บทที่ 4 เกิดในปี 1984

ในช่วงเวลาราวตีห้าของหมู่บ้านแถบชานเมืองไม่ได้ทำให้รู้สึกเงียบเหงาแต่อย่างใด ครอบครัวส่วนมากในแถบนี้ยังคนมีอาชีพหลักเป็นชาวนา และในบางส่วนทำงานโรงงานที่ตั้งอยู่ในตัวเมือง

เสียงการเคลื่อนไหวของบ้านใกล้เรือนเคียงและกลิ่นอาหารที่โชยมาตามสายลมถูกพัดเข้ามายังหน้าต่างห้องนอนของลูกสาวคนโตบ้านกู้ ทำให้ร่างผอมบางที่นอนหลับไหลอยู่บนเตียงค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า

จากภาพความทรงจำที่ได้รับมาทำให้หญิงสาวรู้สึกคุ้นชินกับสิ่งที่กำลังเผชิญมากยิ่งขึ้น ราวกับคำถามที่เกิดขึ้นมาในหัวได้ถูกคลี่คลายอย่างรวดเร็วเพียงชั่วข้ามคืน เธอได้มาเกิดใหม่ในปี 1984 และร่างนี้คือร่างของ กู้เหม่ยอิง

ไป๋เหม่ยอิงจุดตะเกียงเพื่อให้พอมีแสงสว่างพอที่จะมองอะไร ๆ ได้ชัดขึ้น ขาเรียวเล็กพาร่างอ่อนแรงเดินสำรวจภายในห้องที่มีเพียงเครื่องเรือนไม่กี่ชิ้น

เธอพอจะเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ได้จากความทรงจำที่ได้รับรู้มาเมื่อคืนนี้ ละค่อนข้างมั่นใจว่าเด็กสาวที่หน้าเหมือนเธอคนนั้น คือ กู้เหม่ยอิง

เด็กคนนั้นอายุเพียง 17 ปี เป็นลูกสาวคนโตของบ้านกู้กับภรรยาเก่าที่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน กระทั่งตอนนี้ที่พ่อของกู้เหม่ยอิงได้แต่งงานใหม่และมีลูกชายเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน นั่นยิ่งทำให้ความเป็นอยู่ของกู้เหม่ยอิงในบ้านหลังนี้นั้นลำบากมากขึ้นไปอีก

เดิมทีหลังจากที่ เฉินหนิงจิน แม่ของเด็กคนนี้เสียชีวิตไปเพราะหลายโรครุมเร้า กู้เหม่ยอิงตอนนั้นอายุเพียง 7 ขวบ พ่อของเธอมีอาชีพทหาร หลายครั้งที่ติดภารกิจจนต้องปล่อยให้ลูกสาวต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง

ในที่สุดแล้ว กู้เฉิง จึงตัดสินใจให้น้องสาวของสหายมาเป็นพี่เลี้ยงให้แก่ลูกสาวโดยจ่ายค่าจ้างเดือนละหลายสิบหยวน โดยให้พี่เลี้ยงอาศัยอยู่กับลูกสาวที่บ้านแห่งนี้ คอยดูแลหุงหาอาหาร และเรื่องละเอียดอ่อนต่าง ๆ ที่ผู้ชายหยาบกระด้างเช่นเขาไม่สามารถทำให้แก่เหม่ยอิงได้

หลังจากถังเหมยลี่เข้ามาเป็นพี่เลี้ยง ชีวิตของเด็กน้อยกู้เหม่ยอิงก็ค่อย ๆ ดีขึ้นและเด็กคนนี้ก็ค่อนข้างรักพี่เลี้ยงของเธอคนนี้มาก โดยไม่รู้เลยว่าไม่กี่ปีให้หลังพี่เลี้ยงที่แสนดีของเธอได้สร้างเรื่องราวใหญ่โตอย่างเช่นการปีนเตียงของพ่อตนเอง

กู้เฉิงในตอนนั้นพึ่งได้เลื่อนยศเป็นร้อยเอก เขามีท่าทางแข็งแกร่ง องอาจ ด้วยอาชีพทหารแล้วถือว่าฐานะมั่นคงพอสมควร ไม่แปลกที่หญิงสาวหลายคนในหมู่บ้านจะหมายตาทั้งที่เป็นพ่อหม้ายเมียตาย แต่ใครจะคิดว่าถังเหมยลี่จะคิดลงมือได้ว่องไวขนาดอาศัยความใกล้ชิดเป็นทุนเดิมปีนเตียงนายจ้าง

ด้วยเกียรติของทหารเมื่อทำลงไปแล้วย่อมต้องรับผิดชอบ กู้เฉิงจำใจแต่งถังเหมยลี่มาเป็นภรรยาอีกคนในเวลาต่อมาทั้งที่ไม่ได้มีความรู้สึกรักใคร่ในตัวหล่อนแต่อย่างใด และหลังจากนั้นถังเหมยลี่ก็ตั้งครรภ์ในทันที อีกหลายเดือนต่อมาหล่อนก็สามารถคลอดลูกชายตัวอวบอ้วนให้กับตระกูลกู้ได้หนึ่งคน

กู้เฉิงนั้นแม้จะไม่ได้รักแม่ของลูก แต่ทว่าเด็กที่เกิดมามีสายเลือดตระกูลกู้ เขาย่อมมีความผูกพันธ์และรักใคร่ไม่น้อยกว่าลูกสาวอย่างกู้เหม่ยอิง

ในตอนนั้นกู้เหม่ยอิงที่แสนไร้เดียงสาไม่ได้รู้เรื่องราวใดของผู้ใหญ่ แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรับรู้ได้ก็คือ พี่เลี้ยงที่เคยแสนดีของเธอไม่ได้ดีอย่างเช่นก่อนหน้านี้อีกแล้ว

เพราะตั้งแต่ถังเหม่ยลี่แต่งเข้ามาและตั้งครรภ์จนกระทั่งคลอด ลับหลังผู้เป็นพ่อกู้เหม่ยอิงจะถูกโขกสับไม่ต่างจากทาส แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังมองว่าที่แม่เลี้ยงทำแบบนั้นก็เป็นเพราะเธอกำลังตั้งครรภ์ อารมณ์ของคนตั้งท้องมักไม่มั่นคง ก็เป็นธรรมดาที่แม่เลี้ยงของเธอจะเปลี่ยนไปจากเดิม

กู้เหม่ยอิงจึงยอมทำทุกอย่างเพื่อแม่เลี้ยงและน้องชายต่างแม่อย่างไม่มีข้อแม้ กระทั่งค่าขนมที่พ่อส่งมาให้ทุกเดือนถูกยึดไป เธอก็ไม่ปริปากทักท้วงสักคำ เพียงเพราะแม่เลี้ยงพูดว่า ‘อาซวานต้องดื่มนมวัวเยอะ ๆ ถึงจะโตไวและแข็งแรง’

เด็กสาวจึงยกเงินทั้งหมดเพื่อเป็นค่านมให้กับน้องชายต่างแม่ทุกเดือนด้วยความเต็มใจ ในอนาคตเธอที่เป็นลูกสาวจะต้องถูกแต่งออกไป ส่วนน้องชายอย่าง กู้จื่อซวาน จะต้องสืบทอดตระกูลกู้ เขาต้องดื่มนมให้มากกินเนื้อเยอะเพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรงนับว่าถูกต้องแล้ว

เหตุการณ์ในบ้านกู้เป็นเช่นนี้เรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อสองวันก่อนที่พ่อของกู้เหม่ยอิงกลับมาที่บ้านแล้วบอกว่าเธอต้องแต่งให้กับพ่อหม้ายในเมือง นั่นจึงทำให้คนที่เอาแต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมมีปากเสียงขึ้นมาในทันที

เธออายุเพียง 17 ปีเท่านั้น เป็นถึงลูกนายทหารที่เปรียบเสมือนวีรบุรุษของประเทศ หน้าตาไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่สักหน่อย กู้เหม่ยอิงไม่เข้าใจเหตุผลของพ่อที่ต้องรีบให้เธอแต่งไปกับพ่อหม้ายคนนั้น ในเมื่ออายุเธอยังไม่มาก ยังสามารถรออีกสองสามปีเพื่อแต่งให้คนที่ดีกว่าพ่อหม้ายคนนั้นได้อีก

เหตุการณ์นี้ทำให้ลูกสาวตระกูลกู้มองพ่อของตนเองเปลี่ยนไป เดิมดวงตาคู่นี้เต็มไปด้วยความรักใคร่ คิดถึง และยกย่องภูมิใจ แต่ทว่าตอนนี้มันกลับเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความผิดหวังและมองคนเป็นพ่อคล้ายกับกำลังตัดพ้อ

วันนั้นสองพ่อลูกทะเลาะกันเสียงดังลั่นบ้าน เพื่อนบ้านที่เห็นกู้เหม่ยอิงมาแต่เด็กได้ยินยังไม่อยากเชื่อหูว่าเด็กหญิงที่เรียบร้อย และหัวอ่อนมาแต่ไหนแต่ไร วันนี้กลับดื้อรั้นไม่ยอมฟังใครเสียได้ จนในที่สุดกู้เฉิงก็พลั้งมือตบใบหน้าของลูกสาวอย่างแรงจนเธอล้มลงหัวกระแทกโต๊ะและสลบไป นั่นจึงเป็นที่มาของแผลที่มุมหน้าผาก และไป๋เหม่ยอิงที่เข้ามาอยู่แทนที่ในตอนนี้

“กู้เหม่ยอิงเอ๋ย เธอนี่มัน…”เสียงแผ่วเบาพึมพำกับตนเอง

ด้วยจิตวิญญาณของคุณครูสาว เธอไม่รู้จะสั่งสอนเด็กคนนี้ด้วยถ้อยคำไหนก่อนดี ทั้งที่ชื่อเดียวกันแท้ ๆ แต่กลับไร้เดียงสาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ขนาดเธอเองที่พึ่งเจอกับถังเหมยลี่ครั้งแรกยังมองออกเลยว่าหล่อนไม่ได้รักใคร่ลูกเลี้ยงอย่างที่ปากว่า ทุกการกระทำล้วนเสแสร้งเมื่ออยู่ต่อหน้าสามี แต่แววตาที่มองมาราวกับมองศัตรูคู่แค้นนั่น ไม่อยากจะเชื่อว่ากู้เหม่ยอิงไม่เคยเห็นมันจริง ๆ นะเหรอ

ไป๋เหม่ยอิงในร่างเด็กสาววัยสิบเจ็ดปีที่มีชื่อเดียวกันถอนหายใจเข้าออกครั้งแล้วครั้งเล่า เธอเปิดประตูตู้เสื้อผ้าออก เห็นชุดเก่าเก็บมีรอยปะชุนทั่วตัวสี่ชุด ทั้งสีก็ซีด ผ้าก็บาง ยิ่งเห็นก็ยิ่งเจ็บใจ 

ไหนจะเตียงนอนเก่าผุพังที่ไม่รู้จะหักลงวันไหน ที่นอนเก่าบางแสนบาง มันแข็งจนทำให้เธอปวดไปหมดทั้งตัว ยิ่งไป๋เหม่ยอิงมองไปยังประตูห้อง และลองจินตนาการว่าต้องอยู่ในที่แห่งนี้ อยู่ร่วมกับคนอย่างถังเหมยลี่ด้วยแล้ว เธอต้องอกแตกตายสักวันเป็นแน่

“ฉันต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว รออยู่แบบนี้มีแต่แย่กับแย่”เป็นอีกครั้งที่ไป๋เหม่ยอิงพึมพำกับตนเอง

หญิงสาวจัดแจงผมเผ้ายุ่งเหยิงโดยการหวีมันให้เข้าที่ ชุดที่ใส่ถูกเปลี่ยนออกให้อยู่ในชุดที่คิดว่ามีร่องรอยการปะน้อยที่สุด ร่างบางสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ อยู่หลายครั้ง ก่อนจะเดินไปยังประตูห้องชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วเปิดมันออก พอดีกับที่พ่อกำลังเดินออกมาจากห้องฝั่งตรงข้ามพอดี

สองสายตาของพ่อลูกสบประสานกันอย่างพอดิบพอดี กู้เฉิงเลื่อนสายตามองมุมหน้าผากของลูกสาวอย่างรู้สึกปวดใจ เขาใช้มือที่โอบอุ้มเธอมาแต่เล็กทำร้ายเธอในวันนั้น ความรู้สึกเสียใจยังคงอัดแน่นอยู่ในอกไม่จางหาย

“อิงอิง…พ่อขอโทษ”ชายชาติทหารการกระทำแม้จะหยาบกระด้าง แต่ก็เต็มไปด้วยความซื่อตรงอยู่ในที เขาเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ ลูกสาวคนเดียวที่เกิดจากความรักของเขาและผู้หญิงที่เขารักยิ่งกว่าชีวิต วันนั้นกลับทำร้ายลูกได้ลงคอเพียงเพราะอารมณ์โกรธชั่ววูบเดียว

ไป๋เหม่ยอิงชะงักนิ่งตั้งแต่ตอนที่ได้เห็นหน้าพ่อของเด็กคนนี้แล้ว ในความทรงจำเดิมเธอไม่ได้เห็นหน้าของกู้เฉิงชัดขนาดนี้ พอมาดูชัด ๆ ผู้ชายตรงหน้านั้นเหมือนกับพ่อของเธอในชีวิตที่แล้วราวกับคนเดียวกัน

พลันหยาดน้ำตาแห่งความคิดถึงรินไหลอาบแก้มขาวซีดในทันที เธออยากกอดผู้ชายคนนี้อีกสักครั้ง แม้จะรู้ว่าเขาไม่ใช่คุณพ่อแท้ ๆ แซ่ไป๋ แต่อย่างน้อยเขาก็มีใบหน้าที่เหมือนกันมาก

“หนูขอกอดพ่อเหมือนตอนเด็กได้ไหมคะ?”

คำพูดของลูกสาวทำให้กู้เฉิงกางแขนออกอย่างรวดเร็ว “มาสิ!”

ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากของร่างบอบบาง มีเพียงเสียงสะอื้นไห้และเสียงขยับกายเดินเข้าไปสวมกอดผู้เป็นพ่อในเวลาต่อมา

“พ่อขอโทษ”กู้เฉิงกล่าวออกมาอีกครั้ง ฝ่ามือหยาบใหญ่ยกขึ้นลูบผมของลูกสาวไปมา ปลายนิ้วยาวแตะลงบนแผลมุมหน้าผากของลูกสาวแผ่วเบา

หลังจากที่เห็นลูกสาวสลบไปในวันนั้น เขาเองรู้สึกกลัวไม่น้อย กลัวว่าลูกสาวจะจากเขาไปอีกคน นั่นจึงทำให้นายทหารวัยกลางคนตัดสินใจได้ในทันที

เขาจะไม่บังคับกู้เหม่ยอิงอีกแล้ว หากเธอไม่อยากแต่งออกไป ชีวิตของเธอในบ้านหลังนี้พ่ออย่างเขาจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเธอเอง แม้จะต้องจัดการกับแม่ของลูกอย่างเด็ดขาดเขาก็จะทำ

กู้เหม่ยอิงเอาแต่สะอื้นไห้อยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นพ่ออยู่เช่นนั้นเนิ่นนาน จนกระทั่งได้สติจึงค่อย ๆ ผละออกเพื่อพูดเรื่องสำคัญที่ตนเองคิดมาแล้ว

“หนูจะแต่งงานค่ะพ่อ หนูจะแต่งกับผู้ชายคนนั้นตามที่พ่อต้องการ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป