บทที่ 5 ตัดสินใจแต่งให้พ่อหม้าย

“ลูกว่าอย่างไรนะ?”กู้เฉิงรู้สึกมึนงงกับคำพูดของลูกสาวเป็นอย่างมาก นัยน์ตาคมมองจ้องใบหน้าของลูกสาวอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน 

เมื่อสองวันก่อนไม่ใช่ว่ายืนกรานหนักแน่น อย่างไรเจ้าตัวก็ยืนยันว่าจะไม่แต่งให้กับผู้ชายที่เขาเลือกให้ไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมวันนี้ถึงได้ดูเต็มใจ ราวกับเหตุการณ์ขัดแย้งใหญ่โตเมื่อสองวันก่อนไม่เคยเกิดขึ้น

กู้เหม่ยอิงพยายามปรับสีหน้าและแววตาให้แนบเนียนที่สุด พ่อเธอคนนี้คือทหารระดับสูง แน่นอนว่าค่อนข้างมีฝีมือ เช่นนั้นแล้วการเล่นละครแบบเด็กน้อยไม่อาจใช้ตบตานายทหารคนนี้ได้อย่างเด็ดขาด

“ผู้ชายคนนั้นที่พ่ออยากให้หนูแต่งงานกับเขาอย่างไรล่ะคะ หนูจะแต่งกับเขาค่ะ พ่อช่วยจัดการให้หนูด้วยนะคะ”เธอตอบออกไปด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น พลางมองสบตาผู้เป็นพ่อตาปริบ ๆ

น้ำตาเม็ดเล็กคลอหน่วย ปลายจมูกแดงก่ำยิ่งทำให้คนเป็นพ่อรู้สึกสงสารลูกสาวจับใจ แต่สงสารก็ส่วนสงสาร ตอนนี้เขาจำต้องพูดเรื่องนี้ให้รู้เรื่องเสียก่อน และต้องพูดอย่างใจเย็นเสียด้วย

กู้เฉิงประคองร่างผอมบางของลูกสาวไปนั่งที่ห้องโถงเพื่อเริ่มพูดคุยเรื่องสำคัญนี้อีกครั้ง ชายวัยกลางคนค่อนข้างใจเย็นกว่าที่ผ่านมาเพราะเขาได้รับบทเรียนจากการกระทำวู่วามของตนเองมาเมื่อครั้งก่อนแล้ว

“ก็ไหนตอนแรกลูกบอกกับพ่อเองว่าไม่อยากแต่งให้เขา”คิ้วคู่คมขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อยากผลีผลาม กู้เฉิงได้แต่รอคำตอบของลูกสาวอย่างใจเย็นเพียงเท่านั้น

“พ่อบอกกับหนูว่าเขาค่อนข้างมีฐานะ วัน ๆ ใช้ชีวิตอยู่แต่ในค่ายทหารไม่ใช่เหรอคะ?”หญิงสาวเอ่ยทวนคุณสมบัติที่ได้รับรู้มาจากความทรงจำอันเลือนลางของร่างนี้กับผู้เป็นพ่อ ซึ่งสำหรับกู้เหม่ยอิงคนก่อนอาจจะรังเกียจ 

แต่สำหรับวิญญาณไป๋เหม่ยอิงที่เข้ามาอยู่ใหม่กลับรู้สึกว่าเขาช่างเป็นผู้ชายที่เหมาะสมกับเธอในตอนนี้เสียเหลือเกิน

พลันประกายบางอย่างในแววตาของลูกสาวทำเอาคนเป็นพ่อเริ่มไม่แน่ใจ

“แต่เมื่อสองวันก่อนลูกบอกเองว่ารังเกียจที่เขามีลูกติด”ซึ่งเขาเองเข้าใจข้อนี้ดี ใครบ้างจะอยากแต่งเข้าบ้านสามีเพื่อไปเลี้ยงลูกที่เกิดจากภรรยาเก่า หากแต่งเข้าไปไหนจะต้องปรนนิบัติดูแลพ่อแม่สามีแล้ว ลูกของภรรยาเก่าก็ต้องให้ความสำคัญด้วย ไม่อย่างนั้นจะเป็นที่ยอมรับของครอบครัวสามีได้อย่างไร

แต่นั่นถือเป็นเหตุผลเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับแง่มุมอื่นของผู้ชายคนนั้น ทั้งหน้าที่การงานที่มั่นคง พื้นฐานครอบครัวที่ดี ยิ่งนิสัยส่วนตัวด้วยแล้ว แม้จะดูไร้ชีวิตชีวาไปสักหน่อย แต่ชายชาติทหารจะให้อ่อนหวานก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว เขาเองเกิดมาอายุไม่ใช่น้อยใช่ว่าจะมองผู้ชายด้วยกันไม่ออกเสียเมื่อไหร่กัน

กู้เหม่ยอิงยิ้มเจื่อนกับสิ่งที่พ่อแย้งขึ้น ซึ่งมันก็คือความจริงทั้งหมด แต่เป็นความจริงที่กู้เหม่ยอิงคนก่อนทำเอาไว้ต่างหาก

ใบหน้าเล็กเจื่อนลงเล็กน้อย “เอาเป็นว่าหนูไม่รังเกียจแล้วค่ะ มาคิด ๆ ดูชีวิตแต่งงานของหนูกับผู้ชายที่พ่อเลือกอาจจะไปได้ดีก็ได้นะคะ”

และต้องไปได้ดีอย่างแน่นอน กู้เหม่ยอิงคนใหม่คิดในใจ

เพราะเธอคิดมาดีแล้วน่ะสิ ผู้ชายที่วัน ๆ อยู่แต่ค่ายทหารไม่ค่อยกลับบ้านกลับช่อง อาจจะฟังดูแย่สำหรับผู้หญิงคนอื่น แต่สำหรับเธอมันคือข้อดีต่างหาก

นอกจากจะแต่งงานเข้าไปแล้วไม่ต้องปรนนิบัติเอาใจสามี ในแต่ละวันเธอเพียงแค่เลี้ยงลูกติดของสามีให้ดีเท่านั้น แล้วสำหรับเธอชีวิตแต่งงานเช่นนี้จะไปยากเย็นอะไรอีก ในเมื่อชีวิตก่อนเป็นครูปฐมวัยที่ดูแลเด็กมาไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยคน แค่เพียงเด็กอายุไม่กี่ขวบคนเดียว เธอย่อมทำได้อยู่แล้ว

กู้เฉิงเห็นลูกสาวพูดออกมาด้วยความมั่นอกมั่นใจ ชายวัยกลางคนจึงเผยยิ้มออกมาด้วยความยินดี อย่างน้อยเขาก็เลือกสามีที่ดีให้กับลูกสาวได้แล้ว ชาตินี้ต่อให้ตายไปเจอภรรยาเขาจะได้กล้าพอสู้หน้าเธอได้บ้าง อาจจะถูกเธอบ่นเล็กน้อย แต่ไม่ถึงขั้นถูกทุบตีอย่างแน่นอน

ชายวัยกลางคนถูมือไปมาด้วยความดีใจ “ได้! พ่อจะจัดการให้ลูกเอง”

ด้วยความดีใจกู้เฉิงรีบออกจากบ้านไปในทันทีเพื่อส่งข่าวให้กับว่าที่ลูกเขยได้รับรู้ถึงข่าวดีนี้

ทิ้งไว้เพียงลูกสาวคนโตที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม มองแผ่นหลังของผู้เป็นพ่อที่กำลังออกจากบ้านไปอย่างเหลือจะเชื่อ

แค่รับปากอย่างเต็มใจ พ่อของเธอต้องดีใจขนาดนี้เชียวหรือ…

กู้หม่ยอิงกลับเข้าห้องนอนอีกครั้งเพื่อเตรียมอาบน้ำให้เรียบร้อย เธอไม่สามารถใช้ชีวิตต่อไปทั้งที่ตัวเหนียวเหนอะหนะ ผมเผ้าเป็นสังกะตังแบบนี้ได้

และแน่นอนว่าเสื้อผ้าในตู้ของเธอก็ไม่ได้มีให้เลือกมากนัก มันทั้งชำรุดและเนื้อบางราวกับใส่มานานนับสิบปี ทั้งกระโปรงบางตัวก็มีรอยขาดวิ่นที่ชาย ดูแล้วก็รู้สึกสงสารร่างนี้ไม่น้อย

ทั้งที่เป็นลูกสาวนายทหารยศใหญ่ แต่กลับใช้ชีวิตราวกับทาสชั้นต่ำ

“คิดได้แล้วเหรอ?”

เสียงแหลมปรี๊ดที่คุ้นเคยทำให้สองเท้าหยุดชะงักในทันที กู้เหม่ยอิงหันไปมองยังต้นกำเนิดเสียง ก็พบกับแม่เลี้ยงที่ยืนกอดอกยิ้มเยาะ มองมาที่เธอด้วยแววตาเหยียดหยาม กับท่าทางเช่นนี้ของหล่อนกู้เหม่ยอิงไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด

เพราะในความทรงจำบ่อยครั้งถังเหม่ยลี่ก็มักจะแสดงธาตุแท้ออกมาให้เห็น โดยเฉพาะตอนที่สามีอย่างกู้เฉิงไม่อยู่ เช่นตอนนี้นั่นเอง

แววตาลูกเลี้ยงที่มองกลับมาอย่างแข็งกร้าวนั้นทำให้ถังเหมยลี่รู้สึกแปลกใจไม่น้อย เด็กโสโครกขี้ขลาดอย่างเด็กนี่ มีสิทธิมองเธอแบบนี้ด้วยอย่างนั้นเหรอ

“แอบฟังคนอื่นคุยกัน ไม่มีมารยาทเอาเสียเลยนะคะ…แม่เลี้ยง”น้ำเสียงใสยังคงความอ่อนน้อมไม่เปลี่ยนแปลง แต่คำเรียกขานนั้นกลับย้ำหนักราวกับกำลังประชดประชันอย่างไรอย่างนั้น 

กู้เหม่ยอิงจ้องลึกเข้าไปยังดวงตาของแม่เลี้ยง พลางเดินเข้าไปหาหล่อนช้า ๆ อย่างไม่เกรงกลัว ราวกับต้องการจะข่มขวัญอีกฝ่ายเอาไว้

นั่นจึงทำให้ถังเหมยลี่รู้สึกหวั่นใจจนต้องก้าวถอยหลังไปถึงสองก้าวติด คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน พลางสำรวจท่าทางของลูกเลี้ยงอย่างไม่อยากเชื่อสายตา

นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งออกไปก็ปีกกล้าขาแข็งกับแม่เลี้ยงอย่างเธอเสียแล้ว ไหนจะคำตำหนิก่อนหน้าอีก มีลูกเลี้ยงบ้านไหนบ้างที่กล้าออกปากต่อว่าแม่เลี้ยงว่า ‘ไม่มีมารยาท’ เห็นจะมีแต่เด็กตรงหน้านี้ก็เท่านั้น

“ฉะ ฉันแค่บังเอิญผ่านไปได้ยินก็เท่านั้น”

น้ำเสียงตะกุกตะกักฟังดูไม่มั่นคงนัก ถังเหมยลี่พยายามเสมองไปทางอื่นเพื่อซ่อนความรู้สึกในแววตา ทว่าหญิงสาวยังคงพยายามเชิดหน้าขึ้นราวกับตนเองอยู่เหนือกว่า และไม่ได้ทำสิ่งใดผิดแม้แต่น้อย

กู้เหม่ยอิงเห็นเช่นนั้นก็บิดยิ้มร้าย มองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกสมเพชอยู่ลึก ๆ แค่การโกหกแบบเด็กน้อยยังทำได้ไม่แนบเนียนเอาเสียเลย

เธอล่ะอยากรู้จริง ๆ ว่าผู้หญิงคนนี้เอาสติปัญญาที่ไหนปีนเตียงนายทหารมากฝีมืออย่างพ่อเธอกัน น่าเสียดายที่ในความทรงจำไม่มีรายละเอียดเรื่องนี้อยู่เลย ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ลืมที่จะเปิดโปงความหน้าหนาของเจ้าหล่อนก่อนออกจากบ้านหลังนี้อย่างแน่นอน

“อ่า ก็ตามที่แม่เลี้ยงได้ยินนั่นล่ะค่ะ อย่างไรก็รบกวนตระเตรียมชุดเจ้าสาวให้ลูกคนนี้ด้วยก็แล้วกันนะคะ หากวันงานใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ ออกไป มีหวังชาวบ้านคงนินทาคุณพ่อแน่”กู้เหม่ยอิงพูดลอยหน้าลอยตา ก่อนจะปรายตามองสีหน้าที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของแม่เลี้ยง

ในเมื่อชอบยึดเงินของเธอไปนัก ก็เอาหน้าที่นี้ไปทำก็แล้วกัน ด้วยนิสัยรักหน้าตา หยิ่งในศักดิ์ศรีของถังเหมยลี่แล้ว เธอเชื่อว่าชุดแต่งงานของเธอไม่มีทางด้อยกว่าหญิงสาวในหมู่บ้านนี้อย่างแน่นอน

เพราะผู้หญิงคนนี้มีศักดิ์ศรีคุณนายทหารค้ำคออยู่อย่างไรล่ะ ทั้งภาพลักษณ์แม่เลี้ยงผู้มีจิตใจดีงามที่พยายามสั่งสมมาอย่างยากลำบากอาจจะพังลงในทันที หากปล่อยให้ลูกเลี้ยงอย่างเธอออกจากบ้านไปด้วยชุดเน่า ๆ พวกนั้น

เด็กสาวไม่ได้รอฟังคำโต้แย้งของแม่เลี้ยงแต่อย่างใด ร่างบางเดินออกมาจากบริเวณนั้น ก่อนจะตรงไปยังห้องน้ำที่อยู่ห่างจากตัวบ้านไปเล็กน้อย เธอยังมีสิ่งสำคัญมากกว่านั้นที่ต้องทำ อย่างเช่นการอาบน้ำและขัดเนื้อตัวที่มีสีผิวกระดำกระด่างนี่ เพื่อให้ตัวเองเป็นเจ้าสาวแสนสวยในวันงานอย่างไรล่ะ

จึงมีเพียงถังเหมยลี่แน่ที่กำลังยืนอ้าปากค้างพะงาบ ๆ พยายามสรรหาคำพูดเจ็บแสบมาตอบโต้นางเด็กโสโครก แต่ยังไม่ทันที่เธอจะคิดได้ อีกฝ่ายก็เดินหายเข้าไปในห้องน้ำพร้อมกับเสียงปิดประตูดัง ‘ปัง’ จนเธอเผลอสะดุ้งโหยง

ถังเหมยลี่กำมือแน่นด้วยความขุ่นเคือง พลันคิดในใจถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวันนี้ นางเด็กนี้มีสมองตั้งแต่เมื่อไหร่กัน…

บทก่อนหน้า
บทถัดไป