บทที่ 15 เข้าบ้านสามีวันแรกก็เจ็บตัว
คุณหมอประจำตระกูลเสิ่นปรากฏตัวอยู่บริเวณหน้าบ้านของสหายในเวลาต่อมา เขาไม่ได้มาที่นี่นานมากแล้ว ส่วนใหญ่จะไปตรวจอาการคนที่บ้านใหญ่เสียมากกว่า ครั้งล่าสุดน่าจะเป็นเมื่อสามเดือนก่อนเห็นจะได้
ตอนที่ได้ยินพี่เลี้ยงของหลานสาวบอกว่ามีคนบาดเจ็บในตอนแรกเขายังคิดว่าเป็นเด็กน้อยเล่นซนจนบาดเจ็บเสียอีก คิดไม่ถึงว่าประโยคต่อมาจะกลายเป็นคุณนายเสิ่นที่พึ่งแต่งเข้ามาในวันนี้
นั่นยิ่งทำให้เขาต้องเร่งมาที่นี่…เพราะจากที่ได้ฟังคำบอกเล่าจากสาวใช้ไม่กี่ประโยคก็รู้สึกว่าเรื่องราวค่อนข้างแปลก
เมื่อมาถึงก็พบกับหลานสาวตัวน้อยที่นั่งทำหน้าเซื่องซึมผิดจากนิสัยยามปกติโดยสิ้นเชิง ไม่ไกลกันนักกลับพบกับร่างของหญิงสาวที่ไม่คุ้นตา
เกาหลิวไห่ไม่ต้องถามก็พอเดาได้ว่านี่คงเป็นภรรยาของผู้พันเสิ่นอย่างแน่นอน แม้จะแปลกใจอยู่บ้างที่เธอบาดเจ็บตั้งแต่วันแรกที่มาถึง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาจะต้องซักไซร้แต่อย่างใด
เป็นหมอย่อมมีหน้าที่รักษาคนไข้ อีกอย่างฝ่ายนั้นเป็นนายเขาต้องทำงานตรงหน้าอย่างไม่มีข้อบิดพลิ้ว
“คุณนายเสิ่น”คุณหมอหนุ่มค้อมกายเคารพหญิงสาวอายุน้อยกว่า ใบหน้าหล่อเหลาภายใต้แว่นตากรอบหนาดูทรงภูมิไม่น้อย
ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเพียงหญิงสาวอายุที่น้อยกว่าเขาค่อนข้างมาก แต่หากได้มีฐานะเป็น คุณนายบ้านเสิ่น แล้วนั้น ย่อมต้องนับว่าเป็นเจ้านายของเขาอีกคนและต้องให้ความเคารพเช่นเดียวกัน
“คุณอาเกา ช่วยดูข้อมือเธอด้วยค่ะ”
เป็นเด็กหญิงเลี่ยงลี่ที่วิ่งไปประชิดตัวของคุณหมอประจำตระกูลไว้เป็นคนแรก เด็กน้อยมีท่าทีร้อนรน พลางกึ่งลากกึ่งจูงมือคุณอาของเธอ
เกาหลิวไห่ไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์นัก แต่เขาเป็นหมอก็ควรจะต้องรักษาคนไปตามหน้าที่ ร่างสูงโปร่งจึงทำได้เพียงเดินตามเด็กหญิงไปเท่านั้น
“คุณหมอเกา เรียกฉันว่าเหม่ยอิงเถอะค่ะ คือ..ฉันยังไม่ค่อยชินกับคำเรียกนั้นเท่าไหร่”หญิงสาวกล่าวออกไปพลางยิ้มแหย ขณะเดียวกันใบหน้าจิ้มลิ้มก็ยังคงแสดงความเจ็บปวดออกมาไม่น้อย
มองดูแล้วเขาคงอายุมากกว่าเธอ หรืออาจจะอายุพอ ๆ กับสามีของเธอก็เป็นได้ การได้รับความเคารพจากผู้อาวุโสเช่นนี้ก็เหม่ยอิงรู้สึกไม่คุ้นชินเอาเสียเลย
“เดี๋ยวก็ชินครับ หลังจากนี้ทุกคนจะต้องเรียกคุณนายแบบนั้น”
น้ำเสียงมั่นคงกล่าวออกไป และด้วยท่าทางสุขุมของเขาก็ทำให้คนรอบข้างคล้อยตามในสิ่งที่เขาพูดได้ไม่ยาก ไม่เว้นแต่สาวใช้ทั้งสองของบ้านที่นั่งคุกเข่าอยู่ไม่ไกลนัก ตลอดเวลาทั้งคู่ต่างมองไปที่คุณนายอย่างเป็นกังวล
เกาหลิวไห่ยังคงรักษาท่าทีของลูกจ้างผู้หนึ่งไว้เป็นอย่างดี ทุกอากัปกิริยาของคุณหมอหนุ่มล้วนเป็นไปอยางระมัดระวัง ด้วยตระหนักถึงความเหมาะสมระหว่างชายหญิงเป็นสำคัญ และสถานะของคุณนายบ้านเสิ่นก็สำคัญไม่แพ้กัน
“ผมขอดูข้อมือคุณนายหน่อยครับ”น้ำเสียงทุ้มสุภาพกล่าวขณะกำลังวางล่วมยาไว้ใกล้มือที่สุด เพื่อให้พร้อมสำหรับการรักษา
หญิงสาวได้ยินก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่ออีก เธอเพียงวางข้อมือข้างที่บาดเจ็บลงบนหมอนใบหนึ่ง หลังจากเกิดอุบัติเหตุผ่านมาแล้วเกือบชั่วโมง คล้ายกับว่าอาการบาดเจ็บนั้นค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้น ผิวบริเวณนั้นบวมแดงอย่างเห็นได้ชัด
ทันทีที่ปลายนิ้วของหมอเกาสัมผัสที่ข้อมือ ความเจ็บร้าวแล่นพล่านไปทั่วทั้งแขนเล็ก หลังจากถูกจับพลิกครั้งหนึ่ง แม้คุณหมอจะระมัดระวังและออกแรงเพียงเล็กน้อยก็ทำให้คุณนายเสิ่นร้องออกมาเสียงดัง
เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นตามกรอบหน้า ทั้งสีหน้ายังดูซีดเผือดจนน่าเป็นห่วง สาวใช้อย่างเหวินจื่อหนิงทนเห็นคุณนายเป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ไหว หล่อนเดินไปเปิดตู้ยาเพื่อเตรียมสมุนไพรสำหรับสูดดมและยาหอมเอาไว้เพื่อเจ้านาย
“หมอค!ะ หมอ อื้ออออ!!”แขนเรียวกระตุกอย่างแรง กู้เหม่ยอิงพยายามชักมือหนีจากคุณหมอเกา เธอไม่อาจอดกลั้นต่อความเจ็บปวดระดับนี้ได้อีกต่อไป นี่ไม่ใช่ว่ากระดูกเธอแตกละเอียดไปแล้วหรอกนะ
ด้วยความรู้ที่ร่ำเรียนมา เพียงไม่นานเกาหลิวไห่ก็สรุปอาการบาดเจ็บของคุณนายน้อยบ้านเสิ่นได้อย่างแม่นยำ
มือหนาผละออกในทันทีที่การรักษาเสร็จสิ้น ก่อนน้ำเสียงสุขุมจะเอ่ยรายงานอาการบาดเจ็บออกมา โดยใช้ภาษาที่คิดว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจง่ายที่สุด
“ขอโทษครับคุณนาย ผมตรวจดูแล้วกระดูกน่าจะหักนะครับ แต่ผมมีแค่เฝือกอ่อนเท่านั้น อย่างไรคงพอจะดามเอาไว้ก่อนได้ พรุ่งนี้คุณนายค่อยไปหาหมอที่โรงพยาบาลอีกครั้ง”เขาเป็นหมอประจำตระกูลก็จริง แต่อุปกรณ์ทำแผลเขามีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หน้าที่หลักมีเพียงดูแลคุณท่านที่ไม่ค่อยแข็งแรง การรักษาอาการบาดเจ็บภายนอกจึงไม่ได้มีอุปกรณ์ที่ครอบคลุมเท่าใดนัก
การวินิจฉัยของคุณหมอคนนี้ไม่ได้ห่างไกลจากการคาดเดาของเธอมากนัก กู้เหม่ยอิงเหลือบมองท่าทีของคุณหนูเสิ่นตัวน้อย ว่าหลังจากได้ยินว่ากระดูกเธอหักแล้วเด็กน้อยจะทำสีหน้าอย่างไร ทว่าเพียงเสี้ยวอึดใจก็หันมาตอบรับคุณหมอด้วยน้ำเสียงสุภาพไม่ต่างกัน
“เอาตามที่หมอเกาว่าเถอะค่ะ ถ้าจะให้ดีช่วยฉีดยาลดปวดให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ? กว่าจะถึงพรุ่งนี้เช้าฉันน่าจะทนไม่ไหวแน่”
“ได้ครับ”
เกาหลิวไห่ฉีดยาระงับอาการปวดให้คุณนายทันทีที่ได้รับอนุญาตให้แทงเข็มลงไป ไม่เพียงเท่านั้นยังเตรียมยาลดปวดชนิดทานเอาไว้ให้ด้วย เผื่อว่ายาที่ฉีดไปหมดฤทธิ์ก่อนรุ่งเช้าคนเจ็บจะได้ไม่รู้สึกเจ็บมากนัก
เสิ่นเลี่ยงลี่ยังคงเฝ้าอยู่บริเวณนั้นไม่ห่าง เธอเห็นสีหน้าเจ็บปวดของแม่เลี้ยงก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้น โดยเฉพาะตอนที่คุณอาเกาจับแขนเธอดามไว้กับเฝือกอ่อน เด็กหญิงไม่อาจคาดเดาได้ว่าความเจ็บนั้นมากมายขนาดไหน แต่ขนาดที่ผู้ใหญ่อย่างแม่เลี้ยงของเธอเสียน้ำตาได้ ก็คาดว่าคงเจ็บมากกว่าอะไรทั้งหมดบนโลกนี้แน่ ๆ
ความคิดไร้เดียงสาของเด็กหญิงนั้นคนเป็นแม่เลี้ยงไม่ได้รับรู้ หญิงสาวเพียงเดินไปส่งคุณหมอด้วยตนเอง ก่อนจะเดินกลับเข้าบ้านมาเห็นคุณหนูเสิ่นที่ยืนก้มหน้าอยู่ใกล้ ๆ กัน
เด็กคนนี้มีความรับผิดชอบดีแท้…แต่ก็ขาดความกล้าไปหน่อย คุณหนูเสิ่นคนนี้ยังเด็กนัก แม้ไม่มีแม่คอยเลี้ยงดูแต่ก็เติบโตมาอย่างดี ขัดเกลาอีกสักเล็กน้อยแน่นอนว่าจะต้องเติบโตไปเป็นหญิงสาวที่เพรียบพร้อมได้ไม่ยาก
กู้เหม่ยอิงไม่ได้พูดตอกย้ำเหตุการณ์ก่อนหน้า เธอรู้ดีว่าเพียงเท่านี้เด็กหญิงก็รู้สึกผิดจนไม่กล้าสู้หน้าเธอแล้ว ยิ่งในตอนที่คุณหมอดามเฝือก หญิงสาวแสร้งร้องเสียงดังเกินจริงไปมาก เพื่อรอดูว่าเด็กหญิงจะแสดงออกเช่นไร
ทว่าใบหน้าเล็กที่กำลังซีดลงเรื่อย ๆ จนแทบไร้สีเลือดของคุณหนูตัวน้อยก็ทำให้เธอไม่สามารถใจแข็งแกล้งเด็กคนนี้ต่อได้อีก
“คุณหนูเสิ่น…ไปทานข้าวกันก่อนเถอะค่ะ”หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราวกับก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะเดินนำเด็กหญิงไปยังโต๊ะอาหาร ที่ก่อนหน้านี้ให้แม่บ้านอุ่นไว้รอเรียบร้อยแล้ว
เสิ่นเลี่ยงลี่ตัวน้อยเพียงแค่ได้ยินน้ำเสียงของแม่เลี้ยงก็ราวกับใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย อย่างน้อยแม่เลี้ยงก็ไม่ได้ทำโทษเธอโดยการอดอาหาร
ฉะนั้นเด็กหญิงจึงมีสีหน้าที่ดีขึ้นจากเดิม สองเท้าเล็กก้าวตามหลังแม่เลี้ยงของเธอไปเงียบ ๆ โดยพยายามจะไม่ส่งเสียงดังรบกวนใจคนเจ็บ
แม่เลี้ยงและลูกเลี้ยงนั่งทานอาหารตรงหน้าเพียงเงียบ ๆ ไม่ได้มีการสนทนาใดเกิดขึ้น กู้เหม่ยอิ่งค่อนข้างลำบากเล็กน้อยที่เหลือแขนไว้ใช้งานเพียงข้างเดียว ขณะเดียวกันเมื่อเห็นเด็กหญิงที่นั่งตรงข้ามกัน คีบอาหารทานเองโดยไม่ต้องให้พี่เลี้ยงช่วย ทั้งท่าทางและมารยาทก็ดูเรียบร้อยราวกับได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีก็ยิ้มออกมา
มีระเบียบเรียบร้อยสมกับเป็นลูกสาวนายทหารจริง ๆ
“มีอะไรอยากพูดกับฉันไหม?”หญิงสาวถามเสียงนุ่มพอดีกับที่เด็กหญิงกำลังรวบเก็บตะเกียบในมือ เธอตั้งใจให้หนูน้อยทานให้อิ่มก่อนจึงเริ่มสั่งสอน
“คือ…หนูขอโทษค่ะ หนูไม่ได้ตั้งใจ”แม้แต่ตอนกล่าวขอโทษ เสิ่นเลี่ยงลี่ก็ยังไม่อาจเงยหน้าขึ้นมองแม่เลี้ยงได้เลย
กู้เหม่ยอิงเพียงยิ้มบางให้กับเด็กน้อยคนนี้ ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างใจเย็นเพื่อให้คนฟังค่อย ๆ ตกตะกอนความคิด “ไม่ได้ตั้งใจเหรอ? เธอพูดว่าไม่ได้ตั้งใจแล้วฉันต้องยกโทษให้เธออย่างนั้นเหรอ?”
คำพูดของแม่เลี้ยงแม้น้ำเสียงจะไม่ได้กราดเกรี้ยวหรือโมโหแต่ก็ทำให้เด็กหญิงอดรู้สึกชาวาบไปทั้งตัวไม่ได้
สิ่งที่แม่เลี้ยงพูดเด็กน้อยรู้ว่ามันคือความจริง แม้เธอจะกล่าวขอโทษด้วยความรู้สึกผิดจนหมดหัวใจ ทว่าอีกฝ่ายก็ไม่จำเป็นต้องยกโทษให้เธอเสมอไป คิดเช่นนั้นแล้วไหล่เล็ก ๆ ยิ่งตกลงจนน่าสงสาร
