บทที่ 8 เพื่อนหญิงคนแรก

แม้ระยะทางจากบ้านไปจนถึงบ้านของสหายจะค่อนข้างไกลกันสักหน่อย แต่กู้เหม่ยอิงเลือกที่จะเดินมากกว่าปั่นจักรยานมา เพื่อไม่ให้ข้าวของในตะกร้าตกกระจายเสียก่อน หญิงสาวปาดเหงื่อที่ไหลตามกรอบหน้าในทันทีที่มาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านของสหาย

ซึ่งก็คือบ้านของผู้นำหมู่บ้านอย่างคุณลุงจางอี้ สหายรุ่นพี่ของพ่อเธอนั่นเอง จากความสทรงจำแล้วนั้นครอบครัวจางค่อนข้างมีนิสัยดีและน่าคบหาครอบครัวหนึ่ง

นั่นจึงทำให้เธอคนก่อนพลอยสนิทสนมกับลูกชายลูกสาวบ้านจางไปด้วย

“ลี่จู!! เธออยู่หรือไม่?”เสียงใสตะโกนไม่ดังนัก เพราะเกรงจะรบกวนคนอื่น ๆ ในบ้าน ตอนนี้ก็เย็นมากแล้วคนส่วนใหญ่พึ่งเลิกงานจากแปลงนาและกำลังพักผ่อนอยู่ภายในบ้าน

เพียงชั่วอึดใจก็ได้ยินเสียงขานรับดังออกมาจากด้านในบ้าน หลังจากนั้นก็พบกับร่างอวบอัดของเด็กสาววัยเดียวกันวิ่งออกมาด้วยความรีบร้อน

กู้เหม่ยอิงลอบสำรวจเพื่อนหญิงคนแรกในชีวิตนี้ด้วยความรู้สึกเอ็นดูไม่น้อย เด็กสาวคนนี้รูปร่างอวบค่อนไปทางเจ้าเนื้อ แก้มกลมป่องสองข้างขึ้นสีแดงเลือดฝาดอย่างคนมีสุขภาพความเป็นอยู่ที่ดี ด้วยผิวพรรณขาวเนียนดูสะอาดสะอ้าน นั่นทำให้เธอดูน่ารักไม่หยอกในสายตาของกู้เหม่ยอิง

“กินข้าวอยู่เหรอ?”

จางลี่จูทำหน้าตื่นตระหนกเมื่อได้ยินคำถามนั้นของสหาย ทั้งที่พึ่งมาถึงยังไม่ทันเข้าไปด้านในด้วยซ้ำ แต่สหายของเธอกลับรู้ว่าเธอกำลังกินข้าวอยู่ ชักจะเก่งกาจรอบรู้เกินไปแล้ว “เธอรู้ด้วยเหรอ?”

“ก็นี่มันเวลากินข้าวไม่ใช่เหรอ อีกอย่างก็…”กู้เหม่ยอิงยิ้มตอบ พลางใช้นิ้วชี้ไปยังมุมปากของสหายที่มีข้าวขาวเม็ดโตติดอยู่ พร้อมส่งสายตาล้อเลียนสหาย

หญิงสาวร่างอวบรีบหยิบเม็ดข้าวยัดเข้าปากตนเองแล้วกลืนในทันทีด้วยความขัดเขิน “อุ๊ย!! แหะ ๆ ก็ฉันรีบ ว่าแต่เธอมีอะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่า?”

เป็นเรื่องปกติที่จางลี่จูจะถามคำถามเช่นนี้ออกมาด้วยแววตาห่วงใย เพราะชีวิตของกู้เหม่ยอิงไม่ได้ราบรื่นนัก แม้จะเป็นลูกสาวนายทหารยศใหญ่ แต่ก็ถูกแม่เลี้ยงรังแกอยู่ร่ำไป การวิ่งมาขอความช่วยเหลือแม้จะน้อยครั้ง แต่ลูกสาวผู้นำหมู่บ้านอย่างจางลี่จูก็ไม่เคยปฎิเสธทั้งยังเต็มใจช่วยเหลือเป็นอย่างดี

“พรุ่งนี้ว่างหรือเปล่า? เราไปซื้อของในเมืองกัน แล้วก็นี่ฉันแบ่งของที่บ้านมาให้น่ะ”พูดจบพลางยื่นตะกร้าสานที่ถือมาส่งให้สหายสนิทเพียงหนึ่งเดียว

จางลี่จูเห็นสามชั้นราดน้ำแดงดูน่ากินก็ลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ข้างกันยังมีไข่ไก่วางเรียงกันอยู่อีกด้วย เธอไม่ได้กินเนื้อมาสองสามวันแล้ว เพราะเป็นกฎที่พ่อตั้งเอาไว้ ว่าบ้านจางของเราะสามารถกินเนื้อได้แค่สองวันต่อสัปดาห์ ซึ่งก็ครบกำหนดในวันพรุ่งนี้พอดี

แม้จะเป็นลูกสาวผู้นำหมู่บ้านที่พอจะมีฐานะอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้กินเนื้อทุกวันหรือใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายอย่างที่หลายคนคิด อาหารตรงหน้านั้นสีสันน่ากิน ทั้งยังมีกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย จนจางลี่จูอยากจะกินมันให้หมดเดี๋ยวนั้น แต่ถึงอย่างนั้นก็อดกังวลแทนสหายไม่ได้จึงถามขึ้น

“เนื้อเหรอ? แล้วอย่างนี้แม่เลี้ยงของเธอจะไม่ว่าเอาเหรอ?”

ถังเหมยลี่แม่เลี้ยงของสหายที่ใครต่างสรรเสริญในความดีงาม มีเพียงจางลี่จูที่เป็นสหายสนิทของเธอเท่านั้นที่รู้ตื้นลึกหนาบางที่เกิดขึ้น ในขณะที่กู้เหม่ยอิงยินยอมทำตามแม่เลี้ยงอย่างไม่อิดออดและพยายามพูดแก้ต่างให้อยู่หลายครั้ง

แต่จากสายตาของจางลี่จูที่สังเกตการกระทำเหล่านั้นอยู่ตลอดรู้ดีว่า นั่นไม่ใช่ความหวังดีสักนิด แต่มันคือการพูดจาดีพร้อมกับใช้น้ำเสียงนุ่มนวล เพื่อหลอกใช้ลูกเลี้ยงแสนซื่ออย่างกู้เหม่ยอิงต่างหาก

และถึงเธอพยายามเตือนสหายหลายครั้งหลายหน ทว่ากู้เหม่ยอิงยังคงเชื่อในตัวแม่เลี้ยง จนในที่สุดจางลี่จูก็เลิกพูดเรื่องนี้ไปเองเพราะความเบื่อหน่ายในความหัวอ่อนของสหายคนนี้

แววตาห่วงใยของสหายทำให้กู้เหม่ยอิงเผยรอยยิ้มออกมาเพื่อให้เธอเบาใจในเรื่องนี้ ขณะเดียวกันก็รู้สึกอบอุ่นไม่น้อยเช่นเดียวกัน เธอไม่คาดคิดมาก่อนด้วยซ้ำว่าในชีวิตนี้จะมีสหายที่ดีอย่างจางลี่จู

“ไม่หรอก พอดีพ่อฉันกลับมาแล้วน่ะ แล้วเขาฝากมาบอกลุงจางด้วยว่าพรุ่งนี้จะมาหา”

จางลี่จูมีสีหน้าเบาใจเมื่อรู้ว่าคุณอากู้กลับมาอยู่บ้าน เพราะอย่างน้อยสหายหัวอ่อนของเธอก็จะไม่ถูกเอาเปรียบมากจนเกินไปนัก

“ฉันจะบอกให้แล้วกัน ส่วนอาหารนี่ก็ขอบใจนะ แล้วก็พรุ่งนี้เราเข้าไปในเมืองพร้อมพี่ใหญ่ดีหรือไม่?”

จางลี่จูกล่าวสรุป โดยไม่ลืมถามความสมัครใจของสหายก่อน 

ถึงอย่างไรพี่ใหญ่ก็ต้องขับรถแทร็กเตอร์ไปส่งเจ้าหน้าที่ในเมืองอยู่แล้ว ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ สองคนขออาศัยไปด้วยคงไม่ทำให้เขาลำบากกว่าเดิม อีกอย่างเธอรู้สึกขี้เกียจที่จะต้องถีบจักรยานไปกันเองสองคน ครั้นจะให้สหายถีบแล้วตนเองซ้อนก็เกรงใจเพราะกู้เหม่ยอิงตัวผอมบางกว่าเธอมากทีเดียว

“ได้ ขอบใจนะที่ไปเป็นเพื่อนฉัน เธอกลับไปกินข้าวต่อเถอะ”ดูแล้วสหายคงกำลังเจริญอาหาร เมื่อตกลงธุระเรียบร้อยก็ควรจะกลับได้แล้ว แม้จะสนิทกันมานานแต่การรบกวนเวลามื้ออาหารไม่ใช่มารยาทที่ดีนัก ข้อนี้เธอรู้ดี

“อ่า อื้ม! ไว้เจอกันพรุ่งนี้”หญิงสาวกล่าวลาสหายด้วยรอยยิ้มกว้างจนตาหยี ทว่าเมื่อเตรียมจะหันหลังกลับ ด้านหลังของจางลี่จูกลับมีร่างสูงโปร่งคุ้นตาของอีกคนกำลังเดินตรงมาหาเธอ

ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องหลบเลี่ยง กู้เหม่ยอิงส่งยิ้มเบาบางให้เขาอย่างเป็นมิตร อย่างไรพี่ลู่เสียนก็ดีกับร่างนี้มาตั้งแต่เด็ก

พอดีกับที่จางลู่เสียนเดินมาหยุดตรงหน้าเธอ ชายหนุ่มดันหลังน้องสาวให้เข้าไปในบ้าน เพราะเห็นว่าสหายของน้องสาวไม่ได้นำจักรยานมาก็ได้ทีขันอาสา

 “เดี๋ยวพี่ไปส่ง ฟ้าใกล้มืดแล้ว”น้ำเสียงนุ่มทุ้มกล่าวอาสาในทันที

ซึ่งเขาไม่ได้เอ่ยคำนี้กับหญิงสาวคนไหนง่าย ๆ นอกจากเธอคนนี้ที่เขามีใจให้ตั้งแต่แตกหนุ่มเขาก็ไม่เคยรู้สึกกับหญิงสาวคนไหนเช่นกู้เหม่ยอิงอีกเลย เพียงแต่ยังไม่กล้าบอกเธอไปตรง ๆ ก็เท่านั้นเอง

“ค่ะ”กู้เหม่ยอิงตอบรับในทันทีอย่างไม่อิดออดเช่นกัน

จะเล่นตัวไปทำไมกันในเมื่อเธอเหนื่อยจะเดินแล้ว ระยะทางไม่ใช่ใกล้ ๆ มีคนไปส่งเช่นนี้จะปฏิเสธไปทำไมกัน อีกอย่างพี่ลู่เสียนคนนี้ก็เป็นเพื่อนเล่นกับกู้เหม่ยอิงคนก่อนมาตั้งแต่ยังเด็ก มีตรงไหนที่ไม่เหมาะสม ก็แค่พี่ชายสหายไปส่งที่บ้าน และเธอคิดว่านี่คงไม่ใช่ครั้งแรก

ความคิดง่าย ๆ เช่นนี้ของหญิงสาววัยใกล้สามสิบที่มาจากยุคอนาคตนั้นทำให้เธอกล้าที่ซ้อนท้ายจักรยานของจางลู่เสียนกลับบ้าน และแน่นอนว่าต่อให้มีข่าวเสียหายเธอก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้ว

ต่างจากชายหนุ่มที่ปั่นจักรยาน หัวใจแกร่งนั้นฟูฟ่องจนแทบลอยละล่องออกมานอกอกอยู่รอมร่อที่ได้รับความไว้ใจจากหญิงสาวในดวงใจ

จางลู่เสียนถีบจักรยานไปส่งเธออย่างระมัดระวัง ระหว่างทางแม้จะไม่มีบทสนทนาใด แต่เพียงแค่เสียงลมหายใจที่ดังอยู่ใกล้กันก็มากพอแล้วสำหรับเขา

หญิงสาวกล่าวขอบคุณพี่ชายของสหายทันทีที่จักรยานหยุดตรงหน้าบ้าน เธอเพียงบอกลาเขาสั้น ๆ แล้วเดินเข้าบ้านไปอย่างไม่คิดมาก

“พ่อ หนูกลับมาแล้ว”

กู้เฉิงที่นั่งจิบชาอยู่โถงกลางบ้านหันมามองตามเสียงเรียก พลันขมวดคิ้วเล็กน้อย “ทำไมกลับมาเร็วนัก ไม่ได้เอาจักรยานไปไม่ใช่หรือ?”

“พี่ลู่เสียนมาส่งน่ะค่ะ”

ผู้เป็นพ่อมีทางเคร่งขรึมขึ้นมาจากเดิม เขานั่งหลังตรงก่อนจะกวักมือเรียกให้ลูกสาวมานั่งใกล้ ๆ “ลูกอาจจะยังไม่รู้ แต่พ่อจะเตือนลูกเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน”

เมื่อเห็นว่าลูกสาวไม่ได้เอ่ยขัดกู้เฉิงจึงกล่าวต่อไป

“ลู่เสียนชอบลูกนะ หากลูกไม่ได้คิดตรงกันกับพี่เขา ก็ไม่ควรใกล้ชิดกันมากจนเกินไป หรือหากบอกเรื่องที่กำลังจะแต่งงานให้เขารู้เร็วที่สุดก็จะเป็นผลดีกับทั้งลูกเองและลู่เสียน”เขาเองพึ่งสังเกตแววตาของเด็กหนุ่มอย่างลู่เสียนเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ประกายบางอย่างที่มองมายังลูกสาวของเขานั้นผิดกับที่เด็กนั่นมองคนอื่นอย่างสิ้นเชิง

แต่เดิมทีเขาไม่ได้รังเกียจหรือไม่ชอบจางลู่เสียน เพียงแต่คิดว่าหากลูกสาวแต่งให้กับคนเมือง อย่างน้อยการย้ายทะเบียนบ้านไปเป็นคนที่นั่นย่อมดีกว่าอยู่ที่หมู่บ้านชนบทนี่

“พ่อ…คิดมากไปแล้ว หนูไม่ได้คิดกับพี่ลู่เสียนแบบนั้นสักหน่อย”

สำหรับเหม่ยอิงคนก่อนเธอไม่รู้ แต่เหม่ยอิงคนนี้พึ่งเจอจางลู่เสียนเพียงครั้งเดียวจะมีใจให้เขาก็คงเร็วเกินไป อีกอย่างเธอตกลงแต่งให้ผู้ชายคนนั้นไปแล้ว จะให้เปลี่ยนใจไปมาได้อย่างไร

“ก็ตามใจ แต่เก็บไปคิดหน่อยก็แล้วกัน”ชายวัยกลางคนยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ เขาค่อนข้างเชื่อมั่นว่าลูกสาวไม่มีทางรักชอบจางลู่เสียน แต่ก็อยากให้เหม่ยอิงทำให้ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นจะเป็นการให้ความหวังเด็กหนุ่มยิ่งไปใหญ่

แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำได้เพียงแค่เตือน เรื่องของเด็กก็ควรจัดการกันเอาเอง

“แต่พ่อคะ…”กู้เหม่ยอิงพยายามเอ่ยแย้งความคิดของพ่อ

แต่ทว่ากู้เฉิงไม่อยากฟังเด็กดื้อที่ชอบเถียงคอเป็นเอ็นอีกแล้ว มือหนาเพียงโบกไปมาคล้ายกำลังไล่อีกฝ่าย ก่อนหันไปรินชาใส่ถ้วยแล้วจิบช้า ๆ อย่างสบายอารมณ์โดยไม่สนใจใบหน้าบูดบึ้งของลูกสาวอีกต่อไป

ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ กลับมารอบนี้ลูกสาวของเขาเปลี่ยนไปมากจริง ๆ แต่ในเมื่อไม่ได้ส่งผลเลวร้ายอะไรต่อใคร บางส่วนยังดีขึ้นจนเขาเองยังอดชื่นชมไม่ได้อย่างเช่นฝีมือทำอาหาร ถึงจะเถียงเก่งขึ้นกว่าเดิมไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้แย่ถึงขั้นไม่ยอมฟังคำของเขา เช่นนั้นแล้วจะตำหนิลูกไปทำไมกัน เขาออกจะชอบที่ลูกสาวดูเข้มแข็งและดื้อรั้นแบบนี้ด้วยซ้ำ

ขอเพียงมีสติและเหตุผล ต่อให้แต่งออกไปในวันพรุ่งนี้ก็ไม่กังวลใจแล้ว

ส่วนคนเป็นลูกสาวน่ะหรือที่จะทำอะไรต่อได้อีก กู้เหม่ยอิงเพียงเดินเข้าห้องไปพร้อมกับบ่นกับตัวเองเสียงแผ่วอย่างขัดใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป