บทที่ 10 บอกข่าวดีกับสหาย
“สีนี้เหมาะกับเธอดีนะ”เมื่ออยู่กันสองคนจางลี่จูหยิบเสื้อสีเหลืองอ่อนขึ้นมาทาบไปกับแขนเรียวบางของสหายพร้อมกับกล่าวแนะนำ
เพื่อนของเธอน่ะทั้งสวยและรูปร่างดี ควรแต่งตัวสักหน่อย เธอเชื่อว่าไม่ว่าเดินไปทางไหนก็มีชายหนุ่มเหลียวมองได้ไม่ยากเลยล่ะ
“ฉันเห็นด้วย”กู้เหม่ยอิงเห็นด้วยกับสหายจริง ๆ ผิวของร่างนี้แม้ไม่ได้ขาวจัดอมชมพู แต่ก็นับว่าขาวนวลเนียนไม่น้อย เพราะไม่ได้ออกไปตากแดดทำไร่ทำนา แถมหน้าตายังน่ารักมากอีกต่างหาก
เธอเลือกเอาชุดที่สหายเลือกมาถือไว้ พร้อมกับชุดสีพื้นดูเรียบ ๆ อีกสองชุดก่อนจะเดินไปจ่ายเงินกับพนักงานคนเมื่อครู่ อีกไม่เกินสองเดือนคาดว่าอากาศคงเริ่มเย็นลง แต่กู้เหม่ยอิงยังไม่ได้คิดจะใช้เงินมากมายซื้อเสื้อกันหนาวบุนวมในตอนนี้ แม้ราคามันจะถูกกว่าช่วงฤดูหนาวก็ตามที เธอยังไม่สามารถหาเงินได้เอง การใช้เงินมือเติบแบบนั้นนับว่าไม่ใช่นิสัยที่ดีนัก
เมื่อได้ชุดที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว กู้เหม่ยอิงจึงชวนสหายคนสนิทไปร้านหนังสือที่อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้มากนัก เธอต้องการดูความเป็นไปและแนวคิดของผู้คนในยุคนี้ให้มาก เผื่อว่าการใช้ชีวิตต่อจากนี้จะง่ายขึ้น
“เธอจะซื้อหนังสือหรือ?”จางลี่จูฉุดแขนของสหายไว้ก่อนเมื่อเห็นว่าตรงหน้าคือร้านอะไร และเป็นอีกครั้งที่จางลี่จูถามขึ้นอย่างนึกแปลกใจ สหายของเธอเรียนจบแค่ชั้นประถมต้นเอง ไม่น่าเชื่อว่าจะสนใจอ่านหนังสือ ขนาดเธอเรียนจบมัธยมต้นยังไม่ได้รู้สึกว่าชอบอ่านมันเท่าใดนัก
…รู้สึกว่าออกจะน่าเบื่อด้วยซ้ำไป
กู้เหม่ยอิงที่เหมือนจะฉุกคิดขึ้นมาได้ หญิงสาวจึงกล่าวแก้สถานการณ์ได้อย่างแนบเนียนในทันที “พ่อฝากมาซื้อน่ะ เข้าไปกัน”
ตอนนี้ราวกับว่าพ่อคือที่พึ่งหนึ่งเดียวที่ใช้อ้างในเรื่องต่าง ๆ ได้ ก็ในชีวิตกู้เหม่ยอิงไม่ได้รู้จักใครมากสักหน่อย จะอ้างใครได้อีกกัน
คนฟังได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าคล้อยตามอย่างไม่ติดใจ ซึ่งหญิงสาวที่ใช้พ่อเป็นข้ออ้างจำต้องเดินไปยังชั้นวางหนังสือที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครองเสียก่อน ส่วนจางลี่จูที่ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือเป็นทุนเดิม เลือกไปอีกทางที่เป็นหนังสือนวนิยาย ซึ่งกู้เหม่ยอิงก็ไม่ได้รั้งสหายไว้
ดวงตากลมโตไล่มองไปยังหนังสือที่วางเรียงรายบนชั้นวางอย่างใจเย็น เธอคิดว่าควรซื้อหนังสือสักเล่มสำหรับพ่อติดมือไปด้วย แล้วค่อยซื้ออีกเล่มของตนเองจะไม่เป็นที่น่าสงสัยจนเกินไป
พลันหันไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งที่คิดว่าน่าสนใจและเหมาะกับผู้เป็นพ่อจึงเอื้อมไปหยิบมาลองอ่านดู หากถูกใจก็คงต้องซื้อติดมือกลับไป พอดีกับมือหนาของใครอีกคนที่ยื่นมาหยิบหนังสือเล่มเดียวกันพอดี
หญิงสาวชะงักงันก่อนจะชักมือกลับอย่างรวดเร็ว สองเท้าเล็กก้าวถอยหลังไปเล็กน้อยอย่างมีมารยาท ร่างเล็กค้อมต่ำลงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเจ้าของมือคือชายหนุ่มอายุมากกว่าเธอ
“เอ่อ ขอโทษค่ะ คุณอาหยิบไปก่อนได้เลยนะคะ”พูดเพียงเท่านั้นก็เดินจากไปยังชั้นหนังสืออีกฝั่งทันที
ใบหน้าคมเข้มออกไปทางดุดันผู้ชายคนนั้นทำให้เธอรู้สึกเกรงกลัวจนไม่อยากอยู่ใกล้ คล้ายกับมีรังสีบางอย่างรอบตัวเขา ทั้งที่ใกล้กันเพียงไม่ถึงนาทีก็รู้สึกว่าควรออกห่างเสียแล้ว
เสิ่นเฟยหลงมองตามหลังเด็กสาวที่เดินจากไปด้วยความรู้สึกประหลาดใจกับคำเรียกขานไม่น้อย
“คุณอาอย่างนั้นเหรอ?”
นี่เขาหน้าแก่ขนาดที่เด็กสาวคนนั้นเรียกว่าอาเชียวเหรอ?? พ่อของเด็กคนนั้นอายุเท่าไหร่กันนะ…
กู้เหม่ยอิงไม่ได้สนใจผู้ชายคนนั้นอีกต่อไป เธอเพียงเดินไปดูหนังสือที่ตนเองสนใจต่อ เพียงไม่นานก็เลือกหนังสือของตนเองได้ ซึ่งเป็นหนังสือแนวปรัชญาที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมในช่วงเวลาปัจจุบัน ทั้งยังชี้ให้เห็นแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย สำหรับกู้เหม่ยอิงหนังสือเล่มนี้นั้นคุ้มค่าและมีประโยชน์กับเธอมากจริง ๆ
หลังจากได้หนังสือของตนเอง หญิงสาวเดินกลับไปยังชั้นหนังสือเดิมเพื่อหยิบหนังสือที่ตั้งใจจะซื้อให้พ่ออีกครั้ง
หญิงสาวจ่ายเงินค่าหนังสือแล้วยังเหลือเงินอยู่มาก กู้เหม่ยอิงไม่ลืมตอบแทนสหายที่มาเป็นเพื่อนกันอย่างใจกว้าง ด้วยการเลี้ยงมื้อเที่ยงดี ๆ สักมื้อ
“หม้อไฟเลยเหรอ?”จางลี่จูมองป้ายหน้าร้านพร้อมร้องออกมาด้วยความตกใจ หม้อไฟราคาแพงนี่ไม่ใช่ว่าเธอไม่มีเงินจ่าย แต่ช่วงเวลารัดเข็มขัดเช่นนี้ใครจะมากินหม้อไฟพร่ำเพรื่อกันหากไม่ใช่ลูกหลานคนร่ำรวยน่ะ
และเธอสองคนก็ไม่ได้จัดอยู่ในประเภทนั้นสักหน่อย
ไม่รู้ว่าวันนี้สหายของเธอกินอะไรผิดสำแดง ถึงได้ขยันสร้างเรื่องให้แปลกใจอยู่ตลอด ไม่ว่าขยับตัวไปทางไหนก็รู้สึกว่าวันนี้กู้เหม่ยอิงนั้นเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงราวกับคนละคน แต่เมื่อมองให้ชัดอย่างไรนี่ก็คือสหายเพียงคนเดียวที่คบหากันมาตั้งแต่เด็กอยู่ดี
“ฉันเลี้ยงเอง เธอมีหน้าที่กินให้อิ่มก็พอ”กู้เหม่ยอิงตอบสหายด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย พลางหยิกแก้มนุ่มกลมด้วยความเอ็นดู
“แต่มันพะ- อ๊ะ! เหม่ยอิง!!”ยังไม่ทันพูดจบแขนข้างหนึ่งก็ถูกสหายลากเข้าไปในร้านเสียแล้ว
กู้เหม่ยอิงตั้งใจแล้วว่าจะเลี้ยงอาหารดี ๆ สหายคนนี้สักมื้อเป็นการตอบแทนที่จางลี่จูดีกับร่างนี้มาโดยตลอด อีกนัยหนึ่งก็ถือว่าเป็นการเลี้ยงส่งตัวเองก็ว่าได้ เพราะหลังจากแต่งออกไปก็ไม่รู้ว่าจะสามารถเดินเล่นด้วยกันได้อีกเมื่อไหร่
“ฉันรู้ว่าเธอมีเงินจ่าย แต่เก็บเอาไว้ใช้ยามจำเป็นไม่ดีกว่าเหรอ?”ไม่เพียงแค่ทักท้วง จางลี่จูยังถือโอกาสสั่งสอนเรื่องการใช้เงินกับสหายตัวเล็กอีกด้วย
พอดีกับที่พนักงานมายืนอยู่ที่โต๊ะของทั้งคู่ กู้เหม่ยอิงจึงเลือกสั่งอาหารหลายอย่างไว้สำหรับทานกับสหาย เสร็จแล้วจึงหันมาตอบด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ ดูขี้เล่นไม่หยอก “กินไปเถอะน่า อีกอย่างก็ถือว่าเลี้ยงส่งให้กับฉัน”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘เลี้ยงส่ง’ จางลี่จูก็ตาโตในทันที
“เดี๋ยวนะ เธอบอกว่าเลี้ยงส่งเหรอ?”
“อื้มมม อีกไม่กี่วันฉันต้องแต่งงาน แล้วก็คงไม่ได้อยู่ที่หมู่บ้านนี้แล้ว”
และคำตอบของสหายก็ทำเอาจางลี่จูตกใจจนแทบเป็นลมกลางร้านหม้อไฟ เธอไม่คิดมาก่อนว่าการแต่งงานสักครั้งของหญิงสาวจะรวดเร็วจนเธอเองที่เป็นเพื่อนก็แทบตั้งตัวไม่ทัน “ห๊า!! พ่อเธอหาสามีเป็นคนในเมืองให้เธอเหรอ?”
“ก็ใช่นะ เป็นพ่อหม้ายลูกติด”กู้เหม่ยอิงตอบออกไปอย่างไม่คิดมาก พอดีกับอาหารที่สั่งทยอยมาวาง เธอจึงคีบมันลงหม้ออย่างไม่ทุกข์ร้อน ราวกับเรื่องที่กำลังบอกสหายนั้นธรรมดามากและไม่ได้สลักสำคัญสำหรับเธอ
“แต่ว่า…เธอแน่ใจแล้วใช่ไหม? เธอสามารถแต่งให้คนดีกว่านั้นได้นะ”หญิงสาวร่างอวบยังคงถามออกไปเสียงเบาทั้งที่รู้ว่าไม่ควรพูด แต่ทั้งหมดนั้นก็เพราะเป็นห่วงสหายทั้งสิ้น
ทันทีที่สหายพูดจบตะเกียบในมือของกู้เหม่ยอิงก็ตีลงบนหน้าผากของคนพูดอย่างไม่จริงจังนัก “นี่แหน่ะ! ฟังฉันนะ เป็นพ่อหม้ายก็ใช่ว่าจะไม่ดี เขาก็เป็นคนเหมือนกับเรา อีกอย่างหนุ่มโสดที่เธอว่าน่ะ มั่นใจแค่ไหนว่าเขาเป็นคนดี? ”
เธออดสั่งสอนเพื่อนรักคนนี้ไม่ได้จริง ๆ แต่เมื่อคิดดูอีกทีก็พอเข้าใจได้ ว่ายุคนี้ไม่เหมือนยุคของเธอ การแต่งงานกับพ่อหม้ายนับเป็นเรื่องใหญ่ ค่านิยมของคนที่นี่ล้วนปลูกฝังประมาณว่า ‘ผู้หญิงที่ดีที่ไหนจะแต่งกับพ่อหม้าย’
“ไม่ใช่แบบนั้น แต่ว่า…ฉันก็เป็นห่วงเธออยู่ดี”จางลี่จูพูดเสียงค่อย เธอเพียงแค่อยากเตือนสหายไว้เท่านั้น พลางจับช่อผมหน้าม้าให้เข้าที่เข้าทาง
แววตาห่วงใยเช่นทุกครั้งที่มองมาของจางลี่จูทำให้เธออดซาบซึ้งไม่ได้ แต่ในเมื่อตัดสินใจแล้ว ไม่เห็นจะมีอะไรน่าเสียดายสักหน่อย กู้เหม่ยอิงเลือกที่จะพูดหยอกล้อสหายเพื่อให้คลายกังวลเรื่องของเธอมากจนเกินไป
“เอาอย่างนี้ ถ้าฉันมีปัญหาอะไรฉันจะรีบถีบจักรยานมาหาเธอคนแรกเลย ตกลงไหม?”หญิงสาวพูดกลั้วหัวเราะ พลันยิ้มกว้างให้กับสหายจนตาหยี
จางลี่จูอดไม่ได้ที่จะหยิกแขนเล็ก ๆ ของสหายร่างเล็กจ้อย แต่ความสดใสของกู้เหม่ยอิงในตอนนี้ก็ทำให้เธออดยิ้มตามไม่ได้เช่นกัน
“เพ้อเจ้ออะไรของเธอ ว่าที่สามีของเธอจะยอมเหรอ?”
“ฮ่า ฮ่า! ไม่ต้องห่วงฉันหรอกน่า ขนาดแม่เลี้ยงฉันเป็นแบบนั้น ฉันยังเอาตัวรอดได้เลย กินเถอะ ฉันเลี้ยงเธอเอง เพื่อนรักของฉัน”
“ฉันจะกินให้มากจนเธอจ่ายไม่ไหวเลยล่ะ ชิ!”ว่าจบก็ยัดเนื้อชิ้นโตเข้าปาก ก่อนจะคีบเอาเนื้ออีกชิ้นใส่ลงไปในหม้อ
บรรยากาศระหว่างทั้งคู่เต็มไปด้วยความสดใส เสียงใสของเด็กสาวสองคนที่โต้ตอบไปมานั้นทำให้ลูกค้าโต๊ะอื่นได้ยินมันอย่างชัดเจน แต่จะมีเพียงโต๊ะเดียวเท่านั้นที่ตั้งใจฟังเป็นอย่างดีตั้งแต่ประโยคแรก ๆ
เสิ่นเฟยหลงยกยิ้มมุมปากราวกับเจอสิ่งถูกใจ ก่อนจะเหลือบมองไปยังโต๊ะของเด็กสาวเจ้าของแนวคิดแปลกใหม่ที่เขาพึ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกและยังเป็นคนเดียวกับที่เรียกเขาว่า ‘คุณอา’ ในร้านหนังสือเมื่อครู่อีกด้วย
“แต่งให้กับพ่อหม้ายงั้นเหรอ?”
