บทที่ 3 เรื่องที่ 1 พี่แท็กซี่ข้างห้อง (3/5)

พี่ดนัยเลือกเช่าที่พักเป็นบังกะโลเล็กๆ ริมทะเล มีห้องพักที่มีห้องนอนแยกออกจากห้องนั่งเล่นห้องน้ำอยู่ข้างนอกติดกับห้องครัว หน้าบ้านเป็นลานกว้างมีเตาปิ้งย่างให้หนึ่งเตา

“เดี๋ยวส้มนอนในห้องนะ พี่นอนข้างนอกเอง” พี่ดนัยบอกเมื่อเห็นฉันมองเตียงนอนในห้องนอนที่มีเตียงเดียวด้วยท่าทางเหมือนวางตัวไม่ถูก

“ข้างนอกท่าจะยุงเยอะนะคะ ไม่มีมุ้งลวดด้วย” ฉันบอก

“พี่ทายากันยุงได้ พี่พกมาด้วย” พี่ดนัยบอกยิ้มๆ

“ส้มว่า เรายกโซฟาเข้ามาในห้องนอนดีกว่าไหมคะ” ฉันเสนอ เขาเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะให้ฉันนอนสบายคนเดียวได้ยังไง

“จะดีเหรอ” พี่ดนัยพูดหน้าแดงยิ้มเขินๆ

“ส้มไม่ถือหรอก สมัยนี้มันเป็นเรื่องปกติแล้ว และส้มเชื่อใจพี่ดนัย เชื่อใจจริงๆ” ฉันบอกเขาไป เขาก็ไม่ได้แย่อะไรนัก แถมดีกับฉันมาตลอด

“ขอบคุณนะที่เชื่อใจพี่” พี่ดนัยบอก

วันแรกของการมาเที่ยว เราเลือกไปนั่งทานอาหารตามสั่งในตอนเที่ยง และตอนเย็นซื้อของสดมาย่างและทำน้ำจิ้มกินกันเอง

“ส้มทำน้ำจิ้มอร่อยจัง” พี่ดนัยชม

“แม่ส้มสอนทำ สูตรนี้ทำได้ทั้งน้ำจิ้ม น้ำยำ และน้ำต้มยำในตัวเดียวเลย” ฉันบอก

“งั้นพรุ่งนี้ทำให้พี่กินได้ไหม หรือจะทำให้พี่กินตลอดไปก็ได้” พี่ดนัยส่งสายตาหวานซึ้งมาให้ เล่นเอาฉันใจเต้นแรง

เราไม่เคยมีโอกาสใกล้ชิดกันขนาดนี้มาก่อน ฉันเลยรู้สึกแปลกๆ เมื่อเจอเขาจีบตรงๆ แบบนี้

“พี่ดนัยคงผมร่วงพอดี ส้มใส่ผงชูรสเยอะนะ” ฉันเปลี่ยนเรื่องคุยกลบเกลื่อนความเขิน

“เมื่อไหร่จะใจอ่อนก็ไม่รู้เนาะ” พี่ดนัยบ่นเบาๆ ยิ้มหน้าแดง เขาเป็นผู้ชายที่อ่อยเองเขินเอง ปล่อยมุกจีบฉันเองแต่ก็เขินหน้าแดงทุกที

‘โคตรละมุน’ ฉันคิดในใจ รู้สึกเหมือนว่าตัวเองใจอ่อนกับผู้ชายตรงหน้านี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

“เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละค่ะ” ฉันบอก เขินหน้าแดงไม่แพ้กัน

ทานเสร็จพี่ดนัยก็ให้ฉันไปอาบน้ำก่อน เขาจะเก็บเตาและค่อยตามมาอาบทีหลัง

ฉันอาบน้ำเสร็จก็แต่งตัวด้วยชุดเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงนอนขายาว แล้วนอนเล่นโทรศัพท์อยู่ที่เตียง สักพักพี่ดนัยก็เข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวสะอาดในชุดกางเกงสั้นสีดำและเสื้อกล้ามสีขาว เขานั่งที่โซฟาแล้วนั่งขัดสมาธิ เอาคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ควางบนตัก แล้วพิมพ์งานอยู่นาน

“พี่ดนัยทำโปรเจ็คอะไรอยู่เหรอคะ” ฉันถาม

“ความลับ” พี่ดนัยบอกแล้วยิ้ม เขายิ้มบ่อยจนฉันอยากรู้ว่าผู้ชายคนนี้โกรธเป็นหรือเปล่า

ฉันนอนดูเขานั่งจ้องหน้าจอ พิมพ์ไปยิ้มไปอย่างมีความสุข จนฉันไม่กล้ารบกวนเขาแล้วฉันก็หลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้


เช้าวันถัดมา พี่ดนัยพาฉันไปนั่งทานอาหารเช้าที่ร้านโจ๊กทะเลชื่อดังในแถบนั้น แต่ก็อร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ

“เมื่อคืนพี่ดนัยนอนกี่ทุ่มคะ”

“น่าจะตีสอง”

“คิดงานไม่ออกเหรอคะ”

“เปล่า ตรงกันข้าม คิดงานออก มันลื่นไหลไปเรื่อยๆ แหละ บรรยากาศมันดี สมองก็เลยแล่น” พี่ดนัยบอก

เราสองคนกินเสร็จ พี่ดนัยก็พาฉันไปเดินดูตลาดของฝาก ฉันแค่เดินดูเล่นๆ ไม่ได้ซื้ออะไร แต่พี่ดนัยซื้อเสื้อยืดลายเหมือนกันมาสองตัวให้ฉันตัวหนึ่ง

“ไว้พรุ่งนี้ใส่เป็นเสื้อคู่” พี่ดนัยบอก ฉันยิ้มเขินรับไว้ด้วยความเต็มใจ

เราเดินดูของกันต่อ พี่ดนัยเดินข้างๆ ฉันหลังมือเราชนกันหลายครั้ง ฉันใจเต้นแรง รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก สงสัยใจอ่อนตั้งแต่โปรโมชั่นข้าวเช้าและรับส่งฟรีมาสองเดือนแล้วมั้ง

พี่ดนัยเองก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน ฉันเห็นเขายิ้มและหันหน้าไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนทุกครั้งที่มือเราสัมผัสกันโดยบังเอิญ

ฉันเหลือบไปเห็นร้านขายของที่ระลึกที่ทำจากเปลือกหอย ฉันจับมือพี่ดนัยจูงไปทางร้านนั้นแบบตั้งใจ ฉันรู้ว่าเขาคงเขิน แต่ฉันเดินนำหน้าเลยไม่ได้หันไปมองว่าเขาทำหน้ายังไง

ฉันปล่อยมือเขาแล้วยืนเลือกดูโมบายที่ทำจากเปลือกหอย ฉันเลือกซื้อมาอันนึง หันกลับมาพบว่าพี่ดนัยยืนยิ้มไม่หุบ ฉันแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องที่ไปจับมือเขา พี่ดนัยยื่นมามาจับมือฉันไว้

“เราเดินไปดูทางนั้นกันเถอะ” เขาชวนแล้วจูงมือฉันเดินเคียงข้างกันไปด้วยรอยยิ้ม

ฉันใจเต้น มั่นใจแล้วล่ะว่าคงใจอ่อนกับการจีบแบบค่อยเป็นค่อยไปของเขา เขาค่อยๆ มามีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันของฉันจนฉันรู้สึกเหมือนว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

ฉันย้อนกลับไปคิดว่าบางวันฉันนั่งรอเขามาเคาะประตูเพื่อเอาอาหารเช้ามาฝาก บางวันฉันเดินออกจากห้องมองหาเขาที่ลานจอดรถ มองหารถแท็กซี่ของเขาหน้าบริษัททุกครั้งหลังเลิกงาน

และตอนนี้ที่เราอยู่ด้วยกัน มันโคตรมีความสุขเลย

เสร็จจากตลาดพี่ดนัยก็พาไปนั่งชมวิวที่จุดต่างๆ เพื่อถ่ายรูป และแวะทานข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารริมชายหาด ที่ร้านให้นั่งได้ไม่จำกัดเวลา เราเลยสั่งอาหารมาทีละอย่างแล้วนั่งไปเรื่อยๆ ฉันนั่งอ่านหนังสือ ส่วนพี่ดนัยก็ทำโปรเจ็คลับของเขาต่อ จนถึงบ่ายสองฉันก็ชวนพี่ดนัยกลับ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป