปอด รอคอยเธอด้วยความอดทนอันเหลือเชื่อ เชอร์รีนลอบมองภาพตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าคนป่าเถื่อนปานเสือร้ายจะยอมสละเวลานั่งรอเธอจนดึกดื่นป่านนี้
“คุณวายุ... ไม่เห็นต้องรอเชอร์เลยค่ะ”
กระแสเสียงหวานหลุดปากเอ่ยคำด้วยความแปลกใจ ก้อนเนื้อในอกซ้ายเผลอไผลเต้นระรัวอย่างห้ามไม่อยู่ สรรพนามที่ใช้เรียกแทนตัวเองแปรเปลี่ยนไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทว่าถ้อยคำละมุนหูนั้นกลับส่งผลให้หัวใจของคนร่างใหญ่เต้นโครมครามรุนแรงไม่แพ้กัน
“ก็บอกว่าจะรอไง ฉันไม่เคยผิดคำพูดอยู่แล้ว”
ยอดขุนพลเจนสองรีบเบือนสายตาคมหลบหนีดวงตากลมโตสีน้ำตาลคู่นั้น... ดวงตาที่มันดูโตสว่างไสวเกินความจำเป็นจนทำให้ใจเขาแกว่ง
“ขึ้นรถได้แล้ว อยากกลับบ้านจะแย่”
เขาตัดบทพ่นคำสั่งก่อนจะสับเท้าเดินนำไปเปิดประตูฝั่งคนขับ เชอร์รีนอมยิ้มบางเบาคลี่ระบายความรู้สึกดีๆ ออกมาน้อยๆ แล้วจึงเปิดประตูตามเข้าไปนั่งข้างกายเขาบนเบาะหรูอย่างเต็มอกเต็มใจ
“นี่เธอยิ้มอะไรนักหนาเชอร์รีน” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ยามเมื่อแลเห็นแม่เลี้ยงสาวนั่งอมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มาตลอดเส้นทาง
ในความเป็นจริง... มันไม่ได้ทำให้เขาขุ่นเคืองใจเลยสักนิด ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดใจจนพาลไปทั่ว คืออาการ ‘หัวใจเต้นแรง’ ของตัวเองในเวลานี้ต่างหาก... บ้าจริง!
“เปล่าค่ะ... แค่คิดว่าคุณวายุก็มีด้านน่ารักๆ เหมือนกันนะ”
เธอพูดพลางส่งยิ้มพิมพ์ใจหยาดเยิ้มไปให้คนหลังพวงมาลัย อานุภาพความน่ารักไร้เดียงสานั้นรุนแรงมหาศาลจนส่งผลให้ใบหน้าหล่อเหลาของเสือร้ายขึ้นสีแดงซ่านเด่นชัดด้วยความเขินอาย
“นี่... อย่ายิ้มแบบนั้นนะ” เขาเอ่ยปรามเสียงดุ
ทว่าสีหน้าที่แดงก่ำจนลามไปถึงใบหูตอกย้ำว่าเขากำลังเขินหนักมากจนเชอร์รีนนึกสนุกอยากจะแกล้งคนปากแข็งต่อ
“ยิ้มแบบไหนคะ?”
เธอยังคงส่งรอยยิ้มพราวเสน่ห์ให้เขาไม่ยอมหยุด ทำเอาคนมองเขินอายจนทนไม่ไหว ถึงกับต้องหักพวงมาลัยเลี้ยวรถเข้าจอดข้างทางกะทันหัน ก่อนจะหันมาทำหน้าดุทะมึนใส่เธอ
“ยิ้มแบบนี้ไง!”
สิ้นเสียงทุ้ม วายุสลัดความลังเลขยับมือหนาทั้งสองข้างเข้ามากุมและหยิกหมับเข้าที่ปรางแก้วใสของร่างเล็กเบาๆ พลางส่ายไปมาด้วยความหมั่นเขี้ยว นัยน์ตาคมกริบสีนิลจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยอย่างไม่วางตา เชอร์รีนรู้สึกร้อนวูบวาบแล่นริ้วขึ้นมาทั่วร่างกาย ยามเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาเว้าวอนระคนดุดันคู่นั้น... มันช่างชวนให้รู้สึกรักใคร่วาบหวามใจสั่นเหลือเกิน
เมื่อความเงียบเข้าปกคลุม คนตัวใหญ่ค่อยๆ เคลื่อนใบหน้าคมคายขยับเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ก่อนจะกดริมฝีปากหยักหนาทาบทับดูดดื่มลงไปยังริมฝีปากอิ่มบางอย่างโหยหา ไออุ่นที่ส่งผ่านมาจากโพรงปากร้อนกำลังนำพากายสาวดิ่งลึกสู่ความเคลิบเคลิ้มหลงใหลอย่างหนักหน่วง
และที่สำคัญ... ค่ำคืนนี้เขาไม่ได้เมามาย ไร้ซึ่งฤทธิ์เดชของแอลกอฮอล์ใดๆ คอยควบคุม ทว่ารสจูบที่เขาประเคนมอบให้นั้นกลับเต็มไปด้วยความนุ่มนวล อ้อยอิ่ง ละมุนละไม ทว่าแฝงเร้นไปด้วยความร้อนแรงดั่งไฟสุม กลีบปากหนาบดเบียดดูดกลืนความหวานจากเรียวปากเล็กครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างตะกรุมตะกราม
เรียวลิ้นร้อนชื้นบุกทะลวงเข้าสำรวจภายในโพรงปากนุ่ม เกี่ยวกระหวัดต้อนลิ้นเล็กจนคนตัวเล็กอ่อนระทวย แขนขาหมดเรี่ยวแรงลุ่มหลงในรสเสน่หาที่ชายหนุ่มหยิบยื่นให้ ฝ่ายคนตัวใหญ่เองก็ตกอยู่ในภวังค์ไม่ต่างกัน
เพราะความปรารถนาอันรุนแรงของวัยรุ่นมันช่างน่ากลัวและยากแท้จะหยั่งถึง ยามนี้... พวกเขาไม่อาจหักห้ามใจและถอยหลังกลับไปหาความถูกต้องได้อีกต่อไปแล้ว!
