บทที่ 3 ตอนที่3
“ไอ้บ้า! ปากไม่เป็นมงคลเลยนะแกน่ะ ฉันพูดเล่นบ้างไม่ได้หรือไงวะ ทำเหมือนแกไม่รู้จักฉันอย่างนั้นแหละ ก็แค่เห็นประวัติแล้วน่าสนใจดี กิจกรรมเด่น ทำงานพิเศษอีกเพียบ แถมเรียนเก่งใช่เล่น จบสถาปัตย์ฯ ได้เกียรตินิยมอันดับสอง แกว่าน่าสนใจไหมล่ะ ตัดคะแนนความนิยมไปนิดหนึ่งก็ไอ้ตรงมาสัมภาษณ์งานสายนี่แหละ แต่เรื่องสวยฉันพูดจริงนะโว้ย! เห็นแค่รูปถ่ายฉันยังเคลิ้มเลยแก”
ที่กริชชนะพูดไม่ได้เกินจริงเลยสักนิด เพราะคนแถวนี้ก็เคลิ้มมาแล้วเช่นกัน
“ฉันจะฟ้องเมียแกไอ้กริช”
“เฮ้ย! อย่าเล่นของสูงสิวะ ช่วงนี้ยิ่งชอบหาเรื่องงอนฉันอยู่ด้วย เที่ยงนี้ฉันกะจะโทรไปชวนออกมากินข้าวกับช็อปปิ้งอยู่พอดี เอาใจเขาซะหน่อย แกว่างไหมล่ะ ไปกินข้าวด้วยกันสิ แพรถามถึงแกอยู่เหมือนกัน ยัยไหมก็บอกคิดถึงลุงคีอยู่หลายวันแล้ว ไปเจอหน้าหลานๆ ซะหน่อยสิแกน่ะ”
กริชชนะหมายถึงแพรวา ภรรยาที่คบหากันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย กับลูกสาววัยสามขวบเศษชื่อสายไหม ส่วนเด็กหญิงใบหม่อนลูกสาวอีกคนนั้นเพิ่งอายุได้เก้าเดือน ซึ่งแพรวาเองก็เป็นเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันกับอัคคีเช่นเดียวกัน และลูกสาวทั้งสองคนก็คุ้นเคยกับอัคคีดี เพราะไปมาหาสู่กันอยู่บ่อยๆ
“ขอฉันเข้าไปเคลียร์งานที่บริษัทก่อนแล้วกัน ถ้าไม่ติดอะไรฉันก็ไปกินข้าวกับครอบครัวแกได้น่ะแหละ เดี๋ยวฉันโทร.คุยกับแพรเอง”
“ถ้าแกไปกินข้าวด้วยแพรคงกระดี๊กระด๊าน่าดู สมัยเรียนเขากรี๊ดแกจะตาย แต่ขอโทษ สุภาษิตที่ว่าคารมเป็นต่อรูปหล่อเป็นรองมันยังใช้ได้ผลตลอดกาลโว้ย! ดาวเด่นที่สุดในมหาวิทยาลัยก็เลยตกอยู่ในกำมือของกริชชนะมาจนถึงทุกวันนี้ไง”
คุณพ่อลูกสองแสร้งโวทับถมเพื่อนพร้อมยักคิ้วถี่ๆ ส่งให้ เนื่องจากการคว้าดาวมหาวิทยาลัยมาเป็นภรรยาเป็นสิ่งเดียวที่กริชชนะคิดว่ามีเหนือกว่าเพื่อนรัก และดูจะภาคภูมิใจไม่จบไม่สิ้น ชอบเอามาแกล้งคุยแขวะอัคคีเล่นมาจนถึงทุกวันนี้ แต่กริชชนะก็รู้อยู่เต็มอกว่าถ้าสู้กันจริงๆ ด้วยเรื่องผู้หญิง เขาไม่มีวันชนะอัคคีไปได้หรอก เพราะสมัยเรียนหนุ่มรูปหล่อพ่อรวยแถมเรียนดีกีฬาเด่นอย่างอัคคีป๊อบปูล่าที่สุดในมหาวิทยาลัย หญิงแท้สาวเทียมตอมกันให้เกรียว เพียงแต่อัคคีไม่เล่นด้วยก็เท่านั้นเอง
“เออ! แกมันคารมดี อย่าเผลอไปแจกคารมสาวอื่นเข้าล่ะ ยัยแพรได้แหกอกแกแน่ไอ้กริช แต่คนอย่างแกคงไม่กล้าแหกคอกหรอกมั้ง ทุกวันนี้ก็หงอสนิทอยู่แล้วนี่แกน่ะ” อัคคีแซวเพื่อนยิ้มๆ
“คนไม่มีเมียอย่างแกจะไปรู้อะไรวะ ว่าให้นิดก็หาเรื่องงอน เถียงเข้าหน่อยก็หาเรื่องโกรธ ลองหือกับแม่คุณทูนหัวดูสิ บ้านจะได้แตกปะไรล่ะ”
“แกจะพล่ามให้มันยาวไปทำไม สรุปมาสั้นๆ เลยก็ได้ว่าแกกลัวเมีย”
“ฉันจะคอยดูวันที่แกมีเมีย ไม่เกรงมั่งก็ให้มันรู้ไปสิวะ”
“คงมีวันนั้นหรอก”
อัคคีสวนกลับเพื่อนรักไปสั้นๆ แล้วเมินหน้าที่เครียดขรึมลงถนัดตาออกไปมองนอกผนังกระจกนิ่งเงียบ
กริชชนะถอนหายใจแผ่วเบาเมื่อเห็นกิริยาและสีหน้าของเพื่อนรัก เพราะรู้ดีว่ามันเป็นอะไร ตั้งแต่มารดาชาวอเมริกันหนีตามชู้ไปเมื่อครั้งอัคคียังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีหนึ่ง ทำให้เพื่อนกลายเป็นผู้ชายมีปมชีวิต คอยตั้งแง่และมีอคติกับเพศแม่มานับแต่นั้น หากโชคดีที่อัคคียังฉลาดและรักดี จึงเอาความเก็บกดทั้งหลายแหล่ไปลงที่การเรียนกับกีฬา พอเรียนจบเข้าไปสืบทอดธุรกิจต่อจากบิดาก็เอาไปลงที่หน้าที่การงานหมด อัคคีจึงไม่มีประวัติด่างพร้อยและได้ดิบได้ดีอยู่ในทุกวันนี้
แต่ก็ใช่ว่าอัคคีจะไม่แตะผู้หญิงหรอกนะ ด้วยหน้าตาหล่อเข้มเด็ดขาดของหนุ่มลูกครึ่งไทย-อเมริกัน บวกกับบุคลิกเคร่งขรึมดูเฉียบคม แถมอุดมไปด้วยทรัพย์อันแสนอลังการงานสร้างซะขนาดนี้ ถึงไม่ไปเสาะแสวงหาก็มีผู้หญิงมาเสนอให้ถึงปาก แล้วอัคคีก็จัดการสนองให้ก็แค่นั้นเอง ชีวิตของมันก็เลยมักไม่เคยขาดผู้หญิง และดูท่าทางแล้วมันคงคิดจะใช้ชีวิตแบบนี้ไปจนวันตาย เพื่อนรักอย่างกริชชนะก็ได้แต่คอยกล่อมให้มันเปลี่ยนใจเท่านั้น
“เมียกับแม่มันคนละคนกันนะไอ้คี แกแยกแยะบ้างก็ได้ เรื่องของแม่แกมันก็นานมากแล้ว ลืมๆ ไปเถอะ เก็บมาคิดแกก็เจ็บเปล่าๆ ทุกวันนี้ไม่มีเขาแกก็อยู่ได้นี่นา แต่เมียน่ะถ้าแกมีเมื่อไรรับรองว่าชีวิตของแกจะมีรสชาติขึ้นอีกเยอะเลยเชียวละ แกเชื่อคนที่มีประสบการณ์อย่างฉันสิ”
หากการกล่อมของกริชชนะดูจะไม่สำเร็จเหมือนเช่นทุกครั้งนั่นแหละ เพราะไอ้เด็กโค่งมีปัญหาชีวิตมันยังนั่งหน้าเคร่งเงียบงันชมแต่วิวข้างถนนไม่หันกลับมามองหน้าคนพูดเลยสักนิด ที่เขาพูดออกไปจะเข้าหูมันหรือเปล่าก็ไม่รู้ กริชชนะส่ายหัวให้เบาๆ ก่อนจะพาเปลี่ยนเรื่อง
“แล้วเรื่องน้องชายแกเป็นไงบ้าง”
“ให้คนตามอยู่”
“แกก็ปล่อยๆ น้องมันมั่งก็ได้ไอ้คี อย่าเคี่ยวเข็ญกับมันนักเลย นายพีมันเพิ่งยี่สิบสองเอง คงอยากจะใช้ชีวิตแบบอิสระตามประสาวัยรุ่นบ้างน่ะแหละ”
ปัถพีคือน้องชายคนเดียวของอัคคีที่วัยห่างกันหนึ่งรอบเต็ม ตอนมารดาทิ้งไปนั้นบิดาก็เริ่มตรอมใจ พอสภาพร่างกายอ่อนแอโรคคนแก่ไม่ว่าจะโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันก็เริ่มเข้ารุมเร้าอย่างหนัก แล้วท่านก็จากไปอย่างสงบเมื่ออัคคีเรียนจบปริญญาโทและกลับมาจากสหรัฐอเมริกาได้เพียงแค่สองเดือน
นับตั้งแต่นั้นปัถพีก็อยู่ในความดูแลของพี่ชายมาโดยตลอด แต่อัคคีช่วงนั้นก็ต้องเข้าสานต่อธุรกิจจากบิดาทำให้เขาไม่ค่อยมีเวลามาดูแลน้องชายในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อสักเท่าไร กว่าจะรู้ว่าคนเป็นน้องเกเรไม่เอาถ่านก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ชายหนุ่มจึงจำต้องใช้วิธีบังคับขู่เข็ญอยู่ในทุกวันนี้ แต่ก็ไม่ค่อยได้ผลนักหรอก
“ฉันปล่อยนายพีมานานแล้วนะไอ้กริช ตอนนี้มันควรกลับมาอยู่ในกรอบได้แล้ว”
“เฮ้อ! ฉันมันก็ลูกคนเดียวไม่เคยต้องปวดหัวกับปัญหาครอบครัวอย่างแกซะด้วยสิ ก็เลยไม่รู้จะให้คำแนะนำแกยังไงเหมือนกันว่ะ”
กริชชนะถอนหายใจเฮือกใหญ่ อยากจะช่วยเพื่อนรักแก้ปัญหาชีวิตอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้จะช่วยวิธีไหนดี
“ที่แกทนนั่งฟังฉันระบายอยู่ทุกวันนี้ ฉันก็ซึ้งใจแกที่สุดแล้วไอ้กริช เรื่องนายพีเดี๋ยวฉันจัดการเอง”
“สู้ต่อไปนะเพื่อน ฉันเป็นกำลังใจให้”
“อือ...ขอบใจว่ะ
หลังจากนั้นสองหนุ่มก็คุยสัพเพเหระตามประสาเพื่อนรักกันอยู่อีกครู่ใหญ่ ก่อนกริชชนะจะขอตัวกลับขึ้นไปยังห้องทำงานบนตึก เพราะนัดเด็กมาสัมภาษณ์งานเอาไว้ ทางด้านอัคคีก็ได้ฤกษ์กลับไปเคลียร์งานที่บริษัทของตนเองเช่นกัน
