บทที่ 2 หากเลือกได้ 1

แต่นวลปรางไม่ได้สนใจ การเติบโตในครอบครัวปากกัดตีนถีบและถูกสอนให้ทำงานตั้งแต่เล็กทำให้เธอเป็นคนที่มีความคิดความอ่านเกินวัย นวลปรางเป็นเด็กช่างคิดและช่างสังเกต เธอมีเป้าหมายว่าชีวิตจะต้องดีกว่านี้และมีแผนการในหัวคร่าวๆ ว่าชีวิตเมื่อโตขึ้นเธอต้องการสิ่งใดบ้าง แม้ว่าจะยังทำอะไรไม่ได้ในวัยสิบหกแต่ก็แอบมีความฝันอยู่ในหัวใจดวงน้อย

เมื่อนวลปรางย่างเข้าสู่วัยสิบเจ็ด พี่ปุ๊กวัยสิบเก้าปีซึ่งเรียนเก่งมากก็สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่ได้ พ่อแม่จึงนำที่นาจำนวนห้าไร่เข้าธนาคารเพื่อเอาเงินส่งลูกสาวคนรองเรียน เจียดเอาเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนทำผลิตภัณฑ์ไม้สักขายด้วยมีความหวังว่ามันจะไปได้สวยและเป็นอีกทางสำหรับรายได้จากการขายพืชผักและขายข้าว

แต่ธุรกิจเป็นช่วงขาลงสุดๆ อะไรๆ ก็ขายไม่ดีเอาเสียเลย ร้านค้าเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่ติดถนนใหญ่ทุกร้านเงียบเหงาซบเซา บ้านและตึกแถวหลายหลังถูกธนาคารมีป้ายสีเขียวของธนาคารติดประกาศเอาไว้ว่ามันกลายเป็นทรัพย์สินของธนาคารไปเรียบร้อยแล้ว

ส่วนพ่อแม่ของนวลปรางก็หน้าอมทุกข์เช่นกัน เพราะเงินก้อนที่ใช้หมุนในธุรกิจร่อยหรอลงไปและไม่นานก็ขาดทุน ละลายหายไปในอากาศ เหลือแต่เพียงดอกเบี้ยที่บานสะพรั่งในธนาคาร ก็ได้แต่กัดฟันหาเงินส่งดอกกันไปตามสภาพ

แต่พ่อแม่ยังมีความหวังที่พี่ชายคนโตอีกหนึ่งคน ว่าหลังจากจบ ป.ว.ช. สาขาช่างไฟฟ้าพี่เป๊กพี่ชายคนโตของนวลปรางจะออกมาช่วยทำงานหาเงินอีกแรง

แต่แล้วต่อมาพ่อแม่ก็ต้องผิดหวังอย่างแรงเพราะพี่ชายของเธอดันไปทำแฟนสาวท้องเสียก่อน พอเรียนจบก็เลยต้องผูกข้อไม้ข้อมือแต่งงานกัน แยกไปอยู่บ้านเมียอีกอำเภอหนึ่ง ทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวเล็กของเขาไป

นวลปรางมีความใฝ่ฝันว่าจะต้องเรียนให้จบปริญญาตรีให้ได้ การได้รับการปลูกฝังให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาทำให้ปริญญาคือเป้าหมายหนึ่งที่เด็กสาวนึกอยากคว้ามาครอบครอง แต่ก็เข้าใจพ่อแม่ที่ไม่สามารถส่งเสียลูกทุกคนให้เรียนในเวลาเดียวกันได้ทั้งหมด

เมื่อนวลปรางอายุสิบแปดปี พี่สาวที่เรียนเชียงใหม่ก็มีค่าใช้จ่ายมากขึ้น ไหนจะดอกเบี้ยธนาคารอีก พอดีในปีนั้น แก้วตา ลูกสาวของคนในหมู่บ้านซึ่งไปอยู่เมืองพัทยาหลายปีแล้ว ได้สามีที่นั่นและเปิดร้านอาหารใหญ่โต สร้างบ้านหลังใหญ่ในหมู่บ้านให้พ่อแม่อยู่

พอเห็นนวลปรางก็เลยชวนเธอไปทำงานที่นั่น นวลปรางเองก็ไม่เคยได้ออกไปไหนตั้งแต่โตมาจนอายุสิบแปด รู้สึกตื่นเต้นและอยากออกไปสัมผัสโลกภายนอกหมู่บ้าน บวกกับต้องการหาลู่ทางในการหาเงินส่งพี่สาวและน้องๆ เรียนด้วย ปั้นน้องชายคนที่สี่ของนวลปรางนั้นก็เรียนเก่ง อยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่ หญิงสาวอยากส่งน้องเรียนให้สูงตามความสามารถของเขา ในเมื่อเธอไม่ได้เรียน ก็ฝากความฝันเอาไว้ที่พี่สาวและน้องๆ ก็แล้วกัน

นวลปรางตัดสินใจไปอยู่พัทยากับแก้วตา ไปเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารทะเลเผาที่จอมเทียน แก้วตาได้สามีฝรั่งจึงเอาเงินมาเปิดร้านอาหาร ซึ่งธุรกิจก็คึกคักมาก นวลปรางตื่นตาตื่นใจไปหมดกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากหมู่บ้านของเธอ เมืองชายทะเลที่เธอเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินขวักไขว่เต็มไปหมด

ร้านอาหารของแก้วตามีฝรั่งมาใช้บริการอยู่ไม่น้อย นั่นทำให้นวลปรางต้องขวนขวายหาซื้อหนังสือภาษาอังกฤษที่เป็นการฝึกบทสนทนาง่ายๆ มาอ่าน ผ่านไปหลายเดือนก็พอฟังและพูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันที่ง่ายและไม่ซับซ้อนได้

เงินเดือนและทิปที่ได้จากการเป็นเด็กเสิร์ฟประมาณ 12,000 บาท ถือว่ามากทีเดียวสำหรับเด็กสาว เมื่อตั้งหลักได้ในปีต่อมานวลปรางจึงเจียดเวลาเรียน ก.ศ.น. เพื่อให้จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก

นวลปรางเช่าห้องพักราคาถูกเดือนละ 1,500 บาทอยู่ในซอยลึกเข้าไป ห่างจากร้านซึ่งอยู่หน้าปากซอยประมาณหนึ่งกิโลเมตร หญิงสาวเดินไปทำงานทุกวัน ร้านของแก้วตาเปิดตั้งแต่สิบโมงจนถึงห้าทุ่ม มีพนักงานสิบกว่าคน สลับกันหยุดสัปดาห์ละหนึ่งวัน

"เฮ้ย ปราง ไอ้ฝรั่งนั่นมองแกจังว่ะ ไม่สนเหรอวะ เห็นแม่งมานั่งเฝ้าแกหลายวันแล้วเนี่ย"

น้ำหวานกระเซ้าแซวเมื่อเห็นนวลปรางเดินเข้ามาในห้องพักของเด็กเสิร์ฟซึ่งอยู่ด้านหลังเคาน์เตอร์ น้ำหวานเป็นเพื่อนรุ่นพี่ ทำงานที่นี่มาสองปีกว่าแล้ว มาจากจังหวัดทางภาคอีสาน มีพี่สาวที่ทำงานที่พัทยามานานจึงเอาน้ำหวานมาอยู่ด้วย แต่พี่สาวไม่ได้ทำที่ร้านนี้

"มีไอ้ฝรั่งหัวเถิกนั่นคนเดียวที่ไหนล่ะที่ส่งตาเยิ้มให้ไอ้ปรางน่ะ ไอ้ยุ่นนั่นก็อีกคน เห็นมองตามปรางมันตาปรอยเชียวเว้ย"

โจ้ หนุ่มเสิร์ฟผิวเข้มอย่างคนตากแดดตากลมทะเลมานานขยิบตาล้อเลียน นวลปรางกลอกตาพ่นลมออกจากปาก แต่ไม่ได้โต้ตอบ หญิงสาวเดินไปล้างมือ กลับมาจับถุงข้าวเหนียว หยิบไก่ย่างมาฉีกใส่ปากอย่างเงียบๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป