บทที่ 14 คุณหนูเสิ่น
หลังจากประตูบานใหญ่ปิดลงหญิงสาวเริ่มสำรวจรอบกายอย่างใจเย็น ห้องนอนขนาดใหญ่ที่มีของใช้ผู้ชายอยู่ทั่วทุกมุมห้อง คาดว่าคงเป็นของผู้พันเสิ่นคนนั้น ร่างเล็กเดินสำรวจรอบบริเวณภายในห้องทีละส่วน
ห้องนี้ขนาดใหญ่กว่าห้องนอนเดิมของเธอที่บ้านกู้ราวสามถึงสี่เท่า ตรงกลางห้องมีเตียงขนาดใหญ่ที่ผ้าปูถูกดึงจนตึง หมอนผ้าห่มถูกพับและจัดเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบ โต๊ะเครื่องแป้งมีกระจกบานไม่ใหญ่นักกับของใช้ผู้ชายอีกเล็กน้อย ไม่ไกลกันนักเป็นห้องน้ำขนาดโอ่โถง ตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ที่มีเครื่องแบบทหารสองชุดและชุดลำลองอีกจำนวนหนึ่ง โดยรวมแล้วค่อนข้างหรูหราสมฐานะของเจ้าของบ้าน หากไม่นับรวมบรรยากาศรอบบ้านที่ออกจะวังเวงไปสักหน่อยก็ถือว่าบ้านหลังนี้น่าอยู่ทีเดียว
ใกล้เวลาอาหารเย็นกู้เหม่ยอิงเดินออกมาจากห้องนอนหลังจากจัดวางข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวที่เตรียมมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอทำเพียงวางมันเพิ่มเข้าไปตามจุดที่เหมาะสม โดยไม่ได้แตะต้องของทีวางอยู่เดิมแม้แต่น้อย
เธอไม่รู้ว่าสามีนั้นจะเป็นประเภทหวงพื้นที่ส่วนตัวหรือไม่ แต่ก็ไม่อยากทำอะไรให้เขาไม่พอใจตั้งแต่พบกันครั้งแรกอยู่ดี
อย่างไรชีวิตแต่งงานที่ไร้รักเธอย่อมไม่คาดหวังว่าจะได้รับความรักจากคนเป็นสามีอยู่แล้ว เพียงแต่การอยู่ในบ้านหลังนี้อย่างสงบสุข ในฐานะมิตรสหายคนหนึ่งก็เพียงพอแล้วสำหรับเธอ
ทว่าเท้าเล็กยังไม่ทันจะเดินไปถึงโต๊ะอาหารก็ปรากฏร่างของเด็กหญิงตัวน้อยที่วิ่งมาจากทางหลังบ้าน ด้วยความไม่ระวังในที่สุดก็ชนเข้ากับกู้เหม่ยอิงจนได้
หญิงสาวไม่ทันตั้งตัวจึงหลบไม่ทัน และอย่าได้ดูถูกว่าเป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่พุ่งมาชนจะเจ็บอะไร เพราะกู้เหม่ยอิงก็ร่างบางไม่น้อย เมื่อชนเข้ากับเธอจึงทำให้ทั้งคู่ล้มลงในทันที
เพื่อไม่ให้เด็กหญิงตัวน้อยบาดเจ็บกู้เหม่ยอิงกอดร่างเล็กนั้นไว้ตามสัญชาตญาณ และด้วยน้ำหนักของทั้งคู่เมื่อล้มลงข้อมือของคุณนายเสิ่นไม่ได้แข็งแรงมากพอที่จะค้ำยันร่างของทั้งคู่ไว้ได้
กู้เหม่ยอิงได้ยินเสียงบางอย่างจากข้อมือตนในทันทีที่ล้มลง ความเจ็บแปลบแล่นจากบริเวณข้อมือขึ้นสู่สมองในทันที แต่ทว่าก็ไม่ได้สนใจเท่าใดนัก
“บาดเจ็บหรือไม่?”
เสียงอ่อนโยนแต่ทว่าเจือความเจ็บปวดไม่น้อยพยายามกลั้นใจถามเด็กหญิงในอ้อมแขนในทันที ขณะสำรวจร่างเล็กที่ล้มลงมาทับเธอไปพร้อมกัน
เด็กหญิงส่ายหน้าพลันมองคนที่กอดเธอไว้ด้วยความงุนงง ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าวันนี้หญิงสาวแปลกหน้าคนนี้อาจจะเป็นแม่เลี้ยงของเธอ ดวงตาคู่เรียวของคุณหนูเสิ่นก็เบิกโพลงอย่างลืมตัว
หัวคิ้วของกู้เหม่ยอิงย่นเข้าหากันด้วยความเจ็บปวด กรอบหน้าเริ่มมีเหงื่อเม็ดเล็กซึมออกมา เมื่อเห็นว่าเด็กหญิงไม่เป็นไรจริง ๆ อย่างที่พูด เธอจึงพยายามดันร่างที่ทับอยู่บนตัวเธอให้ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก
“อ๊ะ! โอ๊ยยยย!”แม้จะข่มกลั้นความเจ็บแปลบเอาไว้ แต่ก็เผลอร้องออกมาอยู่ดี เพราะเผลอลงน้ำหนักที่ข้อมือข้างนั้นมากจนเกินไป
เมื่อรู้ตัวว่าทำสิ่งที่ไม่ควรเสิ่นเลี่ยงลี่ลุกขึ้นจากตัวแม่เลี้ยงในฉับพลัน พอดีกับที่ได้ยินเสียงร้องเบา ๆ ก็รู้สึกผิดปนร้อนใจ เด็กหญิงช่วยพยุงแม่เลี้ยงอย่างระมัดระวัง ใบหน้าเล็กของเด็กหญิงเต็มไปด้วยความระวนกระวายใจ
“คุณบาดเจ็บเหรอคะ?”เมื่อถามออกไปคล้ายกับว่าดวงตามีหยาดน้ำเอ่อคลออยู่ คุณพ่อมักย้ำเตือนกับเธอเสมอว่าอยู่บ้านก็ควรทำตัวเป็นเด็กดี อย่าทำให้คุณพ่อที่ทำงานเสี่ยงอันตรายต้องเป็นห่วงหรือกังวลใจ
แต่วันนี้เพียงแค่แม่เลี้ยงเข้าบ้านมาวันแรก ทั้งยังพึ่งเจอกันเธอกลับสร้างเรื่องให้คุณพ่อไม่สบายใจ พลันเมื่อคิดเช่นนั้นเด็กหญิงจึงมีสีหน้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่ได้กลัวการถูกลงโทษเพราะตนเองผิดที่ไม่ระมัดระวังจนทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บ การรับโทษถือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
แต่เพียงแค่กลัวเท่านั้น…กลัวว่าแม่เลี้ยงจะเกลียดเด็กอย่างเธอ
เพียงแค่มองท่าทีเหล่านั้นอดีตครูปฐมวัยก็ราวกับเข้าใจความคิดของเด็กน้อยตรงหน้าได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เธอขยับกายเข้าไปใกล้ร่างเล็ก เว้นระยะห่างเพียงครึ่งก้าวเท่านั้น ก่อนจะลูบลงบนผมนิ่มดุจแพรไหมอย่างอ่อนโยน เพื่อให้เด็กน้อยคลายกังวล
“ฉันไม่เป็นไร หนูคือลูกสาวของผู้พันเสิ่นใช่ไหม?”
เสิ่นเลี่ยงลี่ไม่ได้เงยหน้าขึ้น สองมือเพียงประสานกันไว้ที่หน้าท้อง ขณะเดียวกันก็บีบกันแน่นด้วยความประหม่าที่ถาโถม เด็กหญิงเพียงผงกหัวสองสามครั้งเป็นเชิงว่าอีกฝ่ายเข้าใจถูกต้องแล้ว แต่ก็ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาของแม่เลี้ยงจนไม่รู้ว่าหญิงสาวตรงหน้าไม่ได้มีท่าทีตำหนิเธอแม้สักคำ
การพูดคุยระหว่างแม่เลี้ยงและลูกเลี้ยงค่อนข้างน่าอึดอัด เพราะเด็กหญิงเอาแต่ก้มหน้าไม่ยอมสบตา แต่หญิงสาวก็ไม่ได้เร่งรัด เธอเพียงพูดคุยแนะนำตัวกับเด็กหญิงด้วยน้ำเสียงเบาสบาย ราวกับเข้าใจในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
พอดีกับที่แม่บ้านและพี่เลี้ยงเดินเข้ามาเห็นพอดี ทั้งคู่ร้องขึ้นพร้อมกันเมื่อเห็นว่าบรรยากาศรอบกายของทั้งคู่แปลกประหลาดอย่างไรชอบกล
“คุณหนู!! คุณนาย!!”
เป็นเหวินถิงถิงที่เข้าไปประคองร่างคุณหนูของตนเอาไว้ก่อน พลันลอบมองไปที่คุณนายของบ้าน ราวกับเข้าใจเรื่องราวก่อนหน้าอยู่บ้าง หากให้เดาก็คงเป็นเพราะคุณหนูของเธอที่วิ่งออกมาจากหลังบ้านเมื่อครู่แล้วชนกับอีกฝ่ายเข้า
พลันพี่เลี้ยงสาวกลับไม่กล้าสบตาเจ้านายมากนัก เพราะค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นคุณหนูของตนที่สร้างเรื่อง เหวินถิงถิงจึงทำได้เพียงกอดคุณหนูของตนเองเอาไว้และก้มหน้ารอการถูกตำหนิอย่างที่ควรจะเป็น
แต่แทนที่กู้เหม่ยอิงจะทำเช่นนั้น หญิงสาวกลับเพียงผ่อนลมหายใจออกมา แล้วบอกให้พวกเขาแยกย้ายไปก็เท่านั้น
“พาคุณหนูไปทานข้าวก่อนเถอะ”
เหวินถิงถิงได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกคลายกังวล ทว่าแทนที่คุณหนูของตนจะยอมถอยออกมา กลับรั้งที่จะอยู่ต่อ ก่อนจะชี้ไปยังข้อมือบวมแดงของคุณนายเสิ่นพร้อมกับร้องท้วงออกมาอย่างไม่ยินยอม
“คุณต้องไปหาหมอค่ะ คุณบาดเจ็บ”และสาเหตุก็เป็นเพราะการกระทำของเธอด้วย ยิ่งเห็นว่าแม่เลี้ยงไม่ได้คิดจะตำหนิ คุณหนูเสิ่นยิ่งรู้สึกร้อนใจจนไม่อยากจะรับมื้อเย็นด้วยซ้ำ
บ่าวทั้งสองเมื่อมองข้อมือข้างหนึ่งของคุณนายก็เข้าใจคำพูดของคุณหนูในทันที แต่นอกจากคุณนายจะไม่ร้องเจ็บปวดหรือโวยวายออกมาแล้ว ยังบอกให้ทุกคนแยกย้ายกันไปราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย
“คุณนายคะ…ข้อมือคุณ”เหวินจื่อหนิงเอ่ยแย้งคำพูดของคุณนายไม่ต่างจากคุณหนูของบ้าน เธอเป็นบ่าวของตระกูลเสิ่นมาตั้งแต่อายุเก้าขวบ แม้ตอนนี้จะอายุไม่มาก แต่ทว่าทุกความเป็นไปของบ้านหลังนี้ผ่านสายตาเธอมานักต่อนัก
การบาดเจ็บของคุณนายเสิ่นจะนับเป็นเรื่องเล็กน้อยได้หรือ…
“เดี๋ยวฉันเรียกสามล้อไปโรงพยาบาลเอง มีอะไรก็ไปทำเถอะ”แม้จะเจ็บแต่กู้เหม่ยอิงก็พยายามรักษาท่าทีเอาไว้เพื่อไม่ให้เด็กหญิงตัวน้อยกลัวไปมากกว่านี้ ทั้งที่ตนเองก็กลัวไม่ต่างจากทุกคน เกิดมาสองชีวิตแล้ว นอกจากตายไม่รู้ตัว เธอก็ไม่เคยบาดเจ็บขนาดนี้มาก่อนเลยสักครั้ง
พี่เลี้ยงสาวได้ยินเช่นนั้นก็แย้งขึ้นบ้าง “ไม่ได้ค่ะ ตอนนี้ใกล้ค่ำแล้ว เดี๋ยวบ่าวลองไปขอร้องหมอเกาดูก่อน คุณนายรอสักครู่นะคะ”
เหวินถิงถิงฝากคุณหนูไว้ในการดูแลของพี่สาวตน ก่อนจะวิ่งออกไปเพื่อไปขอความช่วยเหลือจากบ้านใหญ่ในทันที โดยไม่รอให้คุณนายโต้แย้งออกมาอีก
“หมอเกา คือใคร?”หญิงสาวถามแม่บ้านอย่างนึกแปลกใจ นี่ไม่ใช่ว่าตระกูลเสิ่นร่ำรวยจนมีหมอประจำตระกูลหรอกนะ
และคำอธิบายของแม่บ้านอย่างจื่อหนิงก็ทำให้หญิงสาวตาโตได้ไม่ยาก เพราะตระกูลของสามีเธอนั้นร่ำรวยมากจริง ๆ อย่างที่คิดไว้
“เป็นหมอประจำตระกูลเสิ่นค่ะ ปกติจะคอยดูแลคุณท่านกับคุณหญิงที่บ้านใหญ่เป็นหลัก”
ตัวละครที่เพิ่มมาคาดว่าคงเป็นพ่อแม่ของสามีสินะ ถึงจะสงสัยถามมากไปก็ไม่ใช่เรื่องดี เธอยังมีเวลาซึมซับข้อมูลของที่นี่อีกมาก เช่นนั้นแล้วจึงเลือกจะถามเพียงสิ่งที่จำเป็นก็เพียงพอแล้ว
“แล้วไปเรียกมารักษาฉันแบบนี้จะดีเหรอคะ?”ใช่อยู่หรอกที่เธอเป็นภรรยาของเสิ่นเฟยหลงคนนั้น แต่สะใภ้อย่างเธอยังไม่ได้ยกน้ำชาทำความเคารพพ่อแม่สามีเลยด้วยซ้ำ อยู่ ๆ มีบ่าววิ่งเข้าไปขอให้หมอมารักษาสะใภ้ที่พึ่งแต่เข้ามาไม่ทันข้ามวันอย่างนี้ จะนับเป็นเรื่องปกติได้อย่างไร
“คุณอาเกาเป็นสหายของคุณพ่อ ย่อมต้องมาค่ะ” คราวนี้เป็นคุณหนูเสิ่นที่โพล่งขึ้นมาแทนที่จะเป็นแม่บ้านจื่อหนิง เด็กหญิงยืนกอดอกเชิดหน้าอย่างมั่นอกมั่นใจว่าอย่างไรคุณอาเกาของเธอจะต้องมารักษาแม่เลี้ยงอย่างแน่นอน
แม่บ้านพยักหน้าเห็นด้วยกับคุณหนูตัวน้อย ก่อนจะประคองคุณนายให้ไปพักที่ห้องนั่งเล่นก่อน
“ก็ต้องลองดูค่ะ คุณนายเชิญนั่งพักตรงนี้ก่อนนะคะ เชื่อบ่าว”
กู้เหม่ยอิงไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด เธอเจ็บมากจนอยากล้มตัวลงนอนเกลือกกลิ้งไปกับพื้นอยู่รอมร่อ หากไม่ติดว่าเป็นสะใภ้ที่พึ่งแต่งเข้ามาแล้วล่ะก็…
ทว่าข้างกันกลับเป็นเด็กหญิงตัวต้นเรื่องที่นั่งก้มหน้าอยู่ข้างกันไม่ยอมไปไหน กู้เหม่ยอิงกลับเข้าใจความคิดของเด็กหญิงเป็นอย่างดี หญิงสาวเพียงระบายยิ้มออกมาแต่ก็ไม่ว่ากล่าวลูกเลี้ยงแสนซนแต่อย่างใด
แน่นอนเสิ่นเลี่ยงลี่ยังคงรู้สึกผิด เธอจะไม่ยอมจากไปไหนจนกว่าจะได้รู้ว่าแขนของแม่เลี้ยงนั้นไม่เป็นอะไรมาก ตลอดเวลาเด็กหญิงลอบมองข้อมือของแม่เลี้ยงเป็นระยะ แต่ก็ไม่กล้าสบตาเพราะความผิดที่ราวกับเป็นชนักติดหลังในตอนนี้
