บทที่ 13 บ้านผีสิง

หญิงสาวรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อได้เห็นชายหนุ่มท่าทางองอาจในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวขี้ม้าในยุคนี้ แต่ไหนแต่ไรเธอค่อนข้างชอบอาชีพทหาร

ชีวิตที่แล้วเห็นจะมีพี่ใหญ่เจี้ยนกั๋วในชุดทหารที่กลับบ้านมาพร้อมความองอาจและน่าเกรงขาม ทำให้เธอพลอยชื่นชมอาชีพนี้ไปด้วย ทั้งอาชีพนี้ก็ช่วยประเทศชาติไว้ไม่น้อย 

กล่าวคือในความคิดของกู้เหม่ยอิงการรับราชการทหารไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็จัดเป็นอาชีพที่มีเกียรติ และชีวิตที่แล้วหากไม่เป็นคุณครูปฐมวัย ไม่แน่เธออาจจะสมัครเป็นทหารหญิงตามพี่ใหญ่ไปแล้วก็ได้

ทันทีที่ร่ำลาผู้เป็นพ่อเรียบร้อย กู้เหม่ยอิงไม่ได้ขึ้นรถไปยังบ้านของสามีในทันที เพราะนายทหารคนหนึ่งมาหยุดยืนตรงหน้าเธอด้วยท่าทีขึงขัง ชุดทหารที่ค่อนข้างเป็นทางการทำให้ผู้คนรอบด้านต่างเงียบเพื่อรอฟังเหตุการณ์นี้ รวมถึงลูกสาวบ้านกู้ด้วยเช่นกัน

ทว่าสิ่งที่นายทหารคนดังกล่าวรายงานนั้นไม่ได้ต่างจากสิ่งที่เธอคาดการณ์ไว้เท่าไหร่ เขารายงานเหตุผลที่เจ้าบ่าวมารับเจ้าสาวด้วยตนเองไม่ได้ด้วยเสียงดังฟังชัด ราวกับถูกสั่งมาว่าจะต้องประกาศให้คนรอบข้างได้ยินอย่างชัดเจน คล้ายกับต้องการรักษาชื่อเสียงของเจ้าสาวเอาไว้ นับว่าเจ้าบ่าวที่พ่อเลือกก็ยังไว้หน้าเธออยู่บ้าง

นอกจากนั้นแล้วสินสอดที่ตกลงกันไว้ว่ามีเงินจำนวนห้าร้อยหยวนและโทรทัศน์หนึ่งเครื่อง เพื่อเป็นการขอโทษกับเหตุการณ์นี้ อีกฝ่ายได้มอบจักรยานเพิ่มให้อีกหนึ่งคันและเงินอีกห้าร้อยหยวน ในระแวกนี้กู้เหม่ยอิงกล้าพูดได้เลยว่าคงไม่มีใครที่แต่งงานพร้อมกับสินสอดมากมายเท่าลูกสาวบ้านกู้อีกแล้ว

แม้ทางการจะมีการยกเลิกคูปองอาหารไปแล้ว แต่ทว่าสินค้าอย่างจักรเย็บผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแม้แต่จักรยานก็ยังต้องใช้คูปองอุตสาหกรรมอยู่ และผู้ชายคนนั้นร่ำรวยมาจากไหนกันถึงให้สินสอดเธอมากมายขนาดนี้

กู้เฉิงเผยรอยยิ้มพึงพอใจทันทีที่ได้ยินรายงานทั้งหมดพร้อมกับข้าวของที่กองอยู่ตรงลานบ้าน ทว่าเขาไม่ได้สนใจมันเท่าใดนัก มือหนาเพียงยื่นซองเงินจำนวนหนึ่งพันหยวนให้ลูกสาว และบอกให้ทหารนำจักรยานขึ้นรถไปด้วย เผื่อว่าลูกสาวจำต้องใช้ในตอนอยู่บ้านสามี

เมื่อเห็นเช่นนี้ยิ่งชัดเจนว่าร้อยเอกกู้เฉิงนั้นรักลูกสาวของเขามากเพียงใด เขาได้มอบสิ่งของมีค่าอย่างจักรยานให้กับลูกสาวไว้ใช้อย่างไม่คิดมาก ทั้งเงินสินสอดที่เขามีสิทธิ์ที่จะเก็บเอาไว้กลับไม่ได้เก็บไว้สักหยวน เพื่อให้ลูกสาวไว้ใช้จ่ายในยามแต่งออกไปอย่างไม่ลำบาก

พลันสายตาชื่นชมมากมายถูกส่งให้เขา และแน่นอนว่าสายตาอิจฉามากมายก็ถูกส่งไปยังกู้เหม่ยอิงเช่นเดียวกัน เพราะหญิงสาวในหมู่บ้านนอกจากจะไม่ได้รับสินสอดมากมายเท่านี้แล้ว พวกเธอไม่มีสิทธิใช้มันด้วยซ้ำเพราะต้องมอบให้กับบ้านเดิมทั้งหมด

เห็นแล้วก็ได้แต่คิดว่าทำไมตนเองไม่ได้เกิดเป็นบุตรสาว ‘สกุลกู้’

แต่ทว่าคงมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มองเรื่องราวตรงหน้าด้วยความรู้สึกแตกต่างจากคนอื่นอย่างสิ้นเชิง ด้วยความชิงชังเมื่อรวมกับความริษยา ถังเหมยลี่เผลอกำแขนลูกชายเสียแรงจนเด็กชายร้องไห้จ้าในทันที กู้เฉิงเพียงปรายตามองภรรยาด้วยสายตาตำหนิที่ไม่ดูแลลูกชายให้ดี ก่อนจะหันมาส่งลูกสาวขึ้นรถไป

กู้เหม่ยอิงเพียงรู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่ไม่ได้เห็นหน้าของเจ้าบ่าวตนเองในวันนี้ แต่ไม่ได้รู้สึกเสียอกเสียใจใด ๆ ทั้งสิ้นด้วยเข้าใจเหตุผลของเขาเป็นอย่างดี กลับรู้สึกดีเสียอีกที่ไม่ได้จัดงานแต่งงานที่มันเอิกเกริก ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยจากพิธีการต่าง ๆ ที่แสนยุ่งยาก 

สำหรับเธอแล้วในชีวิตนี้แค่เพียงอยากใช้ชีวิตให้เรียบง่ายที่สุด และแน่นอนว่าต้องห่างไกลแม่เลี้ยงใจมารอย่างถังเหมยลี่คนนั้น ซึ่งตอนนี้เธอกำลังทำสิ่งที่ต้องการข้อแรกสำเร็จ

ระหว่างทางไปบ้านเจ้าบ่าวนั้นกู้เหม่ยอิงพยายามคาดการณ์เรื่องราวต่อจากนี้ไปต่าง ๆ นานาเพื่อจะได้วางแผนรับมือทุกสิ่งได้อย่างทันท่วงที เธอพยายามถามลูกน้องของสามีในนามว่าเขาเป็นคนเช่นไร แต่ทั้งคู่เพียงแค่ยิ้มจาง ๆ แล้วตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงนอบน้อมว่า

‘หากคุณนายได้เจอก็จะรู้เองครับ แต่บอกไว้ก่อนว่าเจ้านายของเราเป็นคนที่ดีมากอย่างแน่นอน’

แม้จะทำใจเชื่อได้ยาก แต่กู้เหม่ยอิงไม่มีคำใดจะแย้งนอกจากลองเจอดูสักครั้งอย่างที่ทั้งคู่บอก แต่ทว่าเพียงแค่การแต่งงานของเธอมันก็ไม่ปกติแล้ว จะให้คาดเดาอะไรต่อจากนี้ได้อีกกัน มีอย่างที่ไหนนำเงินและโทรทัศน์ไปให้พ่อตา แล้วรับลูกสาวเขาขึ้นรถมาไว้ที่บ้าน พิธีการตามธรรมเนียมหรืองานเลี้ยงฉลองอะไรก็ไม่มีสักอย่าง เขาทำราวกับนำไข่ไปแลกข้าวสารที่ตลาดอย่างไรอย่างนั้น

ดวงตากลมทอดมองไปยังทุ่งหญ้าสองข้างทางด้วยแววตาไร้ความหมาย ในเมื่อคาดเดาไม่ถูก กู้เหม่ยอิงก็ไม่รู้จะวางแผนชีวิตอย่างไรเช่นกัน 

โชคดีที่พ่อของเธอไม่ใช่คนโลภ เงินสินสอดหนึ่งพันหยวนเมื่อรวมกับเงินหลายร้อยหยวนที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ คิดว่าชีวิตเธอหลังจากนี้คงไม่ลำบากนัก

ราวครึ่งชั่วโมงรถจี๊ปก็ชะลอตัวลงดวงตาใสกระจ่างมองไปยังรั้วบ้านที่ก่อด้วยอิฐที่ทอดยาวไปหลายสิบเมตร มันกว้างมากกว่าที่เธอคิดเสียอีก ทั้งยังอยู่ในตัวเมืองและไม่ไกลจากย่านการค้าสำคัญ สามีของเธอร่ำรวยขนาดไหนกันนะ

ตามคำบอกเล่าของพ่อที่ว่าสามีของเธอนั้นมาจากตระกูลที่ดีและค่อนข้างมีฐานะ ยอมรับว่าตอนแรกที่ได้ยินเธอแอบประเมินฐานะเขาอยู่บ้าง และไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าเขาจะร่ำรวยเช่นนี้

ในยุคที่เศรษฐกิจผันผวนอยู่ตลอดเวลา การค้าขายก็ทำได้ยากด้วยกฎเกณฑ์และข้อบังคับมากมายจากทางการ แต่หากจะมีสักครอบครัวที่ร่ำรวยได้มากขนาดนี้ แน่นอนว่าย่อมต้องมีเงินถุงเงินถังมาหลายชั่วอายุคนแล้ว

แค่รถจี๊ปจอดชะลอบริเวณหน้าประตู เพียงเสี้ยวอึดใจประตูรั้วสูงตระหง่านก็ถูกเปิดออกโดยที่คนด้านนอกไม่ต้องส่งเสียงเรียกด้วยซ้ำ ราวกับว่ารถคันนี้เข้าออกที่นี่บ่อยครั้งจนคุ้นเคยกับคนด้านในเป็นอย่างดี

ภายในรั้วมีพื้นที่กว้างขวางไม่น้อย ปลายทางของถนนที่ทอดยาวเข้าสู่ด้านในสุดของพื้นที่ บ้านหลังใหญ่โตดูหรูหราตั้งอยู่ท่ามกลางต้นไม้น้อยใหญ่ ดูแล้วบรรยากาศร่มรื่นไม่น้อย รถคันนี้พาหญิงสาวเลี้ยวไปทางซ้ายมือ ผ่านต้นไม้ใหญ่หลายสิบต้นที่บดบังก็พบกับบ้านหลังขนาดเล็กลงมาที่ดูแตกต่างจากบ้านหลังเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง

หน้าบ้านที่มีลานน้ำพุ แต่ไม่ได้เปิดใช้งาน รอบด้านคล้ายกับเคยเป็นแปลงดอกไม้มาก่อน ทว่ามันกลับถูกปล่อยทิ้งให้เหี่ยวเฉาบางส่วนก็ตายลงอย่างสมบูรณ์ ดวงตาคู่สวยมองสำรวจไปรอบกาย บ้านหลังนี้ดูรกร้างวังเวงชอบกล ทั้งบรรยากาศอึมครึมจนกู้เหม่ยอิงรู้สึกขนลุกขึ้นมา

เธอรู้สึกว่าบ้านผีสิงในโลกก่อนก็ยังไม่น่ากลัวเท่าบ้านหลังนี้…

“บ้านหลังนี้…เหรอคะ?”เสียงใสถามออกมาอย่างไม่แน่ใจ นี่ไม่ใช่สามีของเธออาศัยอยู่บ้านผีสิงเช่นนี้หรอกเหรอ แล้วไหนจะลูกสาวของเขาก็ต้องอาศัยอยู่กับบรรยากาศเช่นนี้ทุกวัน ช่างไม่เหมาะกับเด็กเล็กเอาเสียเลย

กู้เหม่ยอิงนึกตำหนิสามีในใจเพียงคนเดียว

“ใช่แล้วครับคุณนาย”นายทหารคนหนึ่งตอบออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ราวกับย้ำชัดว่าคุณนายเสิ่นคนนี้อย่างไรก็ต้องอยู่ที่นี่ต่อไป

เมื่อได้รับคำตอบที่ตนเองก็เดาไว้แต่แรกอยู่แล้ว หญิงสาวเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะลงจากรถและพยายามหยิบข้าวของที่ขนมาลงจากรถ

แต่ยังไม่ทันที่กู้เหม่ยอิงจะหยิบของได้ ทหารทั้งสองคนก็คว้าเอาของเธอมาถือเอาไว้ ก่อนจะเดินนำไปยังตัวบ้านที่มีแม่บ้านสองคนยืนรออยู่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม คล้ายกับทั้งคู่รอต้อนรับเธออยู่ก่อนแล้ว

“ขอบคุณที่พาฉันมาส่งนะคะ”ถึงสามคนนี้จะเป็นลูกน้องของสามี แต่เธออายุน้อยกว่าพวกเขามาก การค้อมกายเล็กน้อยเป็นการขอบคุณถือว่าสมควรทำ

เหล่านายทหารเห็นคุณนายเสิ่นทำความเคารพตนก็ถึงกับทำสีหน้าไม่ถูก ทหารชั้นผู้น้อยเช่นพวกเขาไม่เคยได้รับการปฏิบัติอย่างเกรงใจเช่นนี้มาก่อนจากเจ้านาย และนี่คือครั้งแรก

“พวกเราเพียงทำตามคำสั่งผู้พันเสิ่นครับ คุณนายอย่าเกรงใจเช่นนั้นเลย ส่วนสองคนนี้คือ แม่บ้านและพี่เลี้ยงของคุณหนูเสิ่นนะครับ หากคุณนายขาดเหลืออะไรบอกกับทั้งสองคนได้เลยครับ”

“อืม ฉันเข้าใจแล้วค่ะ”

ทันทีที่หญิงสาวตอบรับ ทหารทั้งสามนายก็ทำความเคารพเธอในแบบทหาร ก่อนจะหมุนกายขึ้นรถและกลับไป คาดว่าเรื่องราวทั้งหมดคงถูกรายงานให้สามีเธอทราบอย่างละเอียด แต่กู้เหม่ยอิงหาได้สนใจ

เธอเพียงช่วยแม่บ้านถือของตนเองขึ้นไปชั้นสอง แม้จะถูกปฎิเสธอย่างเกรงใจด้วยฐานะคุณนายของบ้าน แต่เธอก็ไม่ได้สนใจแต่อย่างใด

“คุณหนูเสิ่นล่ะคะ”กู้เหม่ยอิงตัดสินใจถามหญิงสาวที่ถูกแนะนำว่าเป็นพี่เลี้ยงของคุณหนูเสิ่น ตั้งแต่เข้าบ้านมาเธอรู้สึกว่าบ้านเงียบเกินไป ไม่สมกับบ้านที่มีเด็กเล็กอยู่เลย ยังไม่รวมความอึมครึม ไม่สดใสราวกับบ้านผีสิงนี้อีก

แม้จะไม่ใช่คนที่กลัวอะไรแบบนั้น แต่มันก็อดรู้สึกวังเวงไม่ได้จริง ๆ

“คุณหนูนอนกลางวันค่ะ หากตื่นแล้วบ่าวจะตามให้มาหาคุณนายทันที”

กู้เหม่ยอิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ อย่างน้อยพี่เลี้ยงคนนี้ก็ยังตระหนักถึงการพักผ่อนของเด็กเล็กอยู่บ้าง “เอาไว้มื้อเย็นก็แล้วกัน ฉันขอจัดของที่เอามาก่อน”

“คุณนายอยากทานอะไรสั่งบ่าวไว้ได้เลยนะคะ”

เสียงถามไถ่จากแม่บ้านทำให้กู้เหม่ยอิงยิ้มอ่อน การเอาอกเอาใจเช่นนี้ของคนรับใช้คาดว่าเป็นกันทุกบ้าน แต่เธอกลับไม่ชินเอาเสียเลย ดังนั้นหญิงสาวจึงตอบออกไปอย่างไม่เรื่องมาก 

“เคยทานอะไรกันก็ทำเหมือนเดิม ฉันไม่เรื่องมากหรอกค่ะ”

และทันทีที่คุณนายของบ้านเดินเข้าไปภายในห้องนอน พร้อมกับปิดประตูเสียงไม่ดังนัก สองคนที่ยืนอยู่หน้าห้องถึงกับพรูลมหายใจออกมาพร้อมกันอย่างโล่งอก ในทีแรกพวกหล่อนคิดว่าเจ้านายอีกคนของบ้านจะเรื่องมากกว่านี้เสียอีก ได้ยินมาว่าเป็นลูกสาวของทหารที่ค่อนข้างมียศมีตำแหน่ง

คาดไม่ถึงว่าจะเรียบง่ายเช่นนี้…

บทก่อนหน้า
บทถัดไป