บทที่ 17 นอนเฝ้าแม่เลี้ยง
เมื่อเห็นว่าเด็กหญิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย กู้เหม่ยอิงจึงดึงผ้าที่ผูกผมเอาไว้ออก ปล่อยผมยาวสลวยให้ทิ้งตัวลงไปกับแผ่นหลัง การกระทำที่เป็นไปอย่างธรรมชาตินั้นทำให้หญิงสาวดูงดงามจนเด็กหญิงตัวน้อยเผลอมองเธอด้วยดวงตาเป็นประกาย
“เป็นเด็กนอนดึก…ระวังจะตัวไม่สูงนะ”
คำพูดของแม่เลี้ยงนั้นทำให้เด็กหญิงรีบล้มตัวลงนอนบ้างด้วยกลัวว่าตัวเองจะสูงเท่านี้ไปตลอด เธอยังอยากสูงกว่านี้ และอยากโตไปมีใบหน้างดงามเหมือนแม่เลี้ยงอีกด้วย
ความคิดของเด็กหญิงเลี่ยงลี่แน่นอนว่ากู้เหม่ยอิงไม่ได้รับรู้ ความอ่อนล้าที่สะสมมาตลอดวันทำให้หญิงสาวหลับไหลแทบจะทันทีที่ศีรษะสัมผัสหมอน
พรุ่งนี้หลังจากไปโรงพยาบาลแล้วเห็นทีว่าคงต้องเริ่มวางแผนชีวิตต่อจากนี้เสียก่อน นี่ขนาดเจอเพียงลูกสาวยังเจ็บตั้งแต่วันแรก หากคนพ่อมาเธอไม่อยากจะคิดว่าชีวิตนี้ของเธอจะวุ่นวายขนาดไหน
ที่นอนนุ่มและกลิ่นหอมจาง ๆ ทำให้หญิงสาวสบายตัวและหลับลึก โดยไม่ได้สนใจอีกสองคนที่นอนร่วมห้องด้วยซ้ำ
คุณหนูเสิ่นนอนตะแคงมองสำรวจแม่เลี้ยงในความมืด แต่เพราะเล่นสนุกจนเหน็ดเหนื่อย และร้องไห้มาเป็นเวลานาน ไม่นานเด็กหญิงก็หลับตามแม่เลี้ยงไป
จนเวลาเกือบตีห้าคล้ายกับว่ายาลดปวดที่ได้รับมาก่อนหน้านี้จะหมดฤทธิ์ความเจ็บปวดบริเวณข้อมือก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นจนกู้เหม่ยอิงต้องตื่นขึ้นมา ใบหน้างามในความมืดนั้นช่างทรมานและเจ็บปวดไม่น้อย หญิงสาวค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้นเพื่อไปกินยาที่คุณหมอจัดไว้ให้
เพื่อไม่ให้รบกวนอีกสองคนที่กำลังนอนหลับอย่างมีความสุข กู้เหม่ยอิงใช้แขนเพียงข้างเดียวในการพยุงตัวให้ลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง เธอกัดฟันข่มความเจ็บปวดเอาไว้ พยายามไม่ส่งเสียงร้องออกมา
ราวกับคุณหนูเสิ่นนั้นรอคอยเวลาที่จะได้ดูแลแม่เลี้ยงอยู่ก่อนแล้ว เด็กหญิงตื่นขึ้นมางัวเงียเล็กน้อยเมื่อได้ยินการเคลื่อนไหวบนเตียงนอน ทว่าเมื่อนึกถึงสิ่งที่ตนเองได้ตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่ช่วงก่อนนอนก็ดีดตัวลุกขึ้น เดินไปหยิบยาที่วางอยู่ตรงโต๊ะไม่ไกลจากเตียงนอนนักและน้ำหนึ่งแก้วมาให้แม่เลี้ยงอย่างคล่องแคล่ว
“ขอบคุณ”เสียงแผ่วเบากล่าวท่ามลางความมืดสลัว เธอรับยามากินแล้วดื่มน้ำตามจนหมดแก้ว พอจะล้มตัวลงนอนก็เห็นว่าลูกเลี้ยงเข้ามาช่วยประคองแขนอีกฝั่งเอาไว้ให้เธอค่อย ๆ นอนลงได้โดยไม่กระทบกระเทือนข้อมือที่กำลังบาดเจ็บ
คุณหนูเสิ่นแม้จะเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กจิ๋วที่อาจจะไม่ได้ช่วยเหลือเธอได้มากนักในสายตาของแม่เลี้ยง แต่ความตั้งใจจริงของเด็กคนนี้นั้นทำให้กู้เหม่ยอิงรู้สึกเอ็นดูเธอไม่น้อย
กู้เหม่ยอิงไม่ได้หลับในทันที เธอรอให้ลูกเลี้ยงขึ้นมานอนที่เดิมเสียก่อนจึงหลับตาลง ด้านเด็กหญิงที่เห็นว่าแม่เลี้ยงหลับต่อแล้ว ด้วยความง่วงงุนจึงหลับตามไปในเวลาต่อมาจนกระทั่งเช้า
ยามเช้ากู้เหม่ยอิงตื่นขึ้นมาก็พบเด็กหญิงในชุดนอนสีชมพูนั่งกอดตุ๊กตายิ้มกว้างรอเธออยู่ก่อนแล้ว
“หนูช่วยค่ะ”คุณหนูเสิ่นเองก็พึ่งตื่นก่อนแม่เลี้ยงไม่นานนัก
เด็กน้อยไม่ได้ลุกจากที่นอนในทันที เพียงแค่นั่งรอเงียบ ๆ จนกระทั่งแม่เลี้ยงตื่นเพื่อหวังว่าจะช่วยพยุงแม่เลี้ยงให้ลุกขึ้น
เด็กหญิงทำทุกอย่างด้วยความเต็มใจ ระหว่างที่พยุงแขนข้างหนึ่งของแม่เลี้ยงเสิ่นเลี่ยงลี่ไม่ลืมลอบสำรวจสีหน้าของแม่เลี้ยงไปพลาง
และนำมาสรุปในใจเพียงคนเดียวว่า…แม่เลี้ยงของเธอสวยมากจริง ๆ
ภายหลังเธอจะต้องเชื่อฟังแม่เลี้ยงให้มาก โตไปจะได้งดงามเช่นแม่เลี้ยง ความคิดในหัวของเด็กหญิงหากคนเป็นแม่เลี้ยงได้รับรู้ก็คงทำหน้าหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกอย่างแน่นอน
เกือบเจ็ดโมงเช้าคุณนายเสิ่นนั่งอยู่หน้ากระจกโดยมีสาวใช้คอยประคอง ก่อนเธอจะบอกให้จื่อหนิงทำอาหารเช้าตามหน้าที่ เพราะตนเองสามารถทำเองได้ทุกอย่างเพียงแค่ไม่ถนัดเท่านั้น สาวใช้แม้จะห่วงเจ้านายอยู่มาก แต่ทว่าหน้าที่ในการทำอาหารก็ต้องรับผิดชอบให้ดี เช่นนั้นแล้วจึงเดินออกไปจากห้องในทันที
ส่วนคุณหนูเสิ่นนั้นพี่เลี้ยงมารับไปล้างหน้าล้างตาได้สักพักแล้ว แม้จะดูไม่ค่อยเต็มใจนัก ทว่าเพียงแม่เลี้ยงพูดไม่กี่คำก็ยอมเชื่อฟังและทำตามอย่างง่ายดาย จนพี่เลี้ยงอย่างถิงถิงเองยังอดงุนงงไม่ได้ ฉะนั้นภายในห้องนอนตอนนี้จึงเหลือเพียงคุณนายเสิ่นที่กำลังนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่บริเวณหน้ากระจก
หลังจากรับมื้อเช้าจากที่คิดว่าจะต้องไปหาสามล้อเพื่อไปโรงพยาบาลด้วยตนเอง กลับพบว่ามีรถยนต์คันหนึ่งมาจอดรอรับเพื่อพาเธอไป จากการสอบถามจื่อหนิงจึงได้คำตอบว่านี่เป็นความเมตตาจากบ้านใหญ่
“แล้วฉันยังไม่ได้ยกน้ำชาให้พ่อแม่สามี แบบนี้จะไม่เป็นอะไรเหรอคะ?”ก็เป็นเรื่องที่ต้องเก็บมาคิดไม่ใช่เหรอ…
เธอเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้โดยไม่แม้แต่จะยกน้ำชาให้แม่สามีด้วยซ้ำ ไม่ทันไรก็ไปขอให้หมอประจำตระกูลมารักษา เช้ามากลับมีรถมารอรับเพื่อพาเธอไม่รักษาต่อที่โรงพยาบาล คนที่ไม่เคยเจอหน้ากัน แต่กลับเมตตาให้ใช้รถที่เป็นของราคาแพงมากในยุคนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกแปลก
“ผู้พันเสิ่นสั่งไว้ว่าหากกลับมาจะพาคุณไปด้วยตนเองค่ะ คุณนายอย่าได้กังวลอีกเลย”หล่อนเข้าใจความกังวลของคุณนายดี ทว่าหล่อนอยู่ที่นี่มานานพอจะมองออกว่าอะไรเป็นอะไร ฉะนั้นแล้วเรื่องนี้ไม่ได้น่ากังวลเลยสักนิด
กู้เหม่ยอิงแปลกใจอยู่บ้าง แต่เธอรู้สึกเจ็บระบมที่ข้อมือมากเกินกว่าจะพูดคุยให้ยืดยาว หญิงสาวเพียงนั่งรถไปพร้อมกับจื่อหนิง ปล่อยให้ลูกเลี้ยงอยู่กับถิงถิงที่บ้านตามลำพัง ในตอนที่จะออกจากบ้านคุณหนูเสิ่นร้องจะตามไปท่าเดียว แต่อดีตครูปฐมวัยก็พูดคุยกับเธออย่างตรงไปตรงมา อาจมีการใช้คำพูดหว่านล้อมปะปนไปด้วยเล็กน้อย เพียงไม่นานเด็กหญิงก็ยินยอมในที่สุด
นั่นจึงทำให้กู้เหม่ยอิงยิ่งเอ็นดูเด็กหญิงมากขึ้นไปอีก ก่อนขึ้นรถไม่ลืมบอกกับลูกเลี้ยงว่าจะซื้อของอร่อยไปฝาก เพียงเท่านั้นเสิ่นเลี่ยงลี่ก็ส่งเธอขึ้นรถด้วยรอยยิ้มพร้อมกับโบกมือลาด้วยท่าทีเริงร่า
โรงพยาบาลสมัยนี้ไม่ได้สะดวกสบายอย่างเช่นในยุคที่เธอจากมา ทุกขั้นตอนล้วนต้องรอไปตามลำดับซึ่งใช้เวลานานพอสมควร
“คุณกู้เหม่ยอิง เชิญค่ะ”พยาบาลสาวกล่าวกับคนไข้อายุน้อยที่สุดของวันนี้ด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ข้อมือของคุณน่าจะต้องใส่เฝือกราวหนึ่งเดือนนะครับ ระหว่างนี้ก็งดใช้งานแขนข้างนี้ไปก่อน การเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันควรจะต้องระวังมากขึ้น”
คำพูดของคุณหมอนั้นทำให้หญิงสาวมีสีหน้าเจื่อนลงในทันที เธอไม่คิดว่าการที่กระดูกคนเราหักมันจะต้องใส่เฝือกอันใหญ่เทอะทะนี่นานถึงหนึ่งเดือนเต็ม
แค่คิดว่าจะต้องใช้ชีวิตอย่างไรกับแขนข้างเดียว กู้เหม่ยอิงก็ทำหน้าเบื่อหน่ายออกมาในที่สุด
“คุณนายรอตรงนี้ก่อนนะคะ บ่าวไปรับยาให้”
“อืม”หญิงสาวตอบรับในลำคอเพียงสั้น ๆ คล้ายกับวิญญาณของเธอได้ออกจากร่างไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เธอยังมีอีกหลายอย่างที่อยากจะทำเมื่อแต่งเข้ามาอยู่ที่บ้านเสิ่น ทว่าแขนที่เหลือไว้ใช้งานเพียงแค่ข้างเดียวแบบนี้แล้วเธอจะทำอะไรได้อีก
ก่อนกลับบ้านกู้เหม่ยอิงไม่ลืมรักษาสัญญาที่ให้ไว้ก่อนที่จะออกจากบ้านมา เธอเดินตรงไปยังร้านขนมที่อยู่ไม่ไกลจากทางเข้าโรงพยาบาลนัก ด้านหน้าร้านตกแต่งด้วยสีขาวแดงทำให้ดึงดูดสายตา
เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็รู้สึกได้ถึงความทันสมัย ภายในร้านมีขนมให้เลือกไม่มาก แต่ที่เห็นจะน่ากินหน่อยคงเป็นเค้กกล้วยหอมที่ไม่คิดว่าจะได้เจอในยุคนี้ แม้หน้าตาจะแปลก ๆ ไปสักหน่อย ทว่ากลิ่นหอมของมันก็ทำให้หญิงสาวสั่งมันกลับบ้านถึงหกชิ้นด้วยกัน
“พอรู้หรือเปล่าว่าผู้พันเสิ่นจะกลับมาเมื่อไหร่?”
“หากไม่มีอะไรผิดพลาด ผู้พันสั่งไว้ว่าอีกเกือบ ๆ สองเดือนจะกลับมาค่ะ”คำสั่งนี้จื่อหนิงไม่ได้รับมาโดยตรง แต่เป็นคุณหมอเกาที่บอกกับเธออีกที หลังจากที่รักษาคุณนายเสร็จเรียบร้อยเมื่อคืนนี้
กู้เหม่ยอิงเพียงหลับตานิ่งกับสิ่งที่ได้ยิน ขณะที่รถเคลื่อนตัวไปเรื่อย ๆ หญิงสาวได้แต่คิดสรุปเพียงในใจว่า
‘ระหว่างนี้หนึ่งเดือนเต็มจะถือเสียว่าพักผ่อนก็แล้วกัน อย่างไรแขนข้างหนึ่งที่บาดเจ็บก็ต้องดูแลอย่างใส่ใจ หลังจากแขนหายดีแล้วค่อยว่ากันใหม่…’
