บทที่ 18 ความสัมพันธ์ดีวันดีคืน

ขนมเค้กหน้าตาแปลกใหม่ทำให้คุณหนูเสิ่นยิ้มกว้างจนตาหยี แม้สีสันของมันจะไม่ได้สดใสน่าทานนัก แต่กลิ่นหอมหวานที่ฟุ้งออกมาจากกล่องก็เรียกน้ำย่อยในกระเพาะได้ไม่ยากเลย เด็กหญิงกล่าวขอบคุณแม่เลี้ยงของเธออยู่หลายครั้ง มือเล็กค่อย ๆ หยิบขนมในกล่องขึ้นมาใส่ปาก

ทุกอากัปกิริยาของคุณหนูเสิ่นที่เป็นไปอย่างมีมารยาทนั้นน่าทึ่งสำหรับกู้เหม่ยอิงเป็นอย่างมาก นับว่าพี่เลี้ยงถิงถิงสอนเธอมาได้ดีจริง ๆ

แก้มกลมป่องเคลื่อนขยับขณะเคี้ยวราวกับกระรอกตัวน้อย พร้อมกันกับริมฝีปากบางที่ขยับตามไปด้วย ร่างเล็กป้อมของเด็กหญิงวัยสี่ขวบนั่งทานขนมอย่างอารมณ์ดี ราวกับถูกใจกับรสชาติหวานหอมของขนมเป็นอย่างมาก 

กู้เหม่ยอิงเริ่มเห็นลางไม่ดีที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้เสียแล้ว

“ควรแบ่งทานสองครั้ง ไม่อย่างนั้นฟันจะผุ”คนเป็นแม่เลี้ยงทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะขึ้นไปพักผ่อนบนห้องนอนโดยไม่ได้หันกลับมาสนใจลูกเลี้ยงที่ทำหน้าสงสัยในคำพูดนั้นของเธอ

เสิ่นเลี่ยงลี่อายุเพียงสี่ขวบแน่นอนว่าเธอไม่เข้าใจคำว่า ‘ฟันผุ’ แต่เมื่อได้รับคำอธิบายจากพี่เลี้ยงก็ทำให้เด็กหญิงใบหน้าเหยเกทันที

เธอไม่อยากมีฟันสีดำปี๋หรือหากฟันซี่หน้าเธอหลุดออกไปจนทำให้ดูน่าเกลียด คุณพ่อมักจะบอกว่ารอยยิ้มของเธอน่ารัก หากไม่มีฟันแล้วเธอจะยิ้มอย่างมั่นใจต่อไปได้อย่างไร

แต่ทว่าเค้กที่แม่เลี้ยงซื้อมากฝากมันอร่อยเกินไป เด็กหญิงจึงตัดใจทานมันไปเพียงสามชิ้นแล้วเก็บเอาไว้กินมื้ออื่นอย่างที่แม่เลี้ยงบอกไว้

ตกเย็นหลังมื้ออาหารเสิ่นเลี่ยงลี่ใช้เวลาในการอาบน้ำและเปลี่ยนเป็นชุดนอนอย่างเร่งรีบ เพื่อจะได้เข้าไปช่วยเหลือแม่เลี้ยงที่อยู่อีกห้องให้ได้ทันเวลา แม่เลี้ยงของเธอใจดีมากแม้จะไม่ค่อยพูดสักเท่าไหร่ เด็กหญิงจึงชอบวนเวียนอยู่ใกล้ตัวเธอเสมอเมื่อมีโอกาส

“จะทำอย่างนี้จนฉันหายดีเลยเหรอ?”กู้เหม่ยอิงถามคนที่นั่งตาแป๋วอยู่บนเตียงนอนทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ก็อยากจะหยอกเย้าหนูน้อยอีกสักหน่อย

“หนูต้องรับผิดชอบคุณนี่คะ”

กู้เหม่ยอิงเห็นแก้มกลมป่องขยับไปมายามพูดด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วก็อดยิ้มออกมาอย่างเอ็นดูไม่ได้

“ถ้าฉันบอกว่าไม่ต้องรับผิดชอบ คุณหนูจะยอมกลับไปอย่างนั้นหรือ?”

และแน่นอนว่าเด็กหญิงส่ายหน้าไปมาในทันที นั่นเป็นสิ่งที่กู้เหม่ยอิงคิดไว้อยู่แล้ว หญิงสาวไม่ได้ขับไล่ลูกเลี้ยงให้กลับห้องแต่อย่างใด เธอเพียงขึ้นไปนั่งบนเตียงนอน ให้จื่อหนิงนำหมอนมารองด้านหลังเพื่อจะได้เอนกายได้สะดวก ก่อนจะถามความเห็นจากเพื่อนร่วมห้องตัวน้อย

“อย่างนั้นฉันมีนิทานหลายเรื่องเลยล่ะ อยากฟังหรือไม่?”

เสิ่นเลี่ยงลี่ได้ยินเช่นนั้นถึงขั้นตาลุกวาว เธอตอบรับข้อเสนอนั้นด้วยท่าทางกระตือรือร้น “อยากค่ะ”

แม้จะไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่แม่เลี้ยงพูดเท่าไหร่นัก แต่ก็คาดหวังว่ามันต้องเป็นสิ่งที่ดีและสนุกมากแน่ ๆ

กู้เหม่ยอิงจึงให้เด็กหญิงนอนประจำที่ของตนเอง ก่อนจะเริ่มเล่านิทานก่อนนอนสำหรับเด็กที่จำมาจากชีวิตก่อน 

ดวงตาคู่สวยเหลือบมองท่าทีของลูกเลี้ยงเป็นระยะ เสียงหวานใสปรับเปลี่ยนไปตามบทบาทและอารมณ์ของตัวละครนั้น ๆ ทำให้คนฟังอย่างคุณหนูเสิ่นรู้สึกตื่นเต้นและมีอารมณ์ร่วมไปด้วยในทุกประโยค เพียงไม่นานก็เห็นว่าเด็กหญิงข้างกายหลับสนิทไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

ทว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เด็กหญิงให้แขนขาเล็กนั้นมากอดเกี่ยวแขนเธอเอาไว้จนแน่นหนาเช่นนี้

“ให้บ่าวแกะคุณหนูออกไหมคะ คุณนายจะได้นอนสบายขึ้น”จื่อหนิงอาสาช่วยเหลือในทันที

ทว่าคนเป็นนายกับส่ายหน้าไปมาทำให้มือของสาวใช้ที่กำลังจะสัมผัสลงบนแขนเล็กของคุณหนูเสิ่นเป็นอันต้องหยุดชะงัก

“ไม่เป็นไร ช่วยพยุงฉันนอนลงก็พอค่ะ”กู้เหม่ยอิงตอบอย่างไม่ถือสา มุมปากปรากฏรอยยิ้มเล็ก ๆ เธอรู้สึกราวกับกำลังเอ็นดูคุณหนูเสิ่นคนนี้มากขึ้นทุกวัน

และยังเป็นเช่นเดิมกู้เหม่ยอิงยังคงรู้สึกปวดแขนอยู่บ้างเป็นครั้งคราว แต่ที่เห็นจะปวดมากหน่อยก็คงเป็นตอนเช้ามืดที่รู้สึกปวดจนทนไม่ไหว จำต้องตื่นขึ้นมาเพื่อทานยาระงับปวด เสิ่นเลี่ยงลี่ยังคงเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นมานำยาแก้ปวดให้แม่เลี้ยงทานอย่างคล่องแคล่วเช่นเดิม

ชีวิตเรียบง่ายแสนสบายในบ้านของสามีในนามผ่านไปอย่างรวดเร็ว หญิงสาวปรับตัวเข้ากับชีวิตหลังแต่งงานได้อย่างดี ไม่ทันไรกู้เหม่ยอิงก็คุ้นชินกับการมีสาวใช้คอยทำนั่นนี่ให้ ลูกเลี้ยงตัวจิ๋วคอยล้อมหน้าล้อมหลังอาสาทำหลายสิ่งหลายอย่างให้และเข้านอนพร้อมกันในทุกค่ำคืนไปเสียแล้ว

นับว่าชีวิตหลังแต่งงานของเธอไม่ได้เลวร้ายนัก แต่หากสามีกลับมาก็คงเป็นอีกเรื่อง…

“คุณยังเจ็บแขนอยู่ไหมคะ?”เสิ่นเลี่ยงลี่ถามแม่เลี้ยงขึ้นในเช้าวันหนึ่งขณะรับมื้อเช้าด้วยกัน เด็กหญิงรู้สึกว่าสองสามวันนี้แม่เลี้ยงไม่ได้ตื่นขึ้นมากินยาระงับปวดอีกแล้ว

“ไม่แล้วจ๊ะ เพราะคุณหนูดูแลฉันเป็นอย่างดี ขอบคุณนะเด็กดี”

การอยู่กับเด็กเล็กไม่เพียงแต่ต้องดุเมื่อยามทำผิด แต่การชื่นชมเมื่อเด็กทำในสิ่งที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน อีกอย่างคุณหนูเสิ่นดูแลเธอดีมากจริง ๆ แม้ตัวจะเล็กเพียงนี้ แต่ก็พยายามและมีความรับผิดชอบไม่น้อย แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เธอกล่าวชื่นชมอีกฝ่ายได้อย่างไรกัน

เด็กหญิงเมื่อถูกกล่าวชมก็ยิ้มกว้างอวดฟันขาวแทบทุกซี่ที่มี คำชมที่ออกมาจากปากแม่เลี้ยงนั้นทำเอาหัวใจของเสิ่นเลี่ยงลี่รู้สึกพองฟูเต็มไปด้วยความสุขตลอดทั้งวันเลยก็ว่าได้

เพียงชั่วพริบตาก็ถึงวันที่ต้องไปถอดเฝือกเสียแล้ว เช้าวันนี้หญิงสาวตื่นขึ้นมาพร้อมกับลูกเลี้ยงเช่นทุกวัน เด็กหญิงมักจะช่วยพยุงเธอเข้าห้องน้ำ แล้วปล่อยให้จื่อหนิงดูแลต่อ ส่วนตนเองก็วิ่งกลับห้องไปทำธุรส่วนตัว แล้วจึงกลับมาพาแม่เลี้ยงไปทานข้าวพร้อมกันที่ชั้นล่าง

กู้เหม่ยอิงรู้ดีว่าตนเองไม่ได้เจ็บหนักขนาดนั้น เธอสามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตนเองเพียงแค่ไม่ถนัดและอาจต้องใช้เวลาสักหน่อยเท่านั้น แต่การปล่อยให้เด็กหญิงวิ่งอยู่รอบกายนั้นราวกับเป็นเรื่องที่เธอเคยชินไปเสียแล้ว

เจ้าตัวจิ๋วอย่าได้ดูถูกว่าอายุเพียงสี่ขวบ จากที่ได้อยู่ด้วยกันร่วมเดือนทำให้รู้แล้วว่าคุณหนูเสิ่นคนนี้รู้ความไม่น้อย ทั้งความเฉลียวฉลาดในหลายเรื่องก็ทำให้กู้เหม่ยอิงรู้สึกทึ่งอยู่ตลอดแทบทุกวัน

“ทานให้มากหน่อยจะได้ตัวสูง ๆ”หญิงสาวพูดขึ้นหลังจากวางไข่ต้มหนึ่งลูกในจานของลูกเลี้ยง

คุณหนูเสิ่นนั้นชื่นชอบแม่เลี้ยงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เด็กหญิงเพียงตัดไข่ต้มลูกนั้นให้พอดีคำแล้วส่งเข้าปากด้วยรอยยิ้มมีความสุข

สองแม่ลูกทานอาหารเพียงลำพังอยู่บนโต๊ะอาหารเช่นทุกวัน ระหว่างทานข้าวมักจะไม่มีเสียงพูดคุยเกิดขึ้น ทว่าหลังจากรับมื้อเช้าเสร็จ แววตาของเด็กหญิงที่มองไปยังแม่เลี้ยงกลับมีประกายของความหวังบางอย่างก่อเกิดขึ้น

“คุณน้าคะ หนูขอ…ไปด้วย”

ดวงตาคู่เรียวหรี่แคบลง พลันมองไปที่เจ้าตัวเล็กก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเข้มงวด “อย่าซนเข้าใจหรือไม่?”

เด็กหญิงพยักหน้ารับคำในทันที “เข้าใจค่ะ”

เธอเดินเข้าไปช่วยพยุงแม่เลี้ยงและพากันเดินไปที่รถยนต์ที่มาจอดรอรับหน้าบ้าน กู้เหม่ยอิงเข้าไปนั่งยังเบาะด้านหลัง โดยมีลูกเลี้ยงตัวน้อยตามมานั่งใกล้กัน จื่อหนิงนั่งด้านหน้าคู่กับคนขับรถ ก่อนจะเดินทางไปยังโรงพยาบาลที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่นัก

เพราะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เฝือกอันใหญ่จึงได้ถูกถอดออกไปในวันนี้ กู้เหม่ยอิงรู้สึกเบาสบายแม้จะต้องใส่ผ้าตาข่ายพยุงแขนไว้บ้างในช่วงแรก แต่ก็ดีกว่าการต้องหิ้วเฝือกที่แสนจะหนักอึ้งไปไหนมาไหน

หญิงสาวพูดคุยกับคุณหมอเกี่ยวกับการดูแลตนเองและนัดหมายครั้งต่อไปในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ก่อนจะออกมาพบกับลูกเลี้ยงและสาวใช้ที่นั่งรออยู่ด้านหน้าห้องตรวจ

เสิ่นเลี่ยงลี่ดีใจเป็นอย่างมากที่แม่เลี้ยงหายดี ราวกับความู้สึกผิดที่ฝังลึกอยู่ในใจถูกปลดเปลื้องออกไปจนหมดสิ้น เมื่อเห็นแม่เลี้ยงเดินออกมาโดยที่ปราศจากเฝือกสีขาวอันใหญ่ เด็กหญิงจึงเดินไปหาอย่างไม่รีบร้อน เธอระมัดระวังในทุกก้าวเดินอย่างที่ถูกสอนมา

“อยากไปเดินเที่ยวกันสักหน่อยหรือไม่?”เพื่อเป็นรางวัลให้กับเด็กดี เธอคิดว่าควรพาคุณหนูเสิ่นไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าใกล้ ๆ นี้สักหน่อย ไหน ๆ ก็ออกจากบ้านแล้ว 

“ไปค่ะ!”เด็กหญิงตอบรับเสียงดัง พลันยิ้มกว้างจนตาหยีด้วยความดีใจ 

กู้เหม่ยอิงมองรอยยิ้มและแววตาไร้เดียงสาของลูกเลี้ยงด้วยความรู้สึกราวกับใจแทบจะเหลวเป็นน้ำ คุณหนูเสิ่นคนนี้ช่างน่ารักจริง ๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป