บทที่ 3 บทที่ 1 ความปรารถนาของพราวนภา - 50%
แม้ช่วงแรกจะเอ่ยปากชม แต่สุดท้ายภาวินก็อดเกทับอีกฝ่ายไม่ได้ เพราะเมื่อครั้งที่เขาอายุยี่สิบต้น ๆ แม้จะมีปาร์ตี้และเที่ยวกลางคืนบ่อย แต่เขาก็ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองเมามายจนไม่มีสติเลยสักครั้ง
กว่าสิบปีที่เขารู้จักนฤบดินทร์มาตั้งแต่อีกฝ่ายยังเป็นเด็กวัยรุ่นเลือดร้อนจนกระทั่งเติบโตเป็นชายหนุ่มเต็มตัว เขาเห็นว่าน้องภรรยาคนนี้จัดว่าเป็นผู้ชายที่ครบเครื่องคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหล่อเหลาจนบางมุมแทบจะเรียกได้ว่าสวยด้วยซ้ำ รูปร่างก็สูงโปร่งพอกันกับเขา นิสัยก็เงียบขรึม และมีความสุขุม ทุกอย่างดูดีไปหมด
เสียอย่างเดียว สายตาที่มองพราวนภานั้นดูจะร้อนแรงมากเกินไปหน่อย เขาไม่ชอบเอาเสียเลย!
พราวนภาอายุเพิ่งจะสิบเจ็ดปีเท่านั้น ยังไม่จบมัธยมปลายเลย แต่บุตรสาวของเขาดันหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู อีกไม่กี่ปีก็จะเติบโตเป็นสาวสวยสะพรั่ง ขณะที่นฤบดินทร์ก็เป็นหนุ่มเต็มตัว และสองคนนี้มักใกล้ชิดกันบ่อยเกินไป ดังนั้นเขาจึงไม่อยากให้เกิดเรื่องไม่ดีไม่งามขึ้นในบ้าน
“ทำไงได้ ผมมันพวกคออ่อนซะด้วยสิ” นฤบดินทร์พูดยิ้ม ๆ พลางชะเง้อมองเข้าไปในบ้านของภาวินแล้วพูดว่า
“เดี๋ยวผมเอารถเข้าบ้านแล้วจะเดินไปกินข้าวเช้าด้วยนะครับ”
ภาวินมองตามสายตาอีกฝ่ายไปก็เห็นว่านฤบดินทร์กำลังมองพราวนภาซึ่งกำลังเดินออกจากบ้านไปหาผู้เป็นปู่ที่ยืนตัดแต่งต้นไม้อยู่ในสวน เขาจึงรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที
“แกยังไม่สร่างเมาดี เดี๋ยวพี่ให้เจ้าพีทมันยกชามข้าวต้มไปให้ที่บ้านก็ได้”
“ไม่เป็นไรครับพี่ ผมไปเองดีกว่า หรือไม่ก็...” อีกฝ่ายหยุดพูดพลางทำท่าครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ
“หรือไม่ก็ให้หนูพราวยกมาให้ผมก็ได้พี่ ให้เจ้าพีทยกมาผมกลัวจะทำหกน่ะ ถ้างั้นผมขอตัวเอารถเข้าบ้านก่อนนะครับพี่วิน” พูดจบก็ยิ้มมุมปาก ซึ่งภาวินมองออกว่าอีกฝ่ายกำลังยั่วให้เขาของขึ้นถึงได้จงใจเอ่ยถึงพราวนภา
ภาวินมองเขม่นน้องภรรยาด้วยสายตาไม่เป็นมิตร แต่กลับได้รับรอยยิ้มตอบกลับมา เขาจึงเดินเข้าบ้านของตัวเองแล้วก้าวพรวด ๆ เข้าไปในบ้านมองหาภรรยาทันที
“มะลิ!” เขาเรียกมัลลิกา เมื่อเห็นอีกฝ่ายตอบรับมาจากในครัวจึงเดินเข้าไปหาแล้วพูดเสียงเบาว่า
“เมื่อกี้พี่เจอเจ้าดินน่ะ เห็นบอกว่าไปกินเลี้ยงกับเพื่อนเพิ่งกลับมา ท่าทางยังไม่สร่างเมาดีเท่าไรเลย พี่ว่าเธอเอาข้าวต้มไปให้น้องมันกินหน่อยดีกว่า ซดอะไรร้อน ๆ จะได้สร่างเร็ว”
“ได้ค่ะ เฮ้อ...เจ้าดินนี่ก็จริง ๆ เลย พักหลังนี่รู้สึกจะดื่มเหล้าบ่อยไปหน่อยนะเนี่ย แถมยังกลับเช้าอีก ยิ่งคุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่แบบนี้ยิ่งเอาใหญ่” มัลลิกาบ่นให้น้องชายพลางหยิบชามมาตักข้าวต้มแล้วใช้จานรองอีกที
“มะลิเอาไปให้น้องก่อนนะ” เธอหันไปยิ้มให้สามี ภาวินยิ้มตอบพลางมองภรรยาที่เดินถือชามข้าวต้มไปให้น้องชายที่อยู่บ้านเพียงลำพัง จากนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างสมใจ
อยากอยู่กับหนูพราวสองต่อสองอย่างนั้นหรือ ฝันไปเถอะ!
มัลลิกาเดินไปบ้านของตนโดยไม่ต้องอ้อมไปเข้าทางหน้าประตูใหญ่ เพราะตั้งแต่แต่งงานกับภาวิน ทั้งสองบ้านก็ตกลงกันว่าจะทุบกำแพงออกส่วนหนึ่งแล้วติดบานประตูอัลลอยด์เพื่อสะดวกในการไปมาหาสู่ระหว่างกัน
เมื่อเข้าไปในบ้าน เธอก็วางชามข้าวต้มไว้บนโต๊ะกินข้าว จากนั้นก็ขึ้นบันไดไปห้องของน้องชายเพื่อบอกกล่าวอีกฝ่ายว่าตนมาหา ทว่าเดินขึ้นไปไม่กี่ขั้นก็ต้องหยุดอยู่ที่เดิมเพราะนฤบดินทร์กำลังเดินลงมาพอดี
“พี่เอาข้าวต้มมาให้น่ะ วางอยู่บนโต๊ะกินข้าว” เธอเห็นน้องชายอมยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนพูดว่า
“ขอบคุณครับพี่” จากนั้นเจ้าตัวก็เดินดุ่ม ๆ ไปนั่งที่โต๊ะแล้วหยิบขวดพริกไทยมาโรยลงในชาม มัลลิกาจึงเดินไปห้องครัวเพื่อดูว่าในตู้เย็นมีอะไรเหลือบ้าง เนื่องจากบิดามารดาของพวกตนไปทัวร์ยุโรปสองอาทิตย์ ช่วงนี้นฤบดินทร์จึงต้องอยู่บ้านคนเดียว
“ช่วงนี้แกไปกินข้าวที่บ้านโน้นก็ได้นะดิน จะได้ไม่ต้องกินแต่ของพวกนี้” เธอบอกน้องชายเพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายทำกับข้าวไม่เป็น อีกทั้งถังขยะในครัวก็มีแต่ซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับถาดอาหารแช่แข็งที่เจ้าตัวกินหมดแล้ว
“ก็ไม่ได้กินทุกมื้อสักหน่อย” ชายหนุ่มตอบกลับเสียงเรียบ ขณะที่ผู้เป็นพี่สาวกำลังเบิกตากว้างมองเศษผักในถุงขยะที่มัดปิดปากถุงไว้อย่างเรียบร้อย ซึ่งเศษผักสดเหล่านี้เป็นส่วนที่ต้องตัดทิ้งเพราะไม่จำเป็นในการประกอบอาหาร
แต่นฤบดินทร์ทำกับข้าวไม่เป็นสักอย่าง แล้วใครเป็นคนมาทำให้
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคน ๆ นั้นคือพราวนภา
“หนูพราวมาทำอะไรให้กินหรือ” มัลลิกาทำทีเป็นเอ่ยปากถามเหมือนชวนคุยเรื่องทั่วไป แต่สายตากลับลอบสังเกตปฏิกิริยาของน้องชายอยู่เงียบ ๆ
เธอรออยู่นาน คิดว่าคงไม่ได้ฟังคำตอบจากอีกฝ่ายแล้ว แต่ในที่สุดเจ้าตัวก็ยอมพูดออกมา
“ข้าวผัดไส้กรอกน่ะ ทำตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ลืมเอาถุงขยะไปทิ้ง”
มัลลิกาพยักหน้าช้า ๆ เป็นเชิงรับรู้ แต่ในใจอดห่วงไม่ได้ ข้าวผัดไส้กรอกนั้นเป็นของโปรดของนฤบดินทร์มาตั้งแต่เด็ก ในแต่ละสัปดาห์จะต้องมีหนึ่งมื้อที่เป็นข้าวผัดไส้กรอก และอีกฝ่ายก็สามารถกินอาหารชนิดนี้เพียงอย่างเดียวได้ตลอดทั้งสัปดาห์อีกด้วย กระทั่งโตเป็นหนุ่มแล้วก็ยังต้องมีกฎข้อนี้ในบ้านเสมอ
บิดามารดาเพิ่งออกทริปไปแค่สองวัน พราวนภาก็มาทำอาหารให้กินถึงบ้าน และอีกไม่นานนฤบดินทร์ต้องไปเรียนต่อต่างประเทศแล้ว ใครจะเป็นคนทำให้กินกันเล่า
“ไปอยู่อเมริกาแกจะไปหากินจากไหนเนี่ย ข้าวผัดไส้กรอกน่ะ”
ถ้าเจ้าตัวบอกว่าทำกินเอง เธอไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด น้องชายของเธอนั้นแทบจะเป็นเจ้าชายประจำบ้านเพราะไม่ต้องทำอะไรด้วยตัวเองสักอย่างโดยเฉพาะเรื่องงานบ้าน เขามีหน้าที่เรียน และหาเงินอย่างเดียว ซึ่งมัลลิกาก็ยอมรับว่านฤบดินทร์นั้นสมองดีพอ ๆ กับตน แต่อีกฝ่ายเหนือกว่าที่การคิดคำนวณและวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ จะเหนือชั้นกว่าเธอมาก
“ร้านอาหารไทยเยอะแยะ” เขาตอบสั้น ๆ ตามเคยมัลลิกาจึงไม่ถามต่อเพราะรู้แล้วว่าน้องชายของตนคงแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยเงินแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน หรือทุกสิ่งที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวัน
บอกใครก็คงไม่มีคนเชื่อว่านฤบดินทร์สามารถหาเงินเองได้ และมีเงินเก็บถึงเจ็ดหลักตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมปลายด้วยการเทรดค่าเงิน ผ่านมาหลายปีตอนนี้ตัวเลขในบัญชีของอีกฝ่ายมีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ชายหนุ่มจึงสามารถใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศได้สบาย ๆ โดยไม่ต้องกระเบียดกระเสียร หรือวุ่นวายหางานพิเศษทำที่โน่น ค่าเล่าเรียน ค่ากินอยู่ทุกบาททุกสตางค์เขาก็จ่ายเองมาตั้งแต่ขึ้นมัธยมปีที่ห้า และแน่นอนว่าค่าทริปทัวร์ยุโรปของบิดามารดาตลอดสองสัปดาห์นี้ เขาก็เป็นคนจ่ายให้
“แกไปแล้วบ้านนี้คงเหงา โดยเฉพาะหนูพราว”
มัลลิกาพูดยิ้ม ๆ รู้ดีว่าลูกเลี้ยงอย่างพราวนภานั้นรักปักใจอยู่แต่น้องชายของเธอคนนี้มานาน แต่นฤบดินทร์กลับยังคงรักษาระยะห่างระหว่างกันเอาไว้เสมอ ไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วชายหนุ่มมีใจให้สาวน้อยข้างบ้านหรือไม่เพราะเธออ่านใจเขาไม่ได้ แต่เท่าที่สังเกต นฤบดินทร์เองก็คงหวั่นไหวไม่น้อยเพราะเจ้าตัวคอยเป็นห่วงเป็นใยอยู่เงียบ ๆ ทว่าติดที่พราวนภายังเด็กเกินไป อีกทั้งยังมีบิดาขี้หวงอย่างภาวินคอยกันท่าอยู่เสมอ
“เปิดเทอมก็เลิกเหงาแล้ว” ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ พลางผลักชามข้าวต้มที่กินหมดแล้วออกจากตัวแล้วยกน้ำขึ้นดื่ม
