บทที่ 7 บุรุษขี้เซา
สองขาของหญิงสาวอ่อนเปลี้ยลง ยามนั้นเกือบเป็นการคลานบนพื้นมากกว่าเดิน ทว่านางไม่ยอมให้ตนต้องสลบอยู่ที่นี่
ลั่วฟางเซียนพุ่งตัวต่อไป และหูได้ยินเสียงสุนัขเห่ามาจากด้านหลัง รู้สึกตัวอีกทีชายกระโปรงถูกสะบัดอย่างแรง
เมื่อหันหลับกลับ นางต้องหวีดร้องด้วยความตกใจ สุนัขสองตัวตามนางมาติดๆ หนึ่งในสองกัดกระชากกระโปรงนาง อีกตัวที่ดวงตาแดงก่ำ แยกเขี้ยวขาววาบวับ มันหมายเข้ามากัดลั่วฟางเซียนเต็มที่
หญิงสาวไม่เหลือทางเลือก หากล้มลง นางคงสิ้นลมหายใจเป็นแน่ จากนั้นคงกลายเป็นอาหารของพวกมัน สมกับคำพูดของฉิงไท่
ในช่วงเวลาระหว่างความเป็นความตาย ลั่วฟางเซียนจึงตัดสินใจรวบรวมแรงของตนเท่าที่เหลือ นางดิ้นแรงๆ จนสลัดหมาป่าที่กัดกระโปรงได้ อีกตัวที่ทะยานเข้ามา นางจิ้มลูกตาของมัน ตามด้วยการบีบลำคออย่างบ้าคลั่ง
เสียงร้องของคนและสุนัขดังผสานกันอย่างน่าขนลุก ภาพต่อมาคือร่างของลั่วฟางเซียนเซเสียหลักตกลงไปในสระบัว นางเย็นเยียบทั้งสรรพางค์กาย หากยังฮึดสู้ตะเกียดตะกายเอาตัวรอด
ชั่วขณะนั้น หูนางดับด้วยมีน้ำเข้าไปอยู่ข้างใน ส่วนการหายใจติดขัดไปหมด กระทั่งมือข้างหนึ่งคว้าสิ่งแข็งๆ ไว้ได้ นางจึงพาร่างของตนขึ้นไปนอนหายใจรวยรินด้านบนนั้น
อึดใจต่อมา ดวงตาของหญิงสาวกระพริบช้าๆ ก่อนกวาดมองไปโดยรอบ
เรือที่อยู่กลางสระบัว
ไม่ใช่สิ ดูเหมือนเป็นเรือนไม้หลังงามโออ่า และบริเวณนี้เป็นโถงเปิดโล่ง
ลั่วฟางเซียน พยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง แต่นางอ่อนแรง อีกทั้งแผลที่ฝ่ามือน่ากลัวเหลือเกิน รอยเขี้ยวของหมาป่าสร้างบาดเหวอะหวะ ยามนี้เลือดไม่ได้ไหลเนื่องจากนางสกัดจุดเอาไว้ ทว่าสภาพคล้ายแผลถูกพิษมีให้เห็น ฝ่ามือนางอาจเน่า หากไม่รีบรักษาอาจถึงขั้นต้องมือตัดทิ้ง
กระทั่งการหายใจเริ่มเป็นปกติ นางจึงได้กลิ่นหอมรัญจวนใจ และสิ่งที่เห็นต่อมา จู่โจมหัวใจหญิงสาวอย่างรุนแรง
บนตั่งไม้กว้างในเรือนแบบเปิดโล่งกลางสระบัวขนาดใหญ่ บุรุษผู้หนึ่งนอนหลับตาพริ้มด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ร่างกายเขาสง่างามและกล้ามเนื้อหน้าอกแน่น หน้าท้องแกร่งแบนราบ ส่วนที่เป็นเส้นเลือดเห็นชัดเจนชวนหวามใจ
ทว่าเหนืออื่นใดในยามนี้คือ แก่นกายเขาตั้งลำสวย ปลายหัวหยักเป็นสีแดงเข้มมันวามวาว และมันผงกหัวน้อยๆ ราวกับคุณชายผู้นี้อยู่ในนิทราอันหวานซึ้ง!
เมื่อนางพิศเขาให้นานขึ้นอีกนิด ลั่วฟางเซียนจึงได้ยินเสียงการหายใจดังรัวแรง คล้ายกับว่าอีกไม่กี่อึดใจต่อจากนี้ เขาคงปลดปล่อยความต้องการของบุรุษออกจากแก่นกายอันแข็งแรง และงดงามราวกับรูปแกะสลักนั่น
แต่เขาจะปลดปล่อยความขุ่นข้นได้อย่างไร ในเมื่อมือสองของเขาถูกพันธนาการเอาไว้!
ดวงตากลมโตพิศบุรุษผู้นั้นด้วยความฉงน สองมือของบุรุษผิวขาวละเอียดอมชมพู ยามนี้อยู่เหนือศีรษะ มีโซ่ตรวนยึดเชื่อมกันไว้ทั้งฝั่งซ้ายและขวา
เขาเป็นนักโทษของคฤหาสน์แห่งนี้หรือ?
คำถามดังกล่าวผุดขึ้นในใจของลั่วฟางเซียน กระนั้นก็มีสิ่งโต้แย้งตามมา นักโทษอย่างเขา ช่างน่าหลงใหล อีกทั้งมีไฟแห่งราคะลุกท่วมเรือนกายสูงใหญ่ จนนางเผลอไผลก้าวเข้าไปหา นอกจากนั้นความรู้สึกดำมืดพลันเกิดขึ้น อีกทั้งข้อมือมีโซ่ตรวน ข้อเท้าข้างหนึ่งถูกโซ่ล่ามไว้กับลูกเหล็กขนาดใหญ่
ลั่วฟางเซียนแลบเลียลิ้นเรียวสีชมพูกับริมฝีปากอิ่มเอม วาบนั้นความคิดนางเพริศแพร้ว นางอยากทรมานบุรุษผู้นี้ อย่างน้อยที่สุดคือได้รู้สึกถึงการกดขี่บุรุษเพศ สั่งสอนให้พวกเขารับรู้ถึงรสชาติการถูกข่มเหงเสียบ้าง โดยเฉพาะหากคนผู้นี้มีเลือดของสกุลถาน นางยิ่งจะลงโทษเขาให้สาสม
เมื่อในหัวเกิดภาพชั่วร้าย นางจึงไม่รอช้า หญิงสาวใช้เท้าข้างหนึ่งเขี่ยความแข็งแกร่งของเขา
ยิ่งออกแรงมากเท่าไหร่ เขายิ่งบิดกายแกร่งราวกับเกิดความซ่านเสียวหนัก
ขณะเดียวกัน สายตานางก็อ่านชื่อของเรือนนี้
‘เรือนอักษร’
“มิน่าถึงได้มีบุรุษขี้เกียจ เอาแต่นอนฝันถึงภาพลามก” นางเอ่ยจบก็ออกแรงกดฝ่าเท้าลงบนแก่นกายที่แข็งขันจัดซ้ำไปมา
ยามนั้นความรู้สึกสาแก่ใจบังเกิดขึ้น มันช่างเหลวไหลนัก นางกลายเป็นคนที่มีสติวิปลาสตั้งแต่เมื่อใด
“ข้าจะช่วยท่านให้หลั่งออกมาดีหรือไม่”
นางเอ่ยจบแทนที่จะได้ยินเสียงตอบ เขากลับครางเสียงทุ้มๆ ราวกับเป็นการขอร้อง
“ดีๆ ข้าจะทำให้ท่านปลดปล่อยจนสุขสมใจ”
เท้าข้างนั้นยังออกแรงกดแก่นกายปลายหัวหยักที่บานเบ่งและมันวามวาว ก่อนที่อีกมือจะคว้าเอาพู่กันที่มีด้ามยาวราวสองศอกมาถือไว้ ปลายของมันข้างหนึ่งใช้เขียนตัวอักษร อีกด้านฝังเหล็กเอาไว้ มันไม่ได้มีความคม หากคือตราเหล็กแกะสลักเป็นตัวอักษร อ่านได้ว่า ‘สิบสอง’ สือเอ้อร์
