บทที่ 3 กลับมาเกิดใหม่ในร่างเด็กสาว

“หลานเป็นครูปฐมวัยหรือ?”เสียงของชายชราดังขึ้นขณะพาหลานสาวตัวน้อยเดินไปเรื่อย ๆ ตามแสงแดดอุ่นสีขาวที่สาดเข้ามาตลอดทางเดิน

หลังจากพ้นเขตของสุสานที่เต็มไปด้วยหลุมศพแล้ว ไป๋เหม่ยอิงเดินตามคุณปู่มาเรื่อย ๆ จนพบกับทุ่งหญ้ากว้างใหญ่กินพื้นที่สุดลูกหูลูกตา แสงแดดอ่อน ๆ ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นทั้งที่เป็นวิญญาณ

ริมฝีปากซีดเผือดเผยรอยยิ้มพอใจ ไม่คิดว่าคุณปู่จะพาเธอมาเดินชมนกชมไม้ในที่ดี ๆ แบบนี้ ที่นี่ทั้งสวยและอุ่นกว่าใต้ต้นไม้เมื่อครู่เสียอีก

“ใช่ค่ะ ฉันมีปมเล็กน้อย เลยเลือกอาชีพนั้น”หญิงสาวตอบคุณปู่พลางยิ้มน้อย ๆ อย่างไม่คิดมาก 

ดวงตาคู่สวยมองไปยังบรรยากาศรอบข้างด้วยแววตาสนใจ ทั้งที่มาเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่สุสานนี้ทุกปี แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าใกล้ ๆ สุสานมีสถานที่สวยงามเช่นนี้

ชายชราพยักหน้าพึงพอใจ พอดีกับที่พาหลานสาวเดินมาจนสุดทาง ชายชราไม่สามารถเดินต่อไปได้อีกแล้ว ตนเองก็จำต้องกลับไปยังอีกที่หนึ่งเช่นกัน เขามาที่นี่ก็เพียงแค่ทำหน้าที่ส่งหลานสาวเพียงเท่านั้น 

ตรงหน้ามีทางแยกสองทาง ซึ่งนิ้วของเขาชี้ไปยังด้านขวามือที่รอบข้างเป็นทุ่งดอกไม้สวยงามตลอดทางแล้วบอกกับหลานสาว

“ดี! อย่างนั้นหลานเดินตรงไปทางนั้นก็แล้วกัน”

ดวงตาคู่โตมองไปยังทางแยกด้านขวามือที่ราวกับเป็นทางดินขนาดเล็กตัดผ่านทุ่งดอกไม้หลากสี สีสันของดอกไม้ตัดกับสีเขียวของใบไม้ กลิ่นหอมอ่อนของดอกไม้โชยมาตามลมและแสงแดดอุ่นที่สาดกระทบไปทั่วทุกพื้นที่ ภาพตรงหน้านั้นสวยงามมากจนทำให้วิญญาณสาวรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนี้เป็นครั้งแรก

ทุ่งดอกไม้ตรงนั้น สวยและดูสดชื่นยิ่งกว่าทุ่งหญ้าเขียวขจีที่เดินผ่านมาเมื่อครู่เสียอีก

ไป๋เหม่ยอิงราวกับตกอยู่ในภวังค์ ร่างโปร่งแสงเคลื่อนตัวไปยังทิศทางที่คุณปู่ชี้บอกในทันทีโดยไม่แม้แต่จะคิดสงสัยถามถึงปลายทางแม้แต่ครึ่งคำ

เธอไม่สนใจด้วยซ้ำว่าคุณปู่จะเดินตามมาหรือไม่…

สุดท้ายจึงทิ้งไว้เพียงชายชราผมสีดอกเลาท่าทางใจดี ยืนเอามือไพล่หลังทอดมองร่างเล็กของหลานสาวค่อย ๆ ไกลออกไปทีละนิดจนลับสายตา

แม้จะรู้สึกเสียใจอยู่บ้างที่หลานสาวคนเล็กต้องมาตายตกตั้งแต่อายุเพียงเท่านี้ แต่หนทางข้างหน้าที่เขาชี้บอกนั้นมันจะทำให้เด็กคนนี้ได้มีชีวิตอยู่ต่อไป ที่นั่นอาจจะแปลกที่แปลกทางไปสักหน่อย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ดี

“ปู่หวังว่าหลานจะมีชีวิตที่ดีในที่แห่งนั้น…”

สิ้นน้ำเสียงแหบต่ำ พลันร่างของชายชราก็หายวับไปในอากาศ รอบบริเวณกลายเป็นหลุมศพนับร้อยพันดังเดิม

ไป๋เหม่ยอิงเดินต่อมาเพียงลำพังจนสุดทางพบกับลำธารขนาดเล็กที่ทอดยาวไปอย่างไร้จุดหมาย น้ำในลำธารใสมากเสียจนเห็นปลาสีส้มอมเหลืองตัวใหญ่หลายตัวกำลังแหวกว่ายไปมาอย่างชัดเจน ราวกับลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้ได้เจอใคร เธอสนใจเพียงสิ่งสวยงามรอบข้าง 

มือเรียวแตะลงบนน้ำใสในลำธารก็รู้สึกตงิดใจขึ้นมา เธอเป็นเพียงวิญญาณแต่แสงแดดเมื่อครู่ทำให้รู้สึกอุ่น ทุ่งดอกไม้ทำให้เธอได้กลิ่นหอมเย็นสดชื่นไหนจะน้ำในธารแห่งนี้ที่ทำให้เธอรู้สึกเย็นสบายอีก ชักจะแปลกเกินไปแล้ว…

ทว่ายังไม่ทันได้คิดสิ่งใดให้มากมายนัก ราวกับมีแรงฉุดรั้งที่ข้อมืออย่างแรงทำให้ไป๋เหม่ยอิงร่วงหล่นลงไปในลำธาร เธอรู้สึกว่ามันลึกมากเพราะปลายเท้าไม่สามารถสัมผัสกับโขดหินได้สักก้อน

เดิมเธอว่ายน้ำได้อยู่ในระดับค่อนข้างชำนาญ แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะตีขาอย่างไรก็ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เลย

หญิงสาวรู้สึกว่าตนเองค่อย ๆ จมลงไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่สามารถพยุงตนเองให้ขึ้นเหนือผิวน้ำได้

ทันใดนั้นก่อนที่สติของเธอใกล้จะหมดลง ท่ามกลางกระแสน้ำไหลเย็น ดวงตากลมเบิกกว้างขึ้นอย่างตื่นตระหนก เมื่อเห็นว่ามีหญิงสาวที่ใบหน้าคล้ายคลึงกันราวกับฝาแฝดอยู่ตรงหน้า เพียงแต่อ่อนวัยกว่าเท่านั้น คล้ายกับเธอตอนช่วงเป็นวัยรุ่นเสียมากกว่า แก้มเล็กตอบ ผิวพรรณซีดเซียว แววตาของหล่อนเศร้าหมอง ทั้งยังดูคล้ายกำลังวิงวอนอยู่ในที

ในที่สุดไป๋เหม่ยอิงหลับใหลไปพร้อมกับสายน้ำเชี่ยวกราด…

เฮือกกกกกกกก!!!

แค่ก แค่ก แค่ก!!

ความรู้สึกแห้งผากในลำคอทำให้ร่างผอมบางบนเตียงนอนเก่าไอออกมาเสียงดัง เปลือกตาบางหนักอึ้งปรือขึ้นช้า ๆ อย่างยากลำบาก ความรู้สึกเจ็บแปลบบริเวณศีรษะทำให้หญิงสาวแปลกใจขึ้นมาอีกครั้ง

ในเมื่อตายไปแล้วทำไมยังรู้สึกเจ็บได้อีก…

ภาพสถานที่ไม่คุ้นเคยทำให้หญิงสาวบนเตียงปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง ก่อนจะนับหนึ่งถึงสิบในใจแล้วลืมตาขึ้นใหม่

“ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้อยู่…ที่นี่”เสียงแหบแห้งพึมพำกับตนเอง ก่อนหน้านี้จำได้ว่าตนเองกำลังจมลงไปในน้ำลึกมาก ทั้งยังพบกับหญิงสาวที่หน้าตาเหมือนตนเองตอนเป็นวัยรุ่นอีก

ไป๋เหม่ยอิงมองไปรอบกายอย่างสำรวจ ร่างกายรู้สึกอ่อนแรงเพียงจะขยับตัวลุกขึ้นยังคิดว่ายากลำบากไม่น้อย

“ตื่นแล้วหรือ?”

น้ำเสียงของหญิงอายุราวสามสิบปีที่ดังอยู่ตรงประตูห้องทำให้ไป๋เหม่ยอิงรู้สึกสับสนงุนงงมากขึ้นไปอีก แม้น้ำเสียงที่ถามจะอ่อนหวานและนุ่มนวลคล้ายเป็นห่วงเป็นใยในตัวเธอ แต่แววตาที่มองมาที่เธอนั้นราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

ไป๋เหม่ยอิงแน่ใจว่าไม่เคยมีศัตรูที่ไหนมาก่อน และแน่นอนว่าคนหน้าตาเช่นนี้เธอก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเช่นเดียวกัน แล้วทำไมผู้หญิงคนนั้นดูเกลียดชังเธอราวกับเป็นศัตรูคู่แค้นกันมาเป็นสิบชาติอย่างนั้นแหละ

ถังเหมยลี่ ยิ้มเยาะเมื่อเห็นสีหน้างุนงงของลูกเลี้ยง เธอเพียงเดินไปรินยาใส่ถ้วยที่วางอยู่ข้างเตียง ก่อนจะปรายตามองหล่อนด้วยความรู้สึกสมเพชแล้วจากไป โดยไม่ได้สนใจว่าหล่อนจะตอบคำถามของเธอหรือไม่ เธอเพียงเข้ามาในห้องโสโครกนี่เพื่อทำตามหน้าที่ก็เท่านั้น

สำหรับเธอแล้วเด็กคนนี้ไม่ได้ต่างจากตัวไร้ค่า เกิดมาเพื่อรับใช้เธอและลูกชาย จากนั้นก็ต้องแต่งออกไปให้กับชายไร้อนาคตสักคน 

ไม่ควรได้รับสิ่งดี ๆ หรือแม้แต่ความเห็นใจก็ไม่ควร…

ร่างอ่อนแรงยิ่งรู้สึกงุนงงขึ้นเป็นทบทวี เธอมองแผ่นหลังของผู้หญิงที่พึ่งจากไปอย่างไม่เข้าใจนัก แต่สัญชาตญาณที่มีอยู่น้อยนิดบอกกับเธอว่าน้ำสีดำในถ้วยนั้นจะทำให้ร่างกายเธอฟื้นตัวได้ดีขึ้น

คิดได้ดังนั้นจึงค่อย ๆ ชันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก มองดูแล้วตามร่างกายไม่ได้บาดเจ็บ แต่เป็นความรู้สึกปวดตัวจากพิษไข้เสียมากกว่า 

เมื่อได้ถ้วยกระเบื้องขนาดเท่าฝ่ามือมาถือไว้ กลิ่นฉุนของสมุนไพรตีขึ้นใส่จมูกจนไป๋เหม่ยอิงมีสีหน้าเหยเก ปากเล็กค่อย ๆ เป่าไล่ความร้อน พลันยกมือขึ้นบีบจมูกเอาไว้แล้วกรอกยาสมุนไพรต้มลงคอให้เร็วที่สุด

เธอไม่อยากให้ลิ้นได้สัมผัสรสชาติห่วย ๆ ของยาในถ้วย แต่ก็เลี่ยงได้เพียงเล็กน้อย เพราะตอนนี้ปลายลิ้นรู้สึกขมปร่าจนแทบจะอาเจียนออกมาอยู่รอมร่อ

ร่างบางนั่งพิงผนังห้องอยู่ท่าเดิมไม่ขยับไปไหน พยายามคิดหาเหตุและผล รวมถึงเรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ เพื่อทำความเข้าใจ

มือเรียวถูกยกขึ้นมาสำรวจอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มือคู่นี้นอกจากจะไม่โปร่งแสงแล้วยังเล็กและแข็งกระด้างราวกับทำงานมาอย่างหนักตลอดหลายปี นั่นยิ่งทำให้ไป๋เหม่ยอิงรู้สึกประหลาดใจปนตื่นตระหนก

ก้อนเนื้อในอกเต้นแรงขึ้น คิ้วเรียวพลันขมวดมุ่น พลิกฝ่ามือไปมาอย่างไม่อยากเชื่อ นี่เป็นตัวเธอเองจริง ๆ งั้นเหรอ?

ทำไมยิ่งสำรวจดูยิ่งรู้สึกไม่คุ้นเคยสักนิด…

ยิ่งครุ่นคิดยิ่งรู้สึกปวดตุบ ๆ ที่มุมหน้าผากด้านขวา แต่นอกจากจะไม่ได้คำตอบของเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วนั้น ยาที่พึ่งกรอกลงคอไปเมื่อครู่ทำให้เธอง่วงงุนจนต้องล้มตัวลงนอนตามเดิมอีกครั้งในที่สุด

ทว่าการหลับไหลครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ร่างกายคลายความเจ็บปวดอย่างที่ใจคิด เพราะทันทีที่หลับตาความทรงจำบางอย่างก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวไม่หยุดหย่อน ไป๋เหม่ยอิงขยับตัวดิ้นรนไปมาอยู่บนเตียงเนิ่นนาน คิ้วคู่งามขมวดเข้าหากันแน่นตามกรอบหน้าผุดเม็ดเหงื่อเต็มไปหมด 

ผ่านไปราวสิบห้านาทีร่างบางจึงค่อย ๆ สงบลงและผ่อนคลายมากขึ้น ราวกับความเจ็บปวดถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ไป๋เหม่ยอิงจึงหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงต่อไปจนเช้าของอีกวัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป