บทที่ 16 ดูแลแม่เลี้ยงไม่ห่าง

“ครั้งหน้าหนูจะระมัดระวัง จะไม่ทำให้คนอื่นบาดเจ็บ”เด็กหญิงกล่าวเสียงสั่นเครือราวกับใกล้จะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ

“มองหน้าฉัน”เสียงของกู้เหม่ยอิงเข้มขึ้น แววตาที่มองลูกเลี้ยงนั้นฉายแววจริงจังอย่างเห็นได้ชัด ด้วยความเป็นครูเธอใจดีในบางครั้ง แน่นอนว่าเมื่อมีคนทำผิดการกล่าวเตือนหรือดุบ้างในบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

เสิ่นเลี่ยงลี่สะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงนุ่มของแม่เลี้ยงแปรเปลี่ยนเป็นเข้มขึ้น เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นสบตากับหญิงสาวฝั่งตรงข้ามในทันที 

ใบหน้าของแม่เลี้ยงไม่ได้อ่อนโยนเช่นเดิมอีกแล้ว ตอนนี้เด็กน้อยเห็นเพียงหญิงสาวที่มีใบหน้านิ่งเรียบและจ้องมองมาที่เธอด้วยแววตาเข้มดุ พลันขอบตาที่ร้อนผะผ่าวนี้ไม่แน่ว่าหากกระพริบตาอีกครั้งน้ำตาสายหนึ่งก็คงร่วงหล่นลงมาอาบแก้มกลมใส ริมฝีปากเล็กสีระเรื่อเริ่มเบะคว่ำ

และน้ำตาคลอหน่วยของคุณหนูตรงหน้าก็ทำให้กู้เหม่ยอิงเริ่มปรับโทนเสียงให้เรียบเรื่อยน่าฟังที่สุด แต่ก็ไม่ได้ใจดีจนเกินไป นี่เป็นการพบกันครั้งแรก ในฐานะแม่เลี้ยงเธอย่อมมีสิทธิในการสั่งสอนคุณหนูเสิ่น แต่หากดุมากจนเกินไปเธอเกรงว่าหนูน้อยจะกลัวเธอจนไม่กล้าเข้าใกล้อีกเลย

“ครั้งนี้เพราะฉันกอดคุณหนูเอาไว้เลยเป็นฉันที่บาดเจ็บ แต่หากครั้งหน้าคุณหนูวิ่งไม่ระวังจนไปชนกับของที่มีน้ำหนัก หรืออาจจะวิ่งตกบันได คุณหนูคิดเอาไว้บ้างไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป”

กู้เหม่ยอิงหยุดพูดเพียงเท่านี้ เธอตั้งใจเว้นช่วงให้เด็กน้อยได้คิดตามในสิ่งที่เธอกำลังพูด

“…”คุณหนูเสิ่นได้แต่นิ่งฟังอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง เมื่อคิดตามที่แม่เลี้ยงพูดทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้นเมื่อเธอไม่ระมัดระวัง เห็นได้ชัดจากเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้

“คุณหนูควรเดินให้ช้าลงและระมัดระวังอยู่ตลอด เพราะครั้งหน้าอาจไม่โชคดีแบบนี้ ไม่ใช่เพียงคุณหนูที่บาดเจ็บ แต่อาจจะเป็นพี่ถิงถิงที่โดนผู้พันเสิ่นตำหนิ ร้ายหน่อยก็อาจจะถูกหักเงินเดือน ร้ายกว่านั้นก็คือไล่ออก ที่ฉันอธิบายไปคุณหนูเข้าใจหรือไม่”หญิงสาวเพียงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นของเด็กหญิง

“เข้าใจค่ะ อึก!”เสิ่นเลี่ยงลี่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าการที่เธอบาดเจ็บจะกระทบต่อคนรอบตัวมากขนาดนี้

เด็กหญิงตอบออกไปด้วยน้ำตาไหลอาบแก้ม นั่นจึงทำให้จิตวิญญาณของคุณครูจอมดุค่อย ๆ เบาบางลงไป คงเหลือไว้เพียงหญิงสาวขี้สงสารคนหนึ่งเท่านั้น กู้เหม่ยอิงส่ายหน้าเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าคุณหนูเสิ่นคงเข็ดหลาบกับเรื่องนี้แล้ว 

“อยากกอดกันหน่อยหรือไม่?”

น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนเรียกความสนใจจากเด็กหญิงได้ไม่ยาก ทว่าเสียงสะอึกสะอื้นนั้นยังไม่เบาลง มือเล็กป้อมพยายามปาดน้ำตาที่อาบแก้มออก ก่อนจะเงยหน้ามองแม่เลี้ยงอย่างไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน

“หนูทำได้เหรอคะ?”นัยน์ตาไร้เดียงสาคล้ายกับมีประกายบางอย่างวาววับขึ้นมา ราวกับข้อเสนอของแม่เลี้ยงนั้นเป็นสิ่งที่เสิ่นเลี่ยงลี่ต้องการมาตลอด

คล้ายกับเธอเองก็จำไม่ค่อยได้แล้วว่าคุณพ่อกอดเธอครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เท่าที่จำได้การทานข้าวพร้อมคุณพ่อครั้งล่าสุดคงเป็นเมื่อสองเดือนก่อน ส่วนผู้เป็นแม่เด็กหญิงจำไม่ได้แม้แต่หน้าตาเลยก็ว่าได้ แม้จะเกิดมาเป็นคุณหนูที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ลึก ๆ แล้วเธอยังคงเป็นเด็กผู้หญิงอายุสี่ขวบครึ่งที่ยังต้องการอ้อมกอดที่อบอุ่นจากพ่อและแม่เช่นกัน

เมื่อกู้เหม่ยอิงพยักหน้าด้วยรอยยิ้มแล้วอ้าแขนข้างหนึ่งออกกว้าง ไม่รอช้าร่างเล็กจ้อยของคุณหนูตัวน้อยก็โถมเข้ากอดอย่างไม่แรงนัก เพราะเกรงว่าจะทำให้แม่เลี้ยงบาดเจ็บอีก ก่อนจะซุกหน้าลงบนอกนุ่มแล้วร้องไห้ออกมาอย่างหนัก

หญิงสาวโอบลูกเลี้ยงเอาไว้ในอ้อมกอด เด็กหญิงสะอื้นไห้จนตัวโยน กู้เหม่ยอิงจึงลูบแผ่นหลังเล็กในอ้อมกอดไว้เพียงเงียบ ๆ รอให้เธอสงบลงด้วยตนเอง

สาวใช้ทั้งสองได้แต่มองการของเจ้านายเงียบ ๆ เท่านั้น ทว่าในความเงียบงันทั้งคู่ต่างแลกเปลี่ยนความคิดกันทางสายตาไปมา และแน่นอนว่าหัวข้อนั้นคงไม่พ้นเรื่องคุณนายคนใหม่ของบ้านเสิ่น

หลังปรับความเข้าใจกันเรียบร้อย กู้เหม่ยอิงพาตัวเองขึ้นห้องนอนเพื่ออาบน้ำเตรียมตัวเข้านอน โดยมีแม่บ้านคอยช่วยเหลือไม่ห่าง 

แม้กระทั่งตอนเปลื้องผ้าอาบน้ำ เหวินจื่อหนิงยังไม่ยอมให้เธออยู่ตามลำพัง ฉะนั้นแล้วคุณนายเสิ่นจำต้องอาบน้ำทั้งที่มีอีกคนยืนหันหลังให้อยู่ไม่ห่าง สาวใช้จื่อหนิงคนนี้ทำราวกับเป็นสาวใช้ประจำตัวของเธอไปเสียแล้ว

ความสะดวกสบายที่ได้รับในฐานะคุณนายเสิ่นเธอคิดว่ามันก็ดีอยู่หรอก แต่บางที่พื้นที่ส่วนตัวก็เป็นสิ่งที่กู้เหม่ยอิงต้องการเช่นกัน

ทว่านั่นยังไม่น่าแปลกใจเท่าตอนที่เดินออกมาจากห้องน้ำแล้วพบกับเด็กหญิงตัวน้อยที่ยืนยิ้มแฉ่งกอดตุ๊กตาหมีสีชมพูอยู่บริเวณเตียงนอนของเธอ

คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ เธอมั่นใจว่าเรื่องราวทั้งหมดคลี่คลายลงแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมจึงได้เห็นร่างเล็กป้อมของคุณหนูเสิ่นอยู่ในห้องนอนของเธอได้กัน “มีอะไรอย่างนั้นเหรอ?”

“คืนนี้หนูขอมานอนด้วยได้ไหมคะ? คุณแขนเจ็บน่าจะลำบาก”เสียงเล็กใสกล่าวตอบอย่างตรงไปตรงมา ความรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองทำนั้นผู้เป็นพ่อมักจะสอนเธออยู่ตลอด ในเมื่อเป็นคนทำให้แม่เลี้ยงต้องแขนหัก เสิ่นเลี่ยงลี่ย่อมต้องคอยดูแลแม่เลี้ยงเป็นอย่างดี

กู้เหม่ยอิงได้ยินก็ยิ้มมุมปากในความน่ารักรู้ความของเด็กคนนี้ แต่เธอยังไม่พร้อมจะดูแลเด็กเล็กในยามค่ำคืนทั้งที่ตนเองเจ็บแขนอยู่อย่างนี้ หญิงสาวเพียงปฎิเสธเด็กหญิงออกไปอย่างนุ่มนวลเพื่อไม่ให้คุณหนูเสิ่นเสียน้ำใจ

 “ไม่จำเป็นหรอก คุณหนูเสิ่นกลับไปนอนที่ห้องตนเองจะดีกว่า”

“หนูนอนตรงนั้นได้ค่ะ ไม่รบกวนคุณแน่นอน” เสิ่นเลี่ยงลี่แม้จะมีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย แต่ความพยายามของเธอมีไม่น้อยเลย เธอเป็นบุตรสาวของนายทหาร ความลำบากเพียงเล็กน้อยจะนับเป็นอะไรได้กัน

“จะนอนก็ขึ้นมานอนบนเตียงดี ๆ พี่จื่อหนิงฉันรบกวนปิดไฟให้ด้วยนะคะ”

“ได้ค่ะคุณนาย บ่าวนอนหน้าห้อง อย่างไรก็เรียกใช้ได้ตลอดนะคะ”

กู้เหม่ยอิงได้ยินเช่นนั้นก็กลอกตามองด้านบน พลันคิดในใจว่าความดื้อรั้นนี้พอกันทั้งสาวใช้ทั้งคุณหนูเสิ่นจริง ๆ ความเป็นส่วนตัวของเธอคงไม่จำเป็นอีกแล้วในบ้านหลังนี้ หญิงสาวถอนหายใจออกมาแผ่วเบา

“อย่างนั้นเอาผ้ามาปูนอนด้านในเถอะค่ะ นอนด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ”เธอเข้าใจความเป็นห่วงใยของสาวใช้ดี แต่ก็ยังไม่ชินกับการที่ถูกปรนนิบัติพัดวีเช่นนี้เลย ตลอดทั้งสองชีวิตเธอมักปฎิบัติกับผู้อื่นโดยยึดหลักอาวุโสมาตลอด การเป็นคุณนายและมีสาวใช้คอยทำนั่นนี่ให้จึงเป็นเรื่องที่ไม่คุ้นชินนัก

“รับทราบค่ะคุณนาย”เหวินจื่อหนิงรับคำหนักแน่น จากนั้นจึงเดินออกไปหยิบที่นอนของตนเองที่เตรียมไว้หน้าห้องนอนเข้ามาปูข้างเตียงเจ้านาย

กู้เหม่ยอิงหันมาสบตาเด็กหญิงที่ยืนยิ้มอวดฟันขาวอยู่ข้างเตียงนอน ห้องนี้มีพื้นที่กว้างมากพอสำหรับทั้งสามคนนอนอย่างไม่แออัด เธอจึงไม่มีปัญหาหากจะมีเพื่อนรวมห้อง แต่เพียงแค่ไม่คุ้นชินเท่านั้นเอง

“ขึ้นมาสิ”

เด็กหญิงในชุดนอนสีชมพูอ่อนพยักหน้ารับราวกับรอคำนี้อยู่นานแล้วก่อนจะปีนขึ้นเตียงนอนอีกฝั่งอย่างรวดเร็ว มือเล็กพลันตบลงบนหมอนอีกใบสองสามครั้งเพื่อเรียกให้แม่เลี้ยงนอนลง

กู้เหม่ยอิงเพียงยิ้มอ่อนเมื่อได้สบเข้ากับดวงตากลมใสแจ๋วของเด็กหญิงก่อนจะขึ้นไปนั่งบนที่นอนด้วยการช่วยเหลือจากสาวใช้ หญิงสาวคิดว่าระหว่างเธอและลูกเลี้ยงน่าจะลืมขั้นตอนสำคัญไป

“แนะนำตัวกันก่อนดีหรือไม่?”

คุณหนูเสิ่นได้ยินเช่นนั้นก็ราวกับนึกขึ้นมาได้ มือน้อยยกขึ้นปิดปากพลางทำตาโตมองดูแล้วน่ารักจนทำให้คนมองอดยิ้มเอ็นดูไม่ได้

“โอ๊ะ! หนูเกือบลืมไปเลย”

กู้เหม่ยอิงเริ่มแนะนำตัวเองก่อนด้วยท่าทางใจดี “ฉันแซ่กู้ นามว่าเหม่ยอิง แต่งเข้ามาเป็นภรรยาของผู้พันเสิ่น พ่อของคุณหนู”

เด็กหญิงตัวน้อยพยักหน้ารับฟัง สมองน้อย ๆ พยายามจดจำในสิ่งที่แม่เลี้ยงพูดเอาไว้เป็นอย่างดี “หนูชื่อเสิ่นเลี่ยงลี่ค่ะ แล้วหนูต้องเรียกคุณว่า…”

“ถ้าไม่อยากเรียกแม่ ก็เรียกคุณน้าก็ได้จ๊ะ”เป็นกู้เหม่ยอิงที่ตอบออกไปด้วยน้ำเสียงเบาสบาย เธอไม่ได้คิดมากกับคำเรียกขานเหล่านี้อยู่แล้ว

แต่กลับเป็นคนฟังอย่างเหวินจื่อหนิงที่เอ่ยแย้งเจ้านายขึ้นมาในทันทีที่ได้ฟังการสนทนา “ได้อย่างไรคะคุณนาย”

มือเรียวขาวยกขึ้นเป็นเชิงห้ามสาวใช้ที่นั่งอยู่ข้างเตียงไม่ให้พูดต่อ เธอเข้าใจความคิดของคนยุคนี้ดี และแน่นอนว่าสิ่งที่จื่อหนิงคิดก็ไม่ผิด เพียงแต่เธอไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ 

“หากคุณหนูอยากเรียกแบบนั้นทำไมจะไม่ได้ จริงไหม?”ประโยคแรกกล่าวกับสาวใช้ ก่อนจะหันมาถามความเห็นจากเด็กหญิงด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

การที่เด็กคนหนึ่งจะเรียกเธอว่าแม่นั้น กู้เหม่ยอิงอยากให้เด็กน้อยเต็มใจเรียกขานคำนั้นจากใจจริง จากความรู้สึกแท้จริงของคุณหนูเสิ่นไม่ใช่เพราะว่า 

‘ต้องเรียก’ หรือ ‘ถูกบังคับ’

บทก่อนหน้า
บทถัดไป