บทที่ 9 มีเงินมากย่อมไม่ลำบาก

ยังไม่ทันที่แสงแรกของวันจะโผล่พ้นขอบฟ้า ร่างบางบนเตียงนอนเล็กขยับกายลุกขึ้นโดยไม่ต้องรอให้ใครปลุก ด้วยวันนี้มีสิ่งที่ต้องทำ หญิงสาวพับผ้าห่มผืนบางวางไว้อย่างเป็นระเบียบ 

เธอลงมือทำอาหารง่าย ๆ อย่างโจ๊กข้าวขาว ซึ่งก็เป็นวัตถุดิบที่เหลืออยู่ในตู้ ใส่เนื้อหมูสับ กระเทียมเจียวและผักโรยหน้าอีกเล็กน้อย เพียงเท่านี้อาหารในหม้อก็ส่งกลิ่นหอมกรุ่นพร้อมทานแล้ว

เมื่อวานเธอเห็นสายตาราวกับกำลังคาดโทษจากแม่เลี้ยงก็พอเดาได้ว่าหล่อนคงรู้แล้วว่าอาหารมากมายเมื่อวานนั้นมาจากคลังเสบียงที่แอบซ่อนเอาไว้ เห็นทีว่าหากพ่อกลับไปทำงานเธอคงจะโดนแม่เลี้ยงจัดการอีกไม่ใช่น้อยเชียวล่ะ

แต่แล้วใครจะสนใจกัน กู้เหม่ยอิงคนก่อนอาจจะยอมก้มหัวให้ แต่ไม่ใช่กับ ‘คุณหนูไป๋เหม่ยอิง’ คนนี้อย่างแน่นอน

อีกอย่างอาหารในตู้ที่แม่เลี้ยงแอบซ่อนเอาไว้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเงินที่หลอกล่อไปจากกู้เหม่ยอิงคนก่อนไม่ใช่เหรอ แม้จะไม่ถึงขั้นข่มขู่แย่งชิง แต่ก็ใช้คำพูดหลอกล่อเพื่อเอาเปรียบเจ้าของร่างนี้ เช่นนั้นแล้วเธอเองก็มีสิทธิที่จะได้กินอาหารพวกนั้นเช่นเดียวกัน

เธอเข้าใจดีที่แม่เลี้ยงกักตุนอาหารไว้อาจจะเพื่ออนาคตของครอบครัว แต่ที่ผ่านมากู้เหม่ยอิงคนก่อนนั้นไม่เคยได้กินอาหารดี ๆ พวกนี้เลย นั่นก็ชัดเจนแล้วว่าอาหารพวกนี้ไม่ได้มีส่วนของเธอเลยทั้งที่มันก็เป็นเงินของเธอส่วนหนึ่ง

ยอมรับว่ารู้สึกสะใจไม่น้อยกับการกระทำเมื่อวาน แต่คงเพราะความรู้สึกของเจ้าของร่างยังคงติดค้างอยู่ ถึงทำให้เช้าวันนี้เมื่อมองไปยังตู้เก็บอาหารเธอจึงเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาในใจ

ช่วงเวลานี้ทุกบ้านจึงกักตุนอาหารเอาไว้เพื่อเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นถือเป็นเรื่องที่ปกติมาก

เท่าที่รู้มาในช่วงเวลานี้ประเทศกำลังอยู่ในยุคที่ตกต่ำที่สุดของระบบเศรษฐกิจ นั่นก็เท่ากับว่าทุกหย่อมหญ้าจะเต็มไปด้วยผู้คนที่อดอยาก ประชากรทำงานมากแต่ได้ผลตอบแทนน้อยนิด และหากจำไม่ผิดอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ทุกอย่างจะเริ่มดีขึ้น ทว่ากลับไม่ใช่กับชาวนาเหล่านี้ เพราะอาชีพนี้จะถูกพัฒนาให้ดีขึ้นในลำดับท้ายของระบบเศรษฐกิจเลยก็ว่าได้

และแน่นอนว่าหลังจากนี้กู้เหม่ยอิงไม่มีทางเป็นชาวนาอย่างแน่นอน เธอไม่ได้ดูถูกกระดูกสันหลังของชาติแต่อย่างใด แต่เธอเพียงคิดว่าด้วยร่างกายบอบบางเช่นนี้คงไม่เหมาะที่จะทำงานเช่นนั้ หากล้มป่วยขึ้นมาคงไม่คุ้มค่าหมอค่ายาอย่างแน่นอน แต่หากจะกลับไปเป็นครูปฐมวัยเช่นเมื่อก่อนก็คงยาก เพราะเธอคือกู้เหม่ยอิงที่ไม่มีแม้กระทั่งใบสำเร็จการศึกษา หนทางนั้นคงต้องตัดทิ้งไปก่อน

เห็นทีว่าหากแต่งให้กับพ่อหม้ายคนนั้นแล้วชีวิตเธอคงจะวางแผนง่ายขึ้นกว่านี้ อีกอย่างเธอเองก็ไม่รู้นิสัยส่วนตัวของเขา บ้านเขามีกฎระเบียบเช่นไรก็สุดจะคาดเดา ไหนจะต้องเลี้ยงเด็กเล็ก ตอนนี้คงต้องเก็บหอมรอมริบเอาไว้ให้มาก 

อนาคตมีเงินมากย่อมไม่ลำบาก เธอเชื่ออย่างนั้น…

และยังคงเป็นเช่นเมื่อวานกู้เหม่ยอิงไม่ได้สนใจเรื่องอาหารการกินของสองแม่ลูกเท่าใดนัก หญิงสาวเพียงตักอาหารในส่วนของตนเองมากินพลางคิดในหัวคร่าว ๆ ถึงของที่กำลังจะซื้อในวันนี้ ก่อนจะเดินไปเคาะห้องนอนของคนเป็นพ่อเพื่อบอกว่าเธอกำลังจะไปในเมืองพร้อมสหาย เพียงเท่านั้นก็ถีบจักรยานจากมา

ยามเช้าแสงแดดอ่อนจากดวงอาทิตย์นั้นไม่ได้ทำให้รู้สึกแสบร้อนผิวกายมากนัก กลับกันสายลมโชยอ่อนที่ปะทะเข้ากับใบหน้าทำให้หญิงสาวรู้สึกสดชื่น กู้เหม่ยอิงยังคงถีบจักรยานไปตามทางเรื่อย ๆ อย่างไม่รีบร้อน ไม่เหมือนกับชีวิตก่อนที่ทุกอย่างต้องเร่งรีบไปเสียหมด

หญิงสาวเผื่อเวลาไว้เล็กน้อยสำหรับเรื่องนี้ และแน่นอนว่าเมื่อไปถึงบ้านของสหาย จนกระทั่งนำจักรยานไปเก็บไว้ก็ยังเหลือเวลาให้พูดคุยกันอีกเล็กน้อยก่อนจะออกเดินทาง นั่นจึงทำให้เธอเชื่ออย่างสนิทใจว่าสหายจางคนนี้ หวังดีกับกู้เหม่ยอิงมากที่สุดเลยก็ว่าได้

ไม่ใช่เพียงคำพูดที่คอยถามไถ่อย่างใส่ใจ แต่แววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยนั้นมีให้เห็นอยู่ตลอดเช่นกัน

ด้านจางลู่เสียนที่รู้อยู่ก่อนแล้วว่าสหายของน้องสาวจะร่วมเดินทางด้วยในวันนี้ แม้งานนี้จะเป็นสิ่งที่ทำอยู่เป็นประจำทุกวัน แต่ผู้โดยสารหน้าตาจิ้มลิ้มที่เพิ่มขึ้นมาในวันนี้ทำให้หัวใจของชายหนุ่มไม่มั่นคงเท่าใดนัก

ทว่ากู้เหม่ยอิงไม่ได้รับรู้สายตาและความรู้สึกของชายหนุ่มแต่อย่างใด ตลอดทางหญิงสาวยังคงมองไปยังสองข้างทางด้วยความรู้สึกหลากหลาย เธอไม่ได้คุยกับสหายอย่างจางลี่จูมากนัก เพราะเพื่อนร่วมทางค่อนข้างแน่นขนัดพอสมควร ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่คอมมูนที่เดินทางไปประชุมที่สำนักงานในเมือง การพูดคุยหยอกล้อในตอนนี้คงไม่เหมาะสมนัก

สองข้างทางและวิถีชีวิตในยุคนี้ดึงความสนใจจากกู้เหม่ยอิงได้มากทีเดียว ในชีวิตก่อนเธอเกิดในช่วงปลายยุค 90 กว่าจะจำความได้ก็ราวยุค 2000 แล้ว ทั้งยังเกิดมาในเมืองหลวงท่ามกลางครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อม

ฉะนั้นวิถีชีวิตชาวนาในยุคนี้จึงค่อนข้างไกลตัวเธอพอสมควร แต่เมื่อมาอยู่ตรงนี้ก็คงทำสิ่งใดไม่ได้อีก นอกจากยอมรับและดำเนินชีวิตต่อไปให้เป็นปกติที่สุด และที่สำคัญเธอต้องยืนหยัดให้ได้ด้วยตนเองและหาเงินให้มาก

แม้จะยากสักหน่อย เธอก็จะถือว่าเป็นบทเรียนหนึ่งของชีวิตก็แล้วกัน

จนกระทั่งรถแทร็กเตอร์จอดยังหน้าสหกรณ์อย่างเช่นปกติ กู้เหม่ยอิงและสหายก็ลงที่จุดนี้เช่นเดียวกันกับคนอื่น ๆ ทั้งสองคนมีเวลาเลือกซื้อของไม่กี่ชั่วโมง เพราะรถแทร็กเตอร์มีเวลารับส่งคนที่ชัดเจน ก่อนเที่ยงวันก็ต้องกลับเข้าหมู่บ้านกัน

“เธออยากได้อะไรเหรอ?”จางลี่จูยังคงแปลกใจไม่หาย คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าเหตุใดสหายที่วัน ๆ อยู่แต่บ้าน ใช้ชีวิตเหมือนเป็นเงาคอยรับใช้แม่เลี้ยงและน้องชายต่างแม่ อยู่ ๆ ถึงวิ่งมาบอกว่าจะชวนเธอไปซื้อของในเมือง

เหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลยสักครั้งก็ว่าได้ ขนาดว่าเธอเป็นคนชวนก็น้อยครั้งที่เหม่ยอิงจะไปด้วย ส่วนใหญ่จะบอกว่า ‘ฉันต้องอยู่ดูแลบ้านและน้องชาย’

ซึ่งจริง ๆ แล้วจางลี่จูพอรู้มาบ้างว่าสหายให้เงินส่วนของตนเองกับแม่เลี้ยงจนไม่มีเงินไว้ใช้ส่วนตัวเลยต่างหาก

“คือ…ชุดเก่าของฉันน่าจะไม่ไหวแล้ว ลี่จูเธอมีร้านผ้าประจำหรือไม่?”ในความทรงจำกู้เหม่ยอิงไม่เคยซื้อเสื้อผ้าเลย ที่ใส่อยู่เห็นจะมีแต่ชุดเก่าของแม่เลี้ยงที่มันทั้งเก่าและบาง หากฤดูหนาวมาถึงก็ไม่รู้ว่าจะกันหนาวได้หรือเปล่า

จางลี่จูได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วยที่จะซื้อชุดใหม่เสียที เพราะชุดที่สหายใส่อยู่มันช่างเก่าเสียเหลือเกิน

“อ่า มีสิ เดินไปอีกนิดเลี้ยวขวาตรงตรอกนั้นก็ถึงแล้ว”เสียงใสแนะนำออกไปอย่างอารมณ์ดีพลางชี้นิ้วออกไปด้วยท่าทีกระตือรือร้น

นี่เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จางลี่จูเคยแนะนำสหายไปหลายครั้ง ในที่สุดวันนี้สหายก็ทำตามที่บอกสักที จางลี่จูคิดในใจคนเดียวอย่างอารมณ์ดี 

ก่อนจะจูงมือเรียวหยาบกร้านของสหายแล้วพากันเดินไปตามทาง ท่ามกลางผู้คนพลุกพล่านในย่านการค้าสำคัญ

ทันทีที่มาถึงร้านผ้าขนาดกลาง พนักงานหลายคนจำจางลี่จูได้เพราะเธอมักจะตามผู้เป็นแม่มาซื้อผ้าและอุปกรณ์ตัดเย็บที่นี่บ่อยครั้ง คุณนายบ้านจางนับว่าเป็นลูกค้าประจำของร้านก็ว่าได้ แม้ว่ากู้เหม่ยอิงจะแต่งกายไม่ต่างจากคนไร้บ้านก็พลอยได้รับการบริการที่ดีไปด้วย 

“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าสนใจผ้าแบบไหนเป็นพิเศษหรือไม่คะ?”พนักงานสาวสอบถามความต้องการของลูกค้าทั้งสองด้วยรอยยิ้ม ในแววตาไร้ซึ่งการดูแคลน แม้หนึ่งในลูกค้าจะแต่งกายด้วยชุดเก่าปะชุนทั้งชุดก็ตามที

กู้เหม่ยอิงค่อนข้างพอใจกับการปฎิบัติขอพนักงานที่มีต่อเธอ ดวงตาคู่โตมองไปรอบ ๆ ร้านก็ยังไม่สามารถเลือกได้เพราะไม่ได้มีความรู้เรื่องเหล่านี้มากนักจึงถามพนักงานออกไปในทันที

“ฉันอยากได้ชุดสำเร็จรูป คุณภาพปานกลางก็พอแล้วค่ะ”

เธอมีเงินมากพอที่จะซื้อชุดสำเร็จรูปอย่างดีให้กับตนเอง แต่คงไม่ใช่ตอนนี้ที่อาศัยอยู่ในบ้านสกุลกู้ร่วมกับแม่เลี้ยงแน่นอน

พนักงานได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มแนะนำสินค้าที่ตรงตามความต้องการของลูกค้าท่านนี้ในทันที “อย่างนั้นเชิญทางนี้เลยค่ะ พอดีเมื่อวานมีชุดแบบใหม่เข้ามาพอดี เชิญเลือกดูก่อนได้เลยนะคะ”

กู้เหม่ยอิงถูกพามายังมุมหนึ่งของร้านที่มีเสื้อผ้าสำเร็จรูปหลากหลายรูปแบบให้เลือก ทว่าด้วยค่านิยมของยุคสมัยสีสันของเครื่องแต่งกายก็ยังไม่ได้สดใสหรือมีหลายเฉดนัก แต่ก็นับว่าสวยงามกว่าที่ใส่อยู่ตอนนี้

“ขอบคุณนะคะ อย่างไรฉันขอเลือกดูก่อน”

พนักงานสาวไม่ได้ตื้อขายสินค้าให้ลูกค้ารำคาญใจแต่อย่างใด เธอทำเพียงยิ้มอย่างยินดี แล้วบอกเพียงว่าหากมีปัญหาสามารถสอบถามได้ตลอดแล้วเดินออกไปต้อนรับลูกค้าคนอื่นต่อ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป