บทที่ 12 งานแต่งแสนเรียบง่าย

ในที่สุดวันแต่งงานที่แสนเรียบง่ายก็มาถึง กู้เหม่ยอิงอยู่ในชุดกี่เพ้าสีแดงเข้ารูป ด้วยผิวขาวนวลเนียนและรูปร่างสมส่วนนั้นช่วยส่งให้เธอในชุดมงคลนี้สวยสง่าเหมาะสมกับการแต่งให้กับสามีที่มียศและตำแหน่งใหญ่

ซึ่งข้อนี้คนเป็นพ่อพึ่งได้บอกกับบุตรสาวเมื่อไม่กี่วันก่อน เกี่ยวกับยศตำแหน่งของว่าที่เขย ผู้ชายคนนี้ที่เขามั่นใจหนักหนาว่าเหมาะสมจะเป็นลูกเขย ที่จริงแล้วเป็นกู้เฉิงเองที่ใช้คำว่า ‘บุญคุณ’ เป็นสะพานเชื่อมวาสนานี้ให้แก่ลูกสาว

ย้อนไปตอนทำภารกิจครั้งล่าสุดที่ทางหน่วยต้องจับกุมกลุ่มกบฎคนสำคัญที่หลบหนีมาอย่างยาวนาน แผนการที่ผิดพลาดทำให้หัวหน้าหน่วยติดกับดักที่อีกฝ่ายวางเอาไว้จนไม่สามารถออกมาได้ และแน่นอนว่ากู้เฉิงเป็นคนเข้าไปช่วยเหลือพร้อมสหายอีกสามคน ระหว่างนั้นเกิดการปะทะขึ้น หนึ่งในสมาชิกกลุ่มกบฏเล็งปืนมาที่หัวหน้าของเขา และเป็นกู้เฉิงที่กระโดดรับกระสุนนั้นไว้แทน

โชคดีที่กระสุนสองนัดไม่ได้เข้าจุดสำคัญ แต่ทว่าการที่ต้องคว้านเนื้อเพื่อนำกระสุนที่ฝังอยู่ด้านในออกมาก็ทำให้ร่างกายของเขาเจ็บหนักพอสมควร

ร้อยเอกกู้เฉิงต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลในค่ายแรมเดือน ระหว่างนั้นหัวหน้าของเขามาเยี่ยมดูอาการเป็นครั้งคราว

ในตอนที่วิ่งเอาตัวบังกระสุนลูกน้องอย่างเขาทำไปตามสัญชาตญาณเท่านั้น ไม่ได้นึกถึงบุญคุณหรือการตอบแทนอะไรทั้งสิ้น จนกระทั่งหัวหน้าได้เอ่ยมันขึ้น และขอให้เขาบอกสิ่งที่ต้องการออกมา เพราะตนเองไม่ได้อยากติดค้างใคร

ร้อยเอกกู้เฉิงในตอนนั้นได้แต่มองหน้าของอีกฝ่ายอย่างเหลือจะเชื่อในความดื้อดึง พลันในหัวนึกบางสิ่งขึ้นมาได้ เขาเพียงเอ่ยออกไปโดยไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะตกลงด้วยซ้ำ ในหัวเพียงคิดว่านี่เป็นเรื่องที่เขาห่วงที่สุดในชีวิต ทั้งยังเป็นความคิดของเขาเพียงคนเดียวโดยที่ยังไม่ได้ถามความสมัครใจของลูกสาวแม้แต่ครึ่งคำ หากคนฟังไม่ตกลงเขาก็ไม่คิดจะทวงบุญคุณหรือตำหนิอะไรอยู่แล้ว

แต่ทว่าสิ่งที่พันเอกเสิ่นเฟยหลงตอบออกมาในตอนนั้นก็ทำเอาลูกน้องที่ได้ยินมองเขาตาแทบถลน กู้เฉิงได้แต่อ้าปากพะงาบ ๆ อย่างหมดคำพูด

‘การตัดสินใจของคนหนุ่มนั้นช่างเด็ดขาดและรวดเร็วเสียจริง’

นั่นเป็นเพียงความคิดของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างกู้เฉิงเท่านั้น แต่ข้อแม้ที่เสิ่นเฟยหลงเอ่ยออกมาก็ทำให้เขาอดปวดใจไม่ได้ 

“ผมไม่ใช่ผู้ชายตัวคนเดียว ผ่านการแต่งงานมาแล้วหนึ่งครั้ง แต่ก็หย่าแล้วเช่นกัน และตอนนี้มีลูกสาวอายุสี่ขวบคนหนึ่งที่ต้องดูแล หากลูกสาวของคุณรับเรื่องนี้ได้ ผมก็ไม่มีปัญหา”เสียงทุ้มเข้มเอ่ยออกมาอย่างแน่วแน่

ยอมรับว่ากู้เฉิงค่อนข้างตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยินเพราะมันเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน แต่ถึงอย่างนั้นก็คงต้องลองดูสักครั้ง ด้วยเห็นอีกฝ่ายมานาน แม้จะดูเย็นชาไปสักหน่อยแต่หัวหน้าของเขานับว่าเป็นคนหนุ่มที่ดีและมีความสามารถไม่น้อยเลย ทั้งที่อายุน้อยกว่าแต่เสิ่นเฟยหลงคนนี้ก็สามารถผลักดันตนเองให้อยู่ในยศตำแหน่งใหญ่โตด้วยตนเอง และข้อแม้นี้จำต้องนำกลับไปบอกลูกสาวเสียก่อน

แน่นอนว่าร้อยเอกกู้เฉิงรักษาตัวเป็นอย่างดีภายในเวลาหนึ่งเดือนก็แทบจะหายดีแล้ว เขาลากลับบ้านเพื่อรักษาตัวต่ออีกสักระยะ ทันทีที่กลับถึงบ้านเขาพูดเรื่องนี้กับลูกสาวและก็เป็นไปตามคาด

‘ลูกสาวของเขาไม่ยอมแต่ง’

และมันทำให้เกิดเรื่องราวบาดหมางระหว่างพ่อกับลูกสาวตามมา จนผ่านไปสองวันความตึงเครียดทั้งหมดราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเมื่อลูกสาวเดินมาบอกว่ายินดีแต่งให้กับผู้ชายที่เขาเลือกให้ นั่นจึงทำให้กู้เฉิงเบาใจและเฝ้ารอให้งานแต่งงานในวันนี้ได้เกิดขึ้นมา

งานในวันนี้จะเรียกว่า ‘งานแต่งงาน’ ก็เรียกได้ไม่เต็มปากนัก เพราะเจ้าบ่าวมีภารกิจติดพันไม่สามารถปลีกตัวมารับเจ้าสาวด้วยตนเองได้ ซึ่งทางนั้นก็แจ้งฝ่ายเจ้าสาวมาแล้วเช่นกัน 

กู้เฉิงค่อนข้างเข้าใจชีวิตของทหารด้วยกันดี เขาจึงบอกให้อีกฝ่ายส่งตัวแทนมาและทำทุกอย่างให้เรียบง่ายก็พอ เพราะเขาเองก็พูดคุยกับลูกสาวเกี่ยวกับรายละเอียดในวันงานแล้วเช่นกัน

ซึ่งทางกู้เหม่ยอิงก็เห็นด้วยกับพ่อในทันที เธอไม่ได้ต้องการงานแต่งงานใหญ่โต เชิญแขกมามากมาย พอดีกับที่ตระกูลกู้ไม่ได้มีเครือญาติมากนัก เพราะพ่อและแม่ของเธอย้ายมาจากเมืองอื่น นั่นจึงทำให้ความเห็นของพ่อและลูกสาวตรงกัน

รถจี๊ปทหารคันใหญ่สองคันที่ขับเข้ามาในหมู่บ้านในตอนเช้า สร้างความแตกตื่นให้กับผู้คนที่พบเห็นไม่น้อย ในทีแรกพวกชาวบ้านต่างคิดว่าในหมู่บ้านนี้อาจจะมีคนกระทำผิดหรือกำลังถูกจับกุม แต่ก็มีเสียงที่แตกออกไปอีกด้านว่ารถทหารอาจจะมารับลูกสาวบ้านกู้ เพราะวันนี้เป็นวันแต่งงานของเธอ

หากว่างานแต่งงานที่ไร้เจ้าบ่าวและงานเลี้ยงใหญ่โตนี้เกิดกับบ้านอื่น คาดว่าบ้านนั้นคงถูกนินทาไปอีกหลายเดือน แต่หากเกิดขึ้นกับสกุลทหารอย่างบ้านกู้ ทั้งเจ้าบ่าวยังส่งรถจี๊ปคันใหญ่ถึงสองคันมารับ นอกจากจะไม่โดนนินทาแล้ว กลับกันยังได้รับความสนใจและชื่นชมไม่น้อย

อาชีพทหารในยุคนี้ไม่ใช่ใครจะหาสามีเป็นทหารก็หาได้หรือ อีกอย่างทหารที่ใช้รถประเภทนี้กับเรื่องส่วนตัวได้ก็คงมีแต่ทหารตำแหน่งใหญ่เท่านั้น และสิ่งที่ชาวบ้านเข้าใจก็ไม่ผิดจริง ๆ

ทันทีที่รถจี๊ปสองคันมาจอดอยู่บริเวณหน้าบ้าน นายทหารสามคนลงจากรถด้วยท่าทางองอาจ นั่นจึงทำให้สายตาของหญิงสาวชาวบ้านที่ยังไม่ได้แต่งงานต่างส่งสายตาหวานเชื่อมให้กับพวกเขา แต่เมื่อเห็นว่านายทหารหนุ่มทั้งสามมองไปด้านในบ้านอย่างแน่วแน่ ไม่ได้ชายตามองพวกหล่อนแม้แต่น้อย ต่างก็มีสีหน้าผิดหวังไปตาม ๆ กัน

“ขนของพวกนี้ไปก่อน เดี๋ยวฉันไปตามเหม่ยอิง”กู้เฉิงสั่งเสียงหนักแน่น ทหารสามนายนี้แม้จะเป็นคนสนิทของว่าที่ลูกเขย แต่ก็มียศต่ำกว่า นอกจากทางนั้นทำความเคารพ เขาเองก็มีหน้าที่สั่งว่าอีกฝ่ายต้องทำอย่างไรต่อ

“เหม่ยอิง รถเจ้าบ่าวมารับแล้ว”

เสียงเคาะประตูห้องพร้อมกับเสียงเรียกของผู้เป็นพ่อทำให้หญิงสาวที่นั่งเหม่ออยู่ในห้องนอนหลุดจากภวังค์ความคิด

ไม่ปล่อยให้ผู้เป็นพ่อต้องรอนาน กู้เหม่ยอิงเปิดประตูห้องออกมาพร้อมกับกระเป๋าของใช้ใบเล็กในมือ ซึ่งผู้เป็นพ่อก็เอื้อมมือไปช่วยถือให้

หญิงสาวส่งยิ้มน่ารักให้ผู้เป็นพ่อราวกับว่าเธอยังคงเด็กหญิงตัวน้อยเมื่อหลายปีก่อน “หน่วยของพ่ออยู่ไม่ไกลจากบ้าน เขา ใช่ไหมคะ?”

กู้เฉิงได้ยินก็ราวกับเข้าใจความคิดของลูกสาวเป็นอย่างดี เขาพยักหน้าพร้อมกับบอกลูกสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ถ้ามีเวลาว่างก็ไปหาพ่อที่หน่วยได้ ถ้าไม่มีภารกิจพ่อจะรอลูกอยู่ที่นั่น”

“เข้าใจแล้วค่ะ หนูคงต้องไปแล้ว”

ดวงตากลมมองสำรวจรอบกายราวกับไม่อยากจากไป แม้จะพึ่งมาอยู่ได้ไม่กี่วัน แต่เจ้าของร่างอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด บางทีความผูกพันธ์ของเจ้าของร่างก็คงจะยังคงติดค้างอยู่ข้างในไม่น้อย

กู้เหม่ยอิงเหลือบไปเห็นแม่เลี้ยงที่ยืนอยู่มุมหนึ่งของบ้าน ในอ้อมกอดกำลังอุ้มน้องชายต่างพ่อที่มองมาที่เธอตาแป๋ว

เด็กเล็กย่อมไม่รู้เรื่องของผู้ใหญ่ เธอจึงยิ้มให้อาซวานครั้งหนึ่งก่อนจะหันหลังเตรียมจะจากไป

“ในช่วงแรกอาจจะไม่ราบรื่นนัก แต่พ่อขอให้ลูกหนักแน่นเข้าไว้ ด้วยความดีของลูก อย่างไรที่นั่นก็ต้องมีสักคนที่เอ็นดูเหม่ยอิงของพ่ออยู่แล้ว”ความห่วงหาของผู้เป็นพ่อที่มีต่อลูกสาวไม่เคยน้อยลง ยิ่งลูกสาวต้องไปอยู่บ้านคนอื่น แม้จะมั่นใจว่าเหม่ยอิงจะสามารถเอาตัวรอดได้ แต่ก็ยังอดเป็นห่วงอยู่บ้างไม่ได้อยู่ดี

และการอยู่บ้านหลังนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ก็คงไม่ดีต่อตัวลูกสาวเอง เขาเสี่ยงอันตรายทำภารกิจบ่อยครั้ง หากวันไหนเกิดพลาดพลั้งหมดลมหายใจไปก่อน แน่นอนว่าเรื่องการแต่งงานของเหม่ยอิง ถังเหม่ยลี่ย่อมใช้สิทธิ์การเป็นมารดาเลี้ยงในการจัดการแทนเขา เช่นนั้นแล้วเขาไม่มีทางเชื่อว่าลูกสาวจะได้แต่งออกไปกับคนที่ดีอย่างแน่นอน

ส่วนลูกสาวนั้นแม้จะเฝ้าฝันถึงวันที่ได้ออกจากบ้านหลังนี้ แต่พอจะต้องจากจริง ๆ ก็รู้สึกเศร้าใจอยู่บ้าง และเธอก็อดเป็นห่วงพ่อไม่ได้เช่นเดียวกัน 

“พ่อดูแลสุขภาพตัวเองนะคะ รับภารกิจให้น้อยลงหน่อย หนูเป็นห่วง”

“เอาล่ะ ๆ ไปได้แล้ว”เขาไม่อยากให้การร่ำลายืดเยื้อไปกว่านี้จึงโบกมือไปมาเป็นเชิงไล่อย่างเช่นทุกครั้ง

ทว่าแทนที่ลูกสาวจะทำหน้ามุ่ยขมวดคิ้วอย่างที่แล้วมา กู้เหม่ยอิงกลับโผเข้าไปกอดผู้เป็นพ่อเสียอย่างนั้น กู้เฉิงนอกจากจะไม่ตำหนิลูกสาวที่ทำตัวเหมือนเด็กแล้ว เขายังลูบหลังเธอสองสามครั้ง ก่อนจะตบลงบ่าเล็กหลังจากผละออก

การกระทำของสองพ่อลูกนั้นทำให้สายตาหลายคู่ที่มองมาพอจะรู้ว่าร้อยเอกกู้เฉิงคนนี้รักลูกสาวของเขามากจริง ๆ และหนึ่งในนั้นคือนายทหารที่เดินทางมารับว่าที่คุณนาย เห็นทีว่าเรื่องนี้ก็ต้องเก็บไปรายงานผู้พันเสิ่นเจ้านายของเขาด้วย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป