บทที่ 1 ตอนที่ 1 ฟู่หว่านถิง

ในยามโพล้เพล้พื้นที่บริเวณส่วนท้ายสุดของหมู่บ้านติดกับเชิงเขาเป็นที่ตั้งของบ้านสกุลกัวสายรอง ท่ามกลางความเงียบสงัดทว่ากลับเกิดเสียงร่ำไห้ของเด็กหญิงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ลูกสาวคนเล็กของบ้านยืนเคียงข้างร่างไร้ลมหายใจของผู้เป็นมารดา มือเล็กที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินจับแขนข้างหนึ่งเอาไว้พร้อมกับออกแรงเขย่าอยู่นานสองนานอย่างไม่ยอมแพ้

ทั้งที่รู้ว่าผู้เป็นแม่ไม่อาจฟื้นขึ้นมา แต่ทว่าสำหรับเด็กหญิงวัยแปดขวบนั้นกลับเป็นความจริงที่ยากจะยอมรับ กัวอี้หลิง ยังคงเขย่าร่างของมารดาอยู่นานนับสิบนาทีโดยสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนอยู่ในสายตาของคนเป็นพี่ชายทั้งสิ้น

“แม่คะ! แม่ ฮึก! ฮือ แม่อย่าทิ้งพวกเราไป!”เสียงเล็กปนสะอื้นยังคงเรียกร้องด้วยความหวังว่าผู้เป็นแม่จะฟื้นขึ้นมาเสียที

เมื่อสองปีก่อนพ่อจากพวกเราไปแล้ว ตอนนี้แม่ยังจะจากพวกเราไปอีกคนอย่างนั้นหรือ...แล้วตนเองและพี่ชายจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรต่อจากนี้

กัวเทียนอวี่ เฝ้ามองน้องสาวด้วยความสงสารจับใจ แต่ทว่าเมื่อเลื่อนสายตาไปยังร่างของมารดาที่ฟุบหน้าหมดสติไปกับโต๊ะกินข้าว และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้กลับทำให้เด็กชายวัยสิบสองปีรู้สึกว่า ‘เป็นเช่นนี้ก็สมควรแล้ว...’

เมื่อไม่กี่นาทีก่อนตนได้รับหมั่นโถวสองลูกที่ผู้เป็นย่าแอบเเบ่งให้จึงได้วิ่งนำมาแบ่งให้เสี่ยวหลิงกินคนละลูก แต่แม่กลับเข้ามาเห็นพอดีจึงเกิดโมโหลงมือทุบตีเราสองคนพี่น้อง ก่อนจะแย่งหมั่นโถวสองลูกนั้นไปกินคนเดียว อาจเพราะความเร่งรีบจึงทำให้หมั่นโถวติดคอและหมดลมหายใจไปต่อหน้าต่อตาพวกเรา

ทั้งที่อีกฝ่ายเป็นแม่ผู้ให้กำเนิด แต่ทว่ากัวเทียนอวี่กลับไม่กระตือรือร้นให้การช่วยเหลือแต่อย่างใด มิหนำซ้ำเด็กชายยังเอาแต่ทอดสายตามองไปยังผู้เป็นแม่ที่กำลังหน้าดำหน้าแดงจากการที่อาหารติดคอด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก

“พอเถอะเสี่ยวหลิง เธอตายไปแบบนี้ก็ดีแล้ว”น้ำเสียงของเด็กชายนั้นเต็มไปด้วยความเฉยชาอย่างที่สุด มือเล็กหยาบกร้านจากการทำงานรับใช้ผู้เป็นแม่มาหลายปีของกัวเทียนอวี่จับประคองร่างสั่นเทาของน้องสาวเอาไว้

เด็กชายไม่เรียกหญิงตรงหน้าว่าแม่มาตั้งแต่จำความได้ ความเลวร้ายที่อีกฝ่ายปฏิบัติต่อพวกเรานั้น ทำให้กัวทียนอวี่รู้สึกเกลียดชังมากกว่าจะรักใคร่อย่างแม่ลูกเสียอีก ทั้งทำตัวเกียจคร้าน งานการไม่หยิบจับ ทุบตีเราสองคนอย่างไร้เหตุผล แล้วเมื่อครู่ยังจะแย่งอาหารที่ย่าแบ่งให้เราสองคนไปกินคนเดียวอีก

แววตาสาแก่ใจนั้นจับจ้องไปยังผู้เป็นแม่ไม่วางตา นั่นยิ่งทำให้กัวอี้หลิงตวัดมองพี่ชายอย่างไม่พอใจนัก จริงอยู่ที่เมื่อก่อนแม่ใจร้ายกับพวกเราไม่น้อย แต่ทว่าถึงอย่างไรก็เป็นแม่ผู้ให้กำเนิดไม่ใช่หรือ ความกตัญญูต่อบุพการีเป็นสิ่งที่พ่อสอนพวกเราสองพี่น้องมาตลอด แล้วเหตุใดพี่ใหญ่ถึงได้พูดออกมาเช่นนี้

“พี่ใหญ่พูดอะไรน่ะ? ไม่ว่าอย่างไรนี่ก็คือแม่ของพวกเรานะ!! ฮือออ!”

กัวเทียนอวี่สวมกอดร่างสั่นเทาของน้องสาวเอาไว้ หวังให้คนที่กำลังร่ำไห้อย่างหนักค่อย ๆ สงบลง พลันคิดในใจว่าในโลกนี้มีใครไม่ตายบ้างหรือ แม้แต่พ่อที่เป็นที่พึ่งเดียวของพวกเราก็จากพวกเราไปแล้วเมื่อสองปีก่อน

วันนี้หากเป็นแม่ที่ตายจากไปอีกสักคน จากนี้เขาก็เพียงแค่ใช้ชีวิตต่อไปและเลี้ยงดูน้องสาวให้ดีก็เท่านั้น

“ไม่เอาน่าเสี่ยวหลิง ตายก็คือตาย จำไม่ได้หรือว่าก่อนหน้านี้เธอทำกับพวกเราอย่างไรน่ะ!”คนเป็นพี่ชายไม่ลืมเน้นย้ำในสิ่งที่แม่เคยทำกับพวกเราสองคนพี่น้องเอาไว้ก่อนหน้านี้ น้องสาวยังเด็กมากหากเธอจะลืมเลือนไปชั่วขณะก็ไม่ผิด

แต่เขาโตกว่าและจดจำทุกเหตุการณ์ได้อย่างแม่นยำ ย่อมไม่ลืมที่จะเอ่ยเตือนสติน้องสาวอยู่บ่อยครั้ง จะได้ไม่ใจอ่อนให้กับหญิงเกียจคร้านคนนี้อีก

เฮือกกกก!

ทันทีที่เปลือกตาที่หลับสนิทเปิดขึ้น เธอย่อมได้ยินเสียงสนทนาของเด็กสองคนก่อนหน้านี้ได้อย่างชัดเจน นัยน์ตาคู่โตเพ่งมองไปยังเด็กทั้งสองคนอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามขึ้นอย่างเหม่อลอย

“ใครตาย? ฉันเหรอ? ไม่ โอ๊ยยย!”มืออวบสัมผัสที่ขมับทั้งสองข้างของตนพลางส่งเสียงร้องออกมาน่าเวทนา ท่ามกลางสายตางุนงงของเด็กชายหญิงทั้งสองคนที่กำลังจับจ้องมาที่เธอไม่วางตา

ผ่านไปเพียงเสี้ยวอึดใจหลังจากผ่านพ้นความเจ็บปวดที่บีบรัดรอบศีรษะไปแล้ว ความทรงจำของใครบางคนและเหตุการณ์ที่ดูจะเป็นเรื่องเลวร้ายสำหรับครอบครัวนี้ก็ไหลเวียนเข้ามาในสมองของเธอ

เทียนหอม กวาดมองไปรอบกายด้วยแววตาตื่นตระหนก ก่อนหน้านี้เธอกำลังยืนถ่ายรูปที่สะพานเฉียนซีเหมิน แต่โชคกลับไม่เข้าข้างผู้คนที่นั่นแออัดเบียดเสียดกันมากเกินไป จนทำให้เธอพลัดหลงกับกลุ่มเพื่อนในที่สุด

ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุพลัดตกลงไปในแม่น้ำเย็นเฉียบสายนั้น เทียนหอมยังคงจดจำความรู้สึกหนาวเหน็บถึงกระดูกและความมืดมิดในตอนนั้นได้ไม่ลืม และเดิมทีคิดว่าถึงเวลาที่ชีวิตนี้จบสิ้นลง แต่กลับไม่คิดดว่าจะตื่นขึ้นมาในร่างของหญิงหม้ายเกียจคร้านร่างอ้วนฉุ ที่วัน ๆ ไม่ทำสิ่งใดอย่าง ฟู่หว่านถิง คนนี้

ภายในบ้านหลังเก่าสภาพทรุดโทรมหลังนี้ มีเพียงเด็กชายหญิงหน้าตามอมแมมนั่งมองมาที่ตนด้วยแววตาที่แตกต่างกัน ดวงตาแดงก่ำที่คล้ายกับพึ่งผ่านการร้องไห้อย่างหนักของเด็กหญิงมองมาด้วยความสงสัยปนดีใจ

ทว่าแววตาของเด็กชายอีกคนนั้นกลับเต็มไปด้วยความปราถนาบางอย่างที่เทียนหอมก็ไม่เข้าใจ เพียงแต่ที่ชัดเจนกว่านั้นเห็นจะเป็นแววตาชิงชังที่มองมาที่ตนราวกับเป็นศัตรูคู่อาฆาตมาตั้งแต่ชาติปางก่อนอย่างไรอย่างนั้น

ไม่เข้าใจว่าอะไรกันที่ทำให้เด็กชายที่อายุเพียงแค่นี้สามารถใช้สายตาแบบนี้มองคนอื่นได้อย่างไม่เกรงกลัว...

แต่เมื่อลองนึกถึงภาพความทรงจำของร่างนี้ให้ดี ก็พอจะทำให้เข้าใจถึงการแสดงออกของเด็กคนนี้อยู่บ้าง เจ้าของร่างนี้รังเกียจการแต่งงานครั้งนี้เป็นอย่างมาก แต่ฟู่หว่านถิงจำใจต้องแต่งเข้าสกุลกัวก็เพราะที่บ้านต้องการเงินไปให้น้องชายแต่งภรรยา

แต่ทว่าหลังจากนั้นไม่นานก็เกิดโรคระบาดขึ้นงานแต่งของน้องชายยังไม่ทันได้กำหนดวัน โรคระบาดก็แพร่มาถึงหมู่บ้านเสียก่อน คนสกุลฟู่จึงพลอยติดโรคระบาดตายกันจนหมดทั้งครอบครัว เหลือรอดก็เพียงแต่ฟู่หว่านถิงที่แต่งงานมาอยู่กับสามีที่หมู่บ้านอินเหลียงเสียก่อน

ทว่าในความทรงจำกลับไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าทั้งคู่รังเกียจกันอย่างไร จึงได้มีลูกชายหญิงเกิดขึ้นมาเช่นนี้ หากเป็นยุคที่เธอจากมาการคลุมถุงชนหรือสัญญาหมั้นหมายเกิดขึ้นน้อยมาก และคนที่ชีวิตคู่ล้มเหลวก็สามารถหย่าร้างกันได้อย่างปกติ ชายหญิงต่างก็หาได้มีข้อครหาให้มากมายอย่างเช่นตอนนี้

ฟู่หว่านถิงหลังจากแต่งงานก็มักจะชอบหาเรื่องทะเลาะกับสามีบ่อยครั้ง วัน ๆ เอาแต่กินนอนและทำตัวเกียจคร้าน ไม่คิดจะลุกไปทำสิ่งใดให้เกิดประโยชน์ งานบ้านหรือแม้แต่การหุงหาอาหารก็ล้วนเป็นสามีของเธอทั้งสิ้นที่ลงมือทำ จนกระทั่งคลอดลูกคนที่สองความยากจนทำให้พ่อของเด็กสองคนนี้ตัดสินใจสมัครเข้าไปเป็นทหารแนวหน้า

ระหว่างนี้เมื่ออยู่กันสามคนแม่ลูกก็ใช่ว่าฟู่หว่านถิงจะคิดได้ เธอมีชีวิตอยู่ได้เพราะเงินเดือนที่สามีส่งมาให้ทุกเดือน และลูกชายคนโตก็เป็นคนทำงานบ้านทั้งหมดแทนพ่อของเขาที่ไปประจำการแนวหน้า

บ่อยครั้งที่ฟู่หว่านถิงมักลงมือทุบตีลูกทั้งสองคนอย่างไร้เหตุผล และก็บ่อยครั้งที่เหตุผลนั้นเกิดจากการโมโหหิวจึงได้ทุบตีลูกชายหญิงของตนนั่นเอง เช่นนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ลูกชายจะมองมาที่ตนด้วยแววตาแบบนั้น

ที่ผ่านมาเรียกได้ว่าฟู่หว่านถิงคนนี้ทั้งไร้ค่าและเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ดูเอาเถอะลูก ๆ ของเธอหน้าตาน่ารักถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงทำร้ายทุบตีจนร่างกายฟกช้ำขนาดนี้ได้ลงคอกัน

“เสี่ยวหลิงของแม่ ร้องให้ทำไมหรือ?”

เทียนหอมในร่างของฟู่หว่านถิงเอ่ยกับลูกสาวของร่างนี้ด้วยท่าทีอ่อนโยน เธอยื่นมือไปหาเด็กหญิงที่ยังคงตกอยู่ในห้วงความรู้สึกสับสน ดวงตากลมแดงก่ำมองมาที่ผู้เป็นแม่อย่างลังเล ครู่หนึ่งจึงยื่นมือเล็ก ๆ มาสัมผัสมืออวบของแม่เอาไว้

ความอุ่นจากฝ่ามือที่ใหญ่กว่าทำเอากัวอี้หลิงร่ำไห้ออกมาอีกครั้ง ก่อนจะโถมกายเข้าสวมกอดผู้เป็นแม่เอาไว้ แล้วซบใบหน้าเล็กมอมแมมลงบนอกนุ่ม

“แม่คะ! หนูดีใจที่แม่ยังไม่ตาย ฮึก!”

“เสี่ยวหลิงเด็กดี…แม่ไม่เป็นไรแล้ว”

น้ำเสียงนุ่มนวลของผู้เป็นแม่ทำให้กัวอี้หลิงรู้สึกดีใจไม่น้อย สองแขนเล็กนั้นสวมกอดร่างท้วมเอาไว้แน่นอย่างไร้ความกังวล แต่ทว่าสำหรับกัวเทียนอวี่นั้นกลับเอาแต่ยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกไม่ไว้ใจ

ก่อนหน้านี้หญิงคนนี้อย่าว่าแต่สวมกอดพวกเรา เพียงแค่เฉียดกายเข้าไปใกล้ก็หาเรื่องทุบตีด่าทอแล้วไม่ใช่หรือ แล้วสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้หมายความว่าอย่างไร นี่คงไม่ใช่ว่าผีเข้าหรอกนะ…

บทถัดไป