บทที่ 2 เหลือไว้เพียงร่างไร้ลมหายใจ
ไป๋เจี้ยนกั๋วเห็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน แต่เหตุการณ์เหล่านั้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวจนจับขั้วหัวใจเช่นนี้มาก่อน อยู่ ๆ ปลายจมูกรู้แสบเล็กน้อย ทว่าเหลือบไปเห็นขาของน้องชายที่อาบไปด้วยเลือดแดงฉานก็รู้สึกเจ็บใจขึ้นมา
ตลอดหลายปีเขาสามารถช่วยคนนับร้อยนับพันให้ผ่านพ้นความตายด้วยมือคู่นี้ของตนเอง แต่คนในครอบครัวแท้ ๆ เขากลับช่วยเอาไว้ไม่ได้ เพราะเขาที่มาช้าเกินไป พี่ใหญ่เช่นเขามันไม่ได้เรื่องเลยจริง ๆ
ผ่านไปราวสองชั่วโมงซากปรักหักพังถูกเก็บกู้อย่างระมัดระวัง โดยมีร้อยเอกไป๋เจี้ยนกั๋วยืนคุมสถานการณ์ด้วยดวงตาแดงก่ำ แต่ละนาทีเวียนผ่านเชื่องช้าเสียจนหัวใจแกร่งรู้สึกราวกับถูกบดขยี้ทีละนิด
ร่างสูงโปร่งองอาจในชุดทหารสีเขียวขี้ม้าเดินตรงไปยังบริเวณด้านหนึ่งของกองปูนที่เป็นฝั่งเดียวกับห้องนอนน้องสาว จากประสบการณ์การช่วยเหลืออย่างรวดเร็วเช่นนี้ อาอิงมีโอกาสรอดชีวิตสูงมาก
…และเขาก็ภาวนาให้เป็นเช่นนั้นอยู่ตลอด
บริเวณบ้านของสกุลไป๋แม้จะกว้างขวางแต่ก็ถูกฝุ่นหนาปกคลุมเอาไว้จนทั่ว เสียงเก็บกู้ซากของตัวบ้านดังอึกทึก พลันเครื่องจักรหนักค่อย ๆ ยกก้อนปูนขนาดใหญ่ออกมาอย่างเชื่องช้า ไป๋เจี้ยนกั๋วเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ด้านหลังของเขามีแม่ที่กำลังร่ำไห้อย่างหนักโดยมีพ่อคอยประคองให้เดินตามมา
นัยน์ตาคมดุจเหยี่ยวคล้ายเห็นบางสิ่งที่เขาภาวนาอยู่ตลอดว่าอย่าให้เกิดขึ้น ทันทีที่ก้อนปูนอีกก้อนถูกยกขึ้น เผยให้เห็นเตียงนอนที่หักพังไม่เป็นรูปร่าง
ภาพของร่างแน่นิ่งในชุดเครื่องแบบคุณครูปฐมวัยทำให้ผู้คนโดยรอบแทบหยุดหายใจ ไป๋เจี้ยนกั๋วรู้สึกอึดอัดราวกับขาดอากาศหายใจ เขาเร่งฝีเท้าวิ่งให้เร็วที่สุดเพื่อไปถึงตัวน้องสาวให้ได้อย่างใจนึก ก่อนจะนั่งคุกเข่าข้างร่างเล็ก สำรวจใบหน้าเล็กซีดเผือด เปลือกตาที่กำลังปิดสนิททำเอาหัวใจแกร่งกระตุกวูบ
นิ้วยาวสั่นเทาของพี่ชายคนโตค่อย ๆ ยื่นไปอังจมูกเล็กของน้องสาวอย่างเชื่องช้า เขาผ่านเหตุการณ์เช่นนี้มาไม่น้อยในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาอ้อนวอนต่อเทพเซียนบนสวรรค์อย่างหนักเช่นนี้
“อึก! อาอิง ไม่! ฟื้นสิ!! ไม่ น้องตื่นขึ้นมา!! อาอิง! อาอิง! ได้ยินพี่ไหม!!”
เสียงทุ้มตะโกนก้องพลางรวบกอดร่างไร้วิญญาณของน้องสาวเอาไว้แนบอก แขนเรียวเล็กที่ก่อนนี้ถูกของหนักทับจนหักผิดรูปทิ้งตัวลงในทันที ยิ่งย้ำชัดว่าน้องสาวของเขาได้จากโลกนี้ไปแล้วจริง ๆ พลันน้ำตาลูกผู้ชายไหลอาบหน้าโดยที่เขาเองไม่คิดจะปาดมันทิ้งด้วยซ้ำ
สิ่งที่เขาอ้อนวอนต่อสวรรค์ตอนนี้ผลลัพธ์อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว สวรรค์คงไม่มีอยู่จริง สุดท้ายก็แค่เรื่องหลอกเด็ก…สมแล้วที่ตลอดมาเขาไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้
แม้แต่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างอาอิง สวรรค์ยังช่วยเอาไว้ไม่ได้เลย
ไป๋เจียงเฉียงเองเห็นลูกชายกอดลูกสาวคนเล็กเอาไว้ไม่ยอมปล่อยก็รู้สึกถึงแรงบีบรัดในอก เด็กสามคนนี้รักกันมาก หากลูกชายคนรองไม่ขาเจ็บจนขยับไม่ได้ ตรงนี้คงมีไป๋ตงหยางนั่งร้องไห้รวมอยู่ด้วยเป็นแน่
“พอเถอะอากั๋ว น้องไปดีแล้ว”เสียงทุ้มต่ำสั่นเครือด้วยความรู้สึกเสียใจไม่ต่างกัน มือหนาหนักตบลงบนไหล่ของลูกชายอยู่หลายครั้งเพื่อเรียกสติ
เขาเองก็เสียใจไม่แพ้กัน แต่ถ้าหัวหน้าครอบครัวอย่างเขาอ่อนแอ ทุกคนจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร
ผ่านไปราวยี่สิบนาทีร่างไร้วิญญาณของลูกสาวคนเล็กสกุลไป๋ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าขาวตั้งแต่หัวจรดเท้า เตรียมเคลื่อนย้ายไปทำพิธีกรรมต่อไป ข้างกันมีร่างโปร่งแสงลอยละล่องมาหยุดดูสถานการณ์อย่างงุนงง
ไป๋เหม่ยอิงเหลือบมองแม่ที่ร่ำไห้อย่างหนักจนในที่สุดก็เป็นลมล้มพับไป ข้างกันมีพ่อคอยประคองอยู่ไม่ห่าง พี่ใหญ่ที่ยืนสั่งการต่าง ๆ ด้วยน้ำตาไหลอาบหน้า พี่สะใภ้รองกับพี่รองนั่งอยู่ที่สนามหญ้า บาดแผลที่ขาของเขาใหญ่และคงเจ็บมาก เธอสังเกตได้จากเม็ดเหงื่อที่ไหลตามกรอบหน้าและเลือดสีแดงฉานที่ยังคงซึมออกมาจากผ้าพันแผลไม่หยุด
พลันยกมือสองข้างขึ้นมาสำรวจอีกครั้ง ร่างของเธอมันโปร่งแสงเสียจนมองทะลุลงไปเห็นพื้นหญ้าที่เขียวสด
“ฉันตายแล้วจริง ๆ งั้นเหรอ?”เป็นคำถามที่พูดกับตนเองก็ไม่เชิง แต่ตอนนี้จะถามใครได้อีกในเมื่อไม่มีใครเห็นเธอด้วยซ้ำ
จะว่าเสียใจไหมก็ต้องยอมรับว่าเธอก็บอกไม่ถูกเช่นกัน ในชีวิตนี้ตั้งแต่เกิดมาทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากทำล้วนได้ทำ อยากใช้ชีวิตอย่างไรก็ได้ใช้ คงต้องบอกว่าเสียดายมากกว่าที่ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปจนถึงบั้นปลายชีวิตของพ่อแม่
ยังไม่ทันได้ดูแลพวกท่าน หรือตอบแทนในสิ่งที่ท่านให้เธอมาตลอด แต่ถึงตอนนี้เธอเป็นเพียงแค่ร่างไร้วิญญาณเช่นนี้แล้วจะทำอย่างไรได้อีก
ไป๋เหม่ยอิงจำต้องตัดใจให้ได้ในที่สุด อย่างน้อยแล้วก็ยังมีพี่ชายอีกสองคนที่ดูแลพ่อแม่ต่อไปหลังจากนี้
ร่างโปร่งแสงล่องลอยอยู่รอบบริเวณบ้านเฝ้าดูสถานการณ์ของคนในครอบครัวผ่านไปอย่างช้า ๆ ไปทางนั้นทีทางนี้ทีอย่างไร้จุดหมาย
เธอไม่ต่างจากวิญญาณเร่ร่อนที่ไร้ที่ไป…
จนกระทั่งถึงวันที่ร่างของเธอจะต้องถูกนำไปฝังที่สุสานตระกูลไป๋ วิญญาณไป๋เหม่ยอิงยังคงล่องลอยไปพร้อมกับคนในครอบครัว เสียงร้องไห้และคราบน้ำตาของทุกคนทำให้วิญญาณสาวรู้สึกเศร้าใจปนหดหู่
เมื่อมีเวลาได้ขบคิด เธอไม่น่าทำงานจนตัวเองเหน็ดเหนื่อยขนาดนั้น เวลาที่ควรใช้มันกับครอบครัวก็แอบหนีไปพักผ่อน สุดท้ายแผ่นดินไหวกระทั่งเสียชีวิตยังแทบไม่รู้เนื้อรู้ตัวด้วยซ้ำ เพราะเสียชีวิตทั้งที่ตัวเองหลับสนิท ไม่ทันได้รู้สึกถึงความเจ็บปวด วิญญาณก็หลุดออกมาจากร่างเรียบร้อยแล้ว
หลังช่วงเวลาเศร้าโศกได้ผ่านพ้นไป ระหว่างรอสร้างบ้านใหม่สมาชิกทุกคนต่างกลับไปพักที่บ้านของญาติที่อยู่เมืองติดกัน ทว่าไป๋เหม่ยอิงกลับติดอยู่ที่สุสานไม่สามารถกลับไปพร้อมทุกคนได้
ร่างโปร่งแสงได้แต่ยืนอยู่ใต้ร่มไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้กับหลุมศพของตนเอง เธอเห็นเหล่าวิญญาณโปร่งแสงแบบเดียวกับเธอวนเวียนอยู่รอบกายเต็มไปหมด แต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก ก่อนจะกลอกดวงตามองท้องฟ้าอย่างเบื่อหน่าย ตอนมีชีวิตอยู่ก็ทำงานจนหัวฟู พอตายแล้วยังมายืนโดดเดี่ยวอีก
ชีวิตนี้ช่างอาภัพชะมัด!!
เคยได้ยินว่าวิญญาณที่ยังไม่ถึงคาดจะยังไม่ได้รับโอกาสไปเกิดใหม่ และเธอตายเพราะอุบัติเหตุเช่นนี้ อีกกี่ปีกันกว่าจะได้ออกไปจากทีนี่
มองไปทางไหนก็มีแต่หลุมศพเรียงราย…น่าเบื่อจะตายอยู่แล้ว!
“เบื่อแล้วหรือ?”
เสียงชายชราที่ดังอยู่ไม่ไกลเรียกความสนใจจากร่างโปร่งแสงใต้ต้นไม้ได้ไม่ยาก ทว่าเมื่อเห็นว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร ไป๋เหม่ยอิงถึงกับตาโตพร้อมกับร้องอุทานออกมาเสียงดังอย่างไม่อยากเชื่อ “คุณปู่!!”
ชายชราส่งยิ้มใจดี พลางมองหลานสาวคนเล็กอย่างนึกเสียดาย แม้เขาจะมีโอกาสได้มีชีวิตอยู่เลี้ยงอาอิงเพียงไม่กี่ปี แต่สายเลือดเดียวกันอย่างไรความรักใคร่ผูกพันธ์ย่อมมีมากล้น
“เฮ้อออ!! ปู่ไม่คิดว่าจะได้เจออาอิงเร็วเช่นนี้”ชายชราพูดขึ้นในน้ำเสียงเจือความเสียดายอยู่ไม่น้อย
“คุณปู่อยู่ที่นี่ตลอด..เลยเหรอคะ?”เสียงใสกังวานถามขึ้นอย่างนึกแปลกใจเพราะคุณปู่เสียไปตั้งแต่เธออายุได้แปดขวบแต่ท่านยังคงอยู่ที่นี่
“ปู่แค่มารับหลานไปส่ง”
พอได้ยินเช่นนั้นไป๋เหม่ยอิงยิ่งงุนงงเข้าไปใหญ่ คิ้วน้อย ๆ ขมวดเข้ากันอย่างไม่เข้าใจ “ส่งหนู…หนูต้องไปไหนเหรอคะ?”
ไม่ใช่ว่ายังไม่ถึงคราวตายก็ยังไปไหนไม่ได้หรอกเหรอ? หรือเป็นเธอเองที่เข้าใจผิดมาตลอด
คุณปู่ไป๋ยังคงมีรอยยิ้มเปี่ยมเมตตาให้กับหลานสาวคนเล็กเสมอ มือเหี่ยวย่นยกขึ้นมาส่งให้หลานสาวจับเอาไว้ “ไปถึงแล้วก็จะรู้เอง ไปกันเถอะ”
ไป๋เหม่ยอิงจับมือคุณปู่แทบจะทันที ไหน ๆ ก็ตายแล้วสำหรับเธอตอนนี้ไม่มีอะไรต้องกลัวอีก อย่างน้อยไปกับคุณปู่ก็ยังดีกว่านั่งเหงา ๆ อยู่ใต้ต้นไม้มองดูหลุมศพคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างตอนนี้
ร่างบางโปร่งแสงคิดเพียงเท่านั้น โดยไม่รู้เลยว่าจุดหมายปลายทางที่คุณปู่พาไปจะทำให้เธอต้องพบเจอกับเรื่องยุ่งยากในชีวิตไม่รู้จบ…
