บทที่ 19 แม่เลี้ยงสายเปย์
กู้เหม่ยอิงให้จื่อหนิงไปบอกคนขับรถให้ไปรอที่ห้างสรรพสินค้าก่อนเลย ส่วนเธอจะเดินไปพร้อมกับคุณหนูเสิ่นเพราะจากที่นี่ไปห้างสรรพสินค้าห่างกันเพียงไม่ไกล ใช้เวลาเดินไม่ถึงห้านาทีก็ถึงแล้ว
ระหว่างเดินออกจากโรงพยาบาลทั้งคู่ต้องผ่านร้านเค้กที่หญิงสาวแวะซื้อไปฝากเด็กหญิงในครั้งก่อน ซึ่งตู้เค้กที่อยู่หน้าร้านก็ทำให้เท้าเล็กของหนูน้อยชะลอลง พลันสังเกตเห็นเค้กแถวบนสุดที่หน้าตาเหมือนกันกับที่แม่เลี้ยงซื้อไปฝากในครั้งก่อนไม่มีผิด ทั้งกลิ่นของมันก็หอมตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
“อยากทานอีกหรือ?”กู้เหม่ยอิงถามเสียงนุ่ม คิดว่าเด็กน้อยคงจำเค้กที่เธอซื้อให้ทานครั้งก่อนได้
คุณหนูเสิ่นพยักหน้ารับแทบจะทันที เธอยังจำรสชาติของเค้กหกชิ้นที่แม่เลี้ยงซื้อให้ทานครั้งก่อนได้ดี “หนูอยากทานเค้กแบบตอนนั้นอีกค่ะ”
เค้กกล่องนั้นหน้าตามันไม่น่าทานเลย ออกจะบิดเบี้ยวด้วยซ้ำ แต่กลิ่นและรสชาติกลับหอมหวานจนเธอแทบจะกลืนลิ้นลงเข้าไปด้วย
ดวงตากลมใสแจ๋วที่มองไปยังแม่เลี้ยงสลับกับร้านเค้กนั้นฉายแววเว้าวอนอยู่ในที ทว่ากู้เหม่ยอิงไม่ได้เดินเข้าไปซื้อเค้กในร้านให้เด็กหญิงทานแต่อย่างใด ริมฝีปากอิ่มเผยรอยยิ้มเบาบางเมื่อนึกบางสิ่งขึ้นมาได้
“เดี๋ยวฉันทำให้ทาน”เค้กกล้วยหอมนั้นไม่ได้ยากเลยสำหรับหญิงสาวในยุคเธอ เค้กชนิดนี้เรียกได้ว่าเป็นพื้นฐานของการเรียนทำเบเกอรี่ด้วยซ้ำ นอกจากเค้กกล้วยหอมแล้วกู้เหม่ยอิงก็อยากทำอย่างอื่นให้หนูน้อยทานอีกด้วย
อีกอย่างหากทำเองก็สามารถกะสัดส่วนวัตถุดิบที่เหมาะสมกับเด็กเล็กได้อีกด้วย เด็กวัยนี้ไม่ควรทานอาหารที่ปรุงแต่งรสชาติมากจนเกินไป เห็นทีว่าต่อไปนี้อีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องใส่ใจให้มากขึ้นคงเป็นอาหารการกินของเด็กน้อย
“คุณน้าทำเป็นเหรอคะ?”เด็กหญิงถามออกมาด้วยแววตาเป็นประกาย ในใจอดตื่นเต้นไม่ได้ที่แม่เลี้ยงสามารถทำขนมอร่อยแบบนั้นได้ และต่อไปนี้ตนเองอาจจะได้มีขนมอร่อยทานในทุกวัน
“อื้มมม”หญิงสาวตอบรับในลำคอเพียงเท่านั้น
ก่อนจะจูงมือคุณหนูเสิ่นตัวน้อยเดินไปตามทางเท้าเรื่อย ๆ เพียงไม่นานก็มาถึงห้างสรรพสินค้าซึ่งนับว่าเป็นย่านการค้าสำคัญในระแวกนี้
เธออ่านหนังสือที่ซื้อไปครั้งนั้นจบแล้ว แน่นอนว่าการได้มาเห็นการเป็นไปของผู้คนก็นับว่าดีกว่าการอ่านในหนังสือมากทีเดียว
ภายในอาคารขนาดสามชั้นมีผู้คนเดินไปมาค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่คนที่เดินซื้อของในสถานที่แห่งนี้ได้ก็คงต้องมีเงินในกระเป๋าพอสมควร แม้ว่าคูปองของสินค้าบางประเภทจะถูกยกเลิกใช้ไปแล้ว แต่การใช้เงินซื้อเพียงอย่างเดียวก็นับว่าไม่ถูกเลย ร้านค้าส่วนมากก็คละกันไป แต่ที่เห็นจะแตกต่างจากร้านค้าด้านนอกคงเป็นรูปแบบที่ดีและมีคุณภาพ ซึ่งก็มาพร้อมกับราคาที่แพงระยับเช่นเดียวกัน
กู้เหม่ยอิงยังไม่รู้ว่าตนเองจะซื้ออะไรจึงได้แต่จูงมือลูกเลี้ยงเดินไปตามร้านต่าง ๆ โดยไม่ได้ให้ความสนใจกับสิ่งไหนเป็นพิเศษ ทว่านัยน์ตาคู่สวยมักจะสังเกตไปรอบกายอย่างอัตโนมัติ
ไม่ว่ารูปแบบสินค้าหลากหลายประเภทที่กำลังเป็นที่นิยมและราคาอย่างละเอียด รวมถึงสังเกตกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่มีกำลังซื้อมากพอในที่แห่งนี้
แม้จะแต่งเข้าบ้านสามีแล้ว เงินในมือก็มีไม่น้อยเลยสำหรับคนยุคนี้ แต่เงินส่วนนี้หากใช้ไปเรื่อย ๆ อย่างไรก็มีวันหมดลง เธอจำต้องหาอาชีพให้กับตัวเอง หากวันใดที่ต้องเลิกราขึ้นมาเธอจะต้องไม่ลำบาก
ส่วนทางคุณหนูเสิ่นนั้นให้ความสนใจกับของสวยงามอย่างผ้าผูกผมเสียมากกว่า เด็กวัยนี้เป็นปกติที่มักจะชอบเลือกของตามสีที่ตนเองชอบ แล้วเหมือนกู้เหม่ยอิงจะจับสังเกตความสนใจของเด็กน้อยได้อย่างรวดเร็ว
“ชอบหรือ?”
“ค่ะ แต่หนูไม่ได้หยิบเงินมาด้วย”เธอชอบผ้าผูกผมอันนั้นมากก็จริง เพราะมันเป็นสีเดียวกับเสื้อผ้าส่วนใหญ่ที่เธอมี
ทว่าวันนี้เพียงตั้งใจมาโรงพยาบาลกับแม่เลี้ยงเท่านั้น เงินที่คุณพ่อให้ไว้เลยไม่ได้หยิบมาด้วย แล้วก็คงไม่กล้ารบกวนเงินของแม่เลี้ยง
แววตาเศร้าสร้อยของเจ้าตัวน้อยทำเอากู้เหม่ยอิงยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู เธอกระตุกมือเล็กเบา ๆ ให้เด็กน้อยเดินตามเข้าไปในร้านด้วยกัน
“ไปดูก่อนก็ได้ ไปกันเถอะ”แม่เลี้ยงสาวแสร้งทำราวกับสนใจสินค้าในร้านนั้นเช่นเดียวกัน
หญิงสาวเดินจับมือลูกเลี้ยงเข้าไปภายในร้านขายเครื่องประดับขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ด้านในสุดของชั้นนี้ เพราะเป็นร้านขนาดเล็กที่ไม่ได้ตกแต่งเป็นพิเศษแต่อย่างใด ให้ความรู้สึกที่แสนจะธรรมดาทั่วไป ซึ่งต่างจากร้านข้างเคียงที่กินพื้นที่ค่อนข้างกว้างกว่าและหรูหรา ผู้คนจึงไม่ค่อยให้ความสนใจร้านนี้เท่าใดนัก
เพื่อให้เด็กหญิงได้เลือกดูของหลากหลายชิ้นหน่อย กู้เหม่ยอิงจึงขอแยกตัวไปดูกิ๊บติดผมอีกด้าน ปล่อยให้คุณหนูเสิ่นได้ดูของที่ตนเองชอบ ทว่าเด็กน้อยคงจะชอบผ้าผูกผมชิ้นนั้นเป็นพิเศษ กู้เหม่ยอิงเห็นเด็กหญิงเดินไปจับมันอีกครั้ง แล้วทำหน้าเสียดายก่อนจะตัดใจวางลงไว้ที่เดิมอย่างทนุถนอม
หากจะว่าเธอเป็นแม่เลี้ยงสายเปย์ก็คงไม่ผิดนัก เพราะเธอไม่สามารถทนต่อสายตาแบบนั้นของลูกเลี้ยงตัวน้อยได้จริง ๆ เมื่อคุณหนูเสิ่นเดินไปดูของชิ้นอื่น กู้เหม่ยอิงจึงเดินไปหยิบผ้าผูกผมสีชมพูผืนนั้นขึ้นมา “ชิ้นนี้ขายเท่าไหร่เหรอคะ?”
“60 หยวนค่ะ”
ราคานี้จะนับว่าแพงก็ได้สำหรับคนทั่วไปในยุคนี้ ทว่าสำหรับเธอที่ตั้งใจจะซื้ออยู่แล้วนับว่าสมเหตุสมผล หญิงสาวเพียงยิ้มออกมาพร้อมกับยื่นเงินหกสิบหยวนให้กับเจ้าของร้านรับไป ก่อนจะรับของชิ้นนั้นมาใส่กระเป๋าไว้
“คุณหนูเสิ่นไปกันเถอะ”น้ำเสียงนุ่มนวลของแม่เลี้ยงเรียกเด็กหญิงที่กำลังดูกำไลข้อมืออยู่อีกฝั่งหนึ่งของชั้นวางให้หันมาสนใจ
“คุณน้าเลือกได้แล้วเหรอคะ?”แม้จะแปลกใจที่แม่เลี้ยงเลือกของสวยงามพวกนี้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกมามากนัก มือเล็กเพียงจับมือที่ใหญ่กว่าเอาไว้หลวม ๆ อย่างเช่นตอนเดินเข้ามา
“จ๊ะ ไปกัน”
หญิงสาวเพียงพยักหน้าตอบด้วยรอยยิ้ม ก่อนออกจากร้านเธอเห็นคุณหนูเสิ่นลอบมองไปยังชั้นวางเดิมที่เคยมีผ้าผูกผมชิ้นนั้นวางอยู่ ทว่าเมื่อไม่เห็นมันวางอยู่แล้วอีกเด็กหญิงพลันมีสีหน้าเสียดายออกมาอย่างเห็นได้ชัด
เพียงเท่านี้ใจของอดีตครูปฐมวัยก็อ่อนยวบเลยทีเดียว ทั้งรู้สึกสงสาร ทั้งเอ็นดูเด็กน้อยคนนี้
ตนเองอยากได้มันมากแทนที่จะเอ่ยปากขอให้เธอซื้อให้กลับทำเพียงแค่หยิบขึ้นมาชื่นชมแล้ววางไว้ที่เดิม ไม่มีคำพูดเรียกร้อง หรือดื้อดึงที่จะซื้อมันออกมาจากปากด้วยซ้ำ ทั้งที่ถูกเลี้ยงมาโดยพี่เลี้ยงแต่กลับเติบโตมาได้ดีจริง ๆ
กู้เหม่ยอิงเพียงเดินซื้อวัตถุดิบสำหรับทำเบเกอรี่อีกเพียงเล็กน้อยก็พาลูกเลี้ยงกลับบ้าน เธอไม่อาจทนต่อสีหน้าอาลัยอาวรณ์ของลูกเลี้ยงได้นานกว่านี้อีกต่อไป รู้สึกคิดไม่ผิดจริง ๆ ที่เลือกซื้อของชิ้นนั้นมาเพราะเด็กน้อยอยากได้มันมาก
ใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก พอรถเคลื่อนเข้ามาภายในรั้วสูงของบ้านตระกูลเสิ่น กู้หม่ยอิงรู้สึกขัดใจกับสภาพบ้านผีสิงหลังนี้เต็มทน
“หากฉันจะปลูกดอกไม้หน้าบ้านจะมีใครว่าอะไรไหมคะ?”หญิงสาวถามแม่บ้านทันทีที่ลงจากรถ เธอไม่ชอบบรรยากาศรอบบ้านแบบนี้เอาเสียเลย
“ผู้พันเสิ่นสั่งไว้ว่าหากคุณนายต้องการจะทำอะไรในบ้านหลังนี้ล้วนทำได้ทั้งสิ้นค่ะ ไม่ต้องขออนุญาต”จื่อหนิงตอบคุณนายอย่างสุภาพ ก่อนจะนำของที่ซื้อมาเข้าไปเก็บเอาไว้
หญิงสาวได้ฟังก็สูดหายใจเข้าปอดลึกมาก คิดว่าอย่างน้อยสามีก็ยังให้เกียรติเธออยู่บ้าง แม้จะไม่ได้เจอหน้ากันเลยตลอดหนึ่งเดือนก็ตามที
“ก็ดี”แต่คงต้องเอาไว้ก่อน เธอยังไม่มีรายได้เข้ามา หากจะทุ่มเงินไปกับการซื้อดอกไม้มาปลูกก็คงจะหมดเงินไปโดยไร้ประโยชน์ แต่หากเธอมีรายได้เข้ามามากพอ สาบานได้เลยว่าเธอจะเปลี่ยนบ้านหลังนี้ให้มีชีวิตชีวากว่าที่เป็นอยู่แน่นอน
อย่างน้อยก็ทำเพื่อเจ้าตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มีอย่างที่ไหนให้เด็กวัยนี้อยู่บ้านสภาพไม่ต่างจากบ้านร้างอย่างนี้ ช่างไม่เจริญตาเอาเสียเลย
