บทที่ 6 ตอนที่6
เมฆาเป็นนายทหารเก่าที่ผันตัวเองออกมาตั้งทีมบอดี้การ์ดให้กับนักการเมืองใหญ่ๆ อยู่หลายปี ก่อนที่อัคคีจะชักชวนให้มาทำงานด้วยเมื่อเจ็ดปีก่อน ซึ่งตอนนั้นเมฆาเล็งเห็นว่าการเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวกับผู้ช่วยให้กับอัคคีเป็นงานที่มั่นคง มีสถานที่ทำงานเป็นหลักแหล่ง และได้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ผนวกกับไม่ต้องเจอสภาวะความเสี่ยงมากนัก ลูกเมียก็จะได้สบายใจไปด้วย เขาจึงเลือกมาทำงานที่นี่ พร้อมกับดึงลูกน้องในทีมเก่าๆ อีกนับสิบชีวิตซึ่งไม่มีที่ไปให้มาทำงานกับตนเองด้วย เมื่อมีงานก็เรียกตัวไป และอัคคีก็จ่ายให้เป็นจ๊อบๆ ไป อย่างเช่นงานที่กำลังจะไปทำกันอยู่ในขณะนี้
รถตู้สีดำคันใหญ่แล่นเข้ามาจอดหน้าร้านอาหารเล็กๆ ที่มีป้ายแปะหราอยู่ตรงหน้าร้านว่า ‘ชลธารอิ่มอร่อย’ ในเวลาเกือบบ่ายสามโมง ภายในร้านเป็นเรือนไม้ยื่นลงไปในลำคลอง มีโต๊ะอาหารไว้บริการลูกค้าไม่ถึงสิบโต๊ะ บริเวณทั้งสองข้างร้านมีต้นไม้สูงใหญ่ให้บรรยากาศร่มรื่นดีทีเดียว ขณะนี้ในร้านเงียบกริบ ไม่มีลูกค้าแม้แต่โต๊ะเดียว เพราะโดยมากลูกค้าจะเข้ามาใช้บริการเฉพาะช่วงเที่ยงกับเย็นเท่านั้น แต่ปกติก็ไม่ค่อยจะมีคนมาใช้บริการร้านอาหารเล็กๆ ที่ตั้งอยู่นอกเมืองแบบนี้สักเท่าไรอยู่แล้ว มีแค่ลูกค้าขาจรที่เดินทางผ่านไปผ่านมาซะเป็นส่วนใหญ่
ผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ในชุดโทนสีเข้มห้าคนที่เดินเข้ามาในร้าน ทำให้เด็กสาวรุ่นที่ยืนอยู่หน้าร้านเพียงคนเดียวต้องเงยหน้าจากการเช็ดถ้วยช้อนจานชามบนโต๊ะมุมหนึ่งขึ้นมามองอย่างแปลกใจปนแอบหวั่นๆ เล็กน้อย ก็หน้าตาแต่ละคนดูเคร่งเครียดชอบกล ถึงแม้สองในห้าจะใส่สูทเรียบกริบดูไม่น่าเป็นโจรไปได้ และมีอยู่คนหนึ่งที่โดดเด่นเกินใคร หน้าตาออกแนวลูกครึ่งดูหล่อเหลาชนิดที่พระเอกในทีวีเทียบไม่ติดเลยก็ว่าได้ ทว่าดวงตาคมกริบที่กวาดมองรอบๆ ร้านดูกร้าวกระด้างน่ากลัวไม่แพ้อีกสี่คนที่มาด้วยกันนั่นเลย แต่เด็กสาวก็ทักทายออกไปตามมารยาทเป็นปกติวิสัยเมื่อมีลูกค้าเข้าร้าน
“เชิญค่ะ มากี่ที่คะ”
ก็เห็นๆ กันอยู่ว่ามาห้าคน แถมแต่ละคนยังตัวอย่างกับยักษ์ปักหลั่นสาวน้อยนับรายหัวถูกแน่นอน หากที่ถามออกไปเผื่อว่าจะหลงเหลืออยู่ในรถโผล่มาอีกสักคน แต่บุรุษวัยฉกรรจ์ทั้งสี่กลับปิดปากเงียบกริบพลางเดินกระจายไปยืนอยู่ตามมุมของร้าน แล้วกวาดตามองรอบๆ ร้านราวกับไม่ได้ยินคำถามของเธอกระนั้น เหลือคนรูปหล่อที่สุดในกลุ่มที่ยังยืนปักหลักอยู่ที่เดิม ถึงจะดูนิ่งๆ ปั้นหน้าตาดุดันอยู่ในขณะนี้ แต่ก็ยังดูเท่สุดๆ ในสายตาของสาวแรกรุ่นวัยสิบสี่ปีอย่างเธอ ก่อนชายหนุ่มร่างสูงเด่นเป็นสง่าจะเป็นฝ่ายเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบขรึมติดจะห้วนเล็กน้อย
“เจ้าของร้านอยู่ไหน”
ทว่าเด็กสาวยังไม่ทันจะได้ตอบออกไป หญิงสาวคนหนึ่งก็แหวกม่านมู่ลี่ลวดลายน่ารักก้าวออกมายืนอยู่หน้าประตูที่ใช้กั้นหน้าร้านกับบริเวณครัวด้านหลัง ซึ่งมาพร้อมคำถามน้ำเสียงหวานหู
“มีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่าคะ”
ห้าหนุ่มหันไปมองผู้หญิงรูปร่างอรชรที่ก้าวออกมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูกันเป็นตาเดียว แล้วต่างจ้องนิ่งค้างกันอยู่แบบนั้นเนิ่นนาน อันที่จริงหญิงสาวก็ใส่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์แสนจะธรรมดาอย่างที่เห็นกันดาษดื่น แถมมีผ้ากันเปื้อนตัวโคร่งสวมอยู่ด้านหน้าอีกชั้น แต่มันไม่อาจบดบังความงามผุดผ่องบนใบหน้าขาวนวลที่ได้เห็นนั้นได้เลย แม้แต่คนที่บอกว่าจะมากวาดให้เรียบยังจ้องเสียตะลึงงัน
ด้านเจ้าของร้านสาวก็จ้องหน้าเจ้าของคำถามเมื่อกี้นิ่งค้างราวกับไม่เชื่อสายตาอยู่เช่นกัน ไม่คาดคิดว่าเพียงไม่ถึงอาทิตย์อาหารบำรุงสายตาชั้นเยี่ยมของเธอจู่ๆ จะโผล่มาให้ทัศนาถึงที่แบบนี้ นานพอดูกว่าสาวเจ้าจะเป็นเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นว่าทุกคนยังเอาแต่เงียบเฉย หากน้ำเสียงก็ตะกุกตะกักอย่างไม่มั่นใจเฉกเช่นในตอนแรก เพราะดวงตาคมๆ นั้นกำลังจ้องหน้าเธออยู่นิ่งมาก
“ว่า...ว่าไงคะ”
อัคคีไม่ตอบ เขาเดินเข้าไปหาคนเอ่ยถามช้าๆ พลางจับจ้องดวงหน้าที่ยังประทับใจไม่เคยลืมนิ่งอย่างไม่วางตา พอได้มาหยุดยืนประจันหน้ากันระยะไม่ถึงเมตรเช่นนี้เธอตัวเล็กมาก ยิ่งเจ้าตัวสวมรองเท้าผ้าใบแบบนี้แล้วด้วย ทำให้คุณเธอสูงไม่พ้นไหล่ของเขาด้วยซ้ำ จนอัคคีต้องก้มลงมอง ในขณะที่เธอก็เงยขึ้นมาจ้องหน้าเขาไม่ยอมหลบเช่นกัน พอหายอึ้งจากทฤษฎีโลกกลมชายหนุ่มถึงเอ่ยถามออกมาได้
“คุณเป็นเจ้าของร้านนี้งั้นเหรอ”
“ค่ะ”
เมื่อได้ยินเธอยอมรับออกมาดังนั้นอัคคีก็ไม่อ้อมค้อมเริ่มเปิดประเด็นทันที แต่ไม่รู้ว่าทำไมความตั้งใจที่คิดจะมากวาดให้เรียบถึงหายไปกว่าครึ่ง และเสียงที่ถามออกไปก็ไม่แข็งกร้าวได้ดั่งใจนัก
“ผมเป็นพี่ชายนายพี น้องชายของผมอยู่ไหน”
ชลธารอึ้งอยู่ชั่วครู่ เธอเพ่งพิศใบหน้าคมคายของคนตรงหน้าอย่างประเมิน ดูแล้วคนเป็นน้องชายที่เธอรู้จักดีอย่างปัถพีก็มีส่วนคล้ายคนเป็นพี่อยู่ไม่น้อย ทำให้เธอเชื่อว่าเขาคงเป็นพี่ชายจริงๆ อย่างที่บอก หญิงสาวจึงได้ตัดสินใจตอบออกไป
“พีไม่ได้อยู่ที่นี่หรอกค่ะ”
“อย่ามาโกหก! นายพีหนีออกจากบ้านมาอยู่กับน้องสาวของคุณที่หอพัก แล้วเด็กสองคนนั่นเก็บเสื้อผ้าออกมาจากหอพักเมื่อวันก่อน ถ้าไม่กลับบ้านแล้วจะไปอยู่กันที่ไหนได้”
“ฉันไม่ทราบจริงๆ ค่ะ”
อัคคีพยายามระงับโทสะที่เริ่มพลุ่งพล่านของตัวเองเอาไว้อย่างเต็มที่ เมื่อทั้งถามดีๆ ทั้งคาดคั้นก็แล้ว หากคุณเธอก็ยังปฏิเสธหน้าซื่อตาใส ก่อนชายหนุ่มจะทำใจเย็นถามออกไปอีกครั้ง
“คุณรู้ใช่ไหมว่าน้องสาวคุณกับน้องชายของผมเขามาอยู่ด้วยกัน”
“ค่ะ ฉันรู้”
“แล้วคุณก็เป็นคนส่งเงินให้เด็กสองคนนั่นใช้จ่ายทุกเดือนด้วยงั้นสิ”
“ใช่ค่ะ”
เธอตอบรับทุกคำถามของเขา นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าสิ่งที่เขาคิดเอาไว้มันไม่ผิดเลย ทำให้อัคคีไม่คิดจะสะกดอารมณ์เดือดดาลของตัวเองอีกต่อไป เขาขึ้นเสียงใส่ เรียกว่าตวาดใส่หน้าเลยก็ว่าได้
“นี่คุณเป็นพี่ประสาอะไร ทำไมไม่รู้จักตักเตือนน้องสาวบ้าง น้องของคุณเป็นผู้หญิงมีแต่เสียกับเสีย ไม่คิดจะห้ามปรามบ้างหรือไงว่าสิ่งที่ทำมันไม่ดี ไม่มีผู้หญิงดีๆ ที่ไหนเขาทำกันหรอกนะ หรือสุมหัวกันวางแผนจะจับผู้ชายรวยๆ”
