บทที่ 10 ตอนที่ 10 ขายข้าวกะเพรา
ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงจนแทบสิ้นแสงแต่เสียงกระทบของตะหลิวภายในห้องครัวเล็กของสกุลกัวสายรองยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฟู่หว่านถิงใช้เวลาทำอาหารในส่วนของลูกเพียงไม่นาน ก่อนจะเริ่มทำผัดกะเพรารสเด็ดของตนเองที่ใช้พริกทั้งหมดที่ตำเอาไว้ เมื่อผัดพริกในน้ำมันร้อนกลิ่นฉุนของพริกก็ลอยฟุ้งตลบอบอวลจนทำให้ได้ยินเสียงจามของเด็กสามคนที่กำลังเล่นกันอยู่ข้างบ้านดังเข้ามา
มื้อนี้เธอตั้งใจตักข้าวเพียงครึ่งหนึ่งจากความทรงจำ เพื่อจำกัดปริมาณอาหารในแต่ละวันและเป็นทางเลือกหนึ่งในการลดสัดส่วนอ้วนฉุของร่างนี้
ความจริงแล้วสำหรับชาวบ้านชนบทในยุคนี้การได้กินข้าวราดผัดกะเพราหมูสับและไข่ดาวถือเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก แต่เทียนหอมเป็นวิญญาณสาวไทยจากโลกปัจจุบัน เคยชินกับการกินอาหารรสจัดและซดน้ำซุปรสเปรี้ยวมาแต่ไหนแต่ไร
เห็นทีว่าปลาทับทิมที่หยิบมาในตอนแรกคงต้องแปลงร่างในมื้อนี้เสียแล้ว
หลังจากอาหารทุกอย่างเสร็จสิ้น ฟู่หว่านถิงเรียกลูกทั้งสามคนเพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงวิ่งตึงตังเข้ามา ซึ่งหัวขบวนก็คงไม่พ้นเด็กหญิงจอมแก่นอย่างกัวอี้หลิงที่วิ่งเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“กลิ่นฉุนจัง แม่ทำอะไรให้เรากินหรือคะ?”กลิ่นฉุนที่ลอยออกไปนอกบ้านเมื่อครู่ทำให้เสี่ยวหลิงถามขึ้นด้วยความสงสัย และเมื่อได้มาเห็นหน้าตาอาหารบนโต๊ะก็ทำให้ยิ่งสับสนเข้าไปใหญ่เพราะเธอไม่เคยเห็นมันมาก่อนนั่นเอง
ฟู่หว่านถิงยิ้มให้กับลูกสาวคนเล็ก “เย็นนี้แม่ทำผัดกะเพราน่ะ เสี่ยวหลิงเด็กดีช่วยแม่ยกไปที่โต๊ะนะ ส่วนลูกสองคนมาตรงนี้ก่อน”
“กล่องนี้คือผัดกะเพราหมูสับ กล่องนี้เป็นเฉาก๊วยและนี่คือต้มยำปลาทับทิม ลูกสองคนเอาทั้งหมดนี้ไปให้ย่าแล้วค่อยกลับมากินมื้อเย็นแม่กับน้องจะรอ”
ขณะอธิบายรายการอาหารของมื้อนี้ฟู่หว่านถิงขยับให้เด็กทั้งสองคนได้เห็นหน้าตาอาหารในกล่องอย่างชัดเจน จากนั้นจึงได้ปิดฝาทีละกล่องและนำลงไปเรียงในตะกร้าอย่างเบามือ ก่อนจะยกตะกร้าให้ลูกชายคนโตเป็นคนถือไม่ลืมกำชับต่อไปอีกว่า “อาหารพวกนี้กำลังร้อนอยู่ ตอนเดินก็ระวังด้วยล่ะ”
“ครับแม่ พวกเราจะรีบไปรีบกลับ”ฝานเฉียงอู่รับคำแม่บุญธรรมอย่างแข็งขัน จากนั้นจึงเดินตามหลังพี่ชายที่หมุนตัวเดินออกไปจากห้องครัวก่อนแล้ว
“ฟ้าใกล้มืดแล้ว ลูกดูแลกันให้ดี”
ระหว่างรอลูกชายทั้งสองคนกลับมา ฟู่หว่านหลิงนั่งพูดคุยกับลูกสาวคนเล็กไปพลาง ผ่านไปราวสิบนาทีเสียงฝีเท้าเล็กสองคู่ที่เดินจากไปก่อนหน้านี้ก็วิ่งกลับมา สี่คนแม่ลูกจึงได้เริ่มกินอาหารมื้อเย็นพร้อมกัน
เมื่อได้ชิมคำแรกเด็กทั้งสามคนมีสีหน้าไม่ต่างกันนัก รสชาติที่ไม่คุ้นเคย ทั้งยังเผ็ดร้อนแต่กลับอร่อยอย่างน่าประหลาด ผ่านไปเพียงชั่วอึดใจฟู่หว่านถิงเห็นว่าเด็ก ๆ เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินในส่วนของตนเองอย่างเอร็ดอร่อย หน้าผากของพวกเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ เห็นทีหากจะกินอาหารไทยอีกครั้งคงต้องลดความเผ็ดลงอีกหน่อย ลูกทั้งสามคนจะได้ไม่ทรมานมากจนเกินไป
“หนูไม่เคยกินผัดกะเพราที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะแม่”
ฟู่หว่านถิงหลุดหัวเราะออกมาให้กับความขี้ประจบของลูกสาว ก็แน่ล่ะสินี่เป็นอาหารไทยหากเสี่ยวหลิงเคยกินก็แปลกแล้ว เด็กคนนี้คอยแต่จะชื่นชมและให้กำลังใจคนรอบข้างจนลืมข้อนี้ไปแล้วแน่ ๆ แต่ทว่าน้ำเสียงเจื้อยแจ้วและรอยยิ้มใสซื่อเช่นนี้ไม่อาจดูเบาได้เลย
แม้จะพูดผิดไปบ้างแต่เมื่อเจอดวงตากลมใสแจ๋วของเสี่ยวหลิงแล้วใครกันจะดุได้ลงคอ “เสี่ยวหลิงของแม่นี่ปากหวานจริง ๆ แล้วลูกสองคนล่ะคิดว่าอย่างไร?”
“เผ็ดครับแม่บุญธรรม แต่อร่อยมาก”ฝานเฉียงอู่เป็นคนกล่าวขึ้นบ้าง อาหารที่แม่บุญธรรมนั้นมีรสเผ็ดจัดจ้านมาก แต่ทว่ากลับอร่อยมากอย่างที่เขาไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน เรียกได้ว่าเป็นรสเผ็ดที่ทำให้อยากกินต่อไปเรื่อย ๆ มากกว่า
คำตอบของลูกชายคนรองไม่ได้ต่างจากที่เธอคิดเอาไว้นัก และสำหรับลูกชายคนโตแม้จะไม่ได้ตอบสิ่งใดออกมา แต่สีหน้าของเขานั้นบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเขาพอใจกับอาหารมื้อนี้ที่เธอทำมากแค่ไหน
ฟู่หว่านถิงมีรอยยิ้มจางให้กับเด็กทั้งสามคน ก่อนจะเลื่อนถ้วยเฉาก๊วยที่เตรียมไว้ให้พวกเขากินแก้เผ็ด “อย่างนั้นก็กินเฉาก๊วยตามเสียหน่อย”
ก่อนหน้านี้ฟู่หว่านถิงตั้งใจใส่น้ำแข็งและน้ำตาลอ้อยลงไปในเฉาก๊วย เพื่อเพิ่มรสชาติและช่วยบรรเทาความเผ็ดร้อนจากการกินอาหารรสเผ็ด
เด็กทั้งสามคนเริ่มตักเฉาก๊วยเข้าปากอย่างไม่ลังเล ซึ่งทันทีที่เฉาก๊วยคำแรกสัมผัสโดนปลายลิ้นก็ทำให้กัวเทียนอวี่ชะงักนิ่ง ความหวานเบาบางและกลิ่นหอมเช่นนี้เขาไม่ได้เคยลิ้มรสมาก่อน แต่ต้องยอมรับว่ามันช่วยบรรเทาความเผ็ดก่อนหน้านี้ได้มากจริง ๆ อาการแสบร้อนในปากก็คลายลงไปเยอะ
เด็กชายค่อนข้างหวาดระแวงกับสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในถ้วยเฉาก๊วย แต่เมื่อเห็นว่าหญิงใจร้ายและน้องทั้งสองก็กินเข้าไปเช่นกัน อีกทั้งยังไม่มีอาการผิดปกติใดเกินขึ้นกับพวกเราจึงได้คลายความกังวลและเริ่มกินคำต่อไป
ฟู่หว่านถิงเห็นว่าทั้งสามคนเริ่มคลายความเผ็ดลงไปบ้างแล้วจึงได้เริ่มถามลูกอีกครั้ง “พวกลูกคิดว่าอย่างไรหากแม่จะทำข้าวผัดกะเพราไข่ดาวขาย?”
“จะขายที่ไหนกัน?”กัวเทียนอวี่ที่โพล่งขึ้น หญิงใจร้ายไม่เคยหยิบจับงานนอกบ้านมาก่อน คิดว่าหากอยากจะขายสิ่งใดก็สามารถขายได้เลยอย่างนั้นเหรอ
ท่าทางของกัวเทียนอวี่ที่หลุดถามออกมาอย่างลืมตัวนั้น ดูก็รู้ว่าสนใจความเป็นไปของแม่อยู่พอสมควร ฟู่หว่านถิงไม่ได้คิดจะเปิดโปงความรู้สึกนึกคิดของลูกชายแต่อย่างใด
เธอเพียงแค่อมยิ้มให้กับความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกที่ดีขึ้น แล้วตอบเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลก็เท่านั้น “พรุ่งนี้เช้าแม่จะไปดูที่ตลาดกับท่าเรือ เผื่อจะมีแผงลอยให้เช่า ส่วนทางนี้ระหว่างที่แม่ไม่อยู่ก็ฝากพี่ใหญ่ของเราช่วยดูแลน้องด้วย”
“เข้าใจแล้วค่ะ หนูจะเชื่อฟังพี่ใหญ่”กัวอี้หลิงตอบรับเสียงใส
“ผมด้วยครับ”ฝานเฉียงอู่กล่าวขึ้นบ้าง
เมื่อน้องทั้งสองคนเป็นเช่นนี้ มีหรือที่พี่ใหญ่อย่างกัวเทียนอวี่จะนั่งเงียบอยู่ได้ ถึงแม้ว่าหญิงใจร้ายไม่บอก แต่เรื่องการดูแลน้องก็เป็นหน้าที่ของพี่ใหญ่เช่นเขาอยู่แล้ว “ตกลงผมจะดูแลน้อง ๆ เอง”
เช้าวันต่อมาฟู่หว่านถิงทำอาหารเอาไว้เผื่อสำหรับสองมื้อ หากว่าเธอกลับมาไม่ทันมื้อเที่ยงจะได้ไม่ต้องหิ้วท้องรอ ส่วนตนเองกินเพียงแค่มันหวานหนึ่งหัวและนมหนึ่งกล่องก็เตรียมตัวออกจากบ้าน
แต่ทว่ายังไม่ทันจะเปิดประตูบ้านออกไป ก็พบกับลูกสาวคนเล็กที่เดินมาขวางหน้าเอาไว้ สภาพผมเผ้าชี้ฟูและคราบน้ำลายจาง ๆ ที่มุมปาก ดูก็รู้ว่าเด็กคนนี้พึ่งตื่นแล้วรีบเดินมาหาเธอเลย “แม่ทำอาหารเตรียมเอาไว้ หากเที่ยงแล้วแม่ยังไม่กลับมาก็พากันกินข้าวก่อนเลย ไม่ต้องรอเข้าใจไหม?”
“เสี่ยวหลิงเข้าใจค่ะ แม่จะไปแล้วเหรอคะ?” เด็กหญิงถามเสียงงัวเงีย มือเล็กยกขึ้นขยี้ตา แต่ทำไปเพียงไม่กี่ครั้งก็มีมือของแม่จับเอาไว้ไม่ให้ขยี้ตาได้อีก
“ใช่แล้ว แม่ต้องไปให้ทันรถโดยสารรอบแรก ตอนกลับจะได้กลับมาทันมื้อเที่ยงอย่างไรล่ะ”ว่าจบก็กระชับกระเป๋าผ้าบนไหล่แน่น
แม้จะเตรียมอาหารเที่ยงให้เด็ก ๆ แล้ว แต่ฟู่หว่านถิงก็ยังคิดว่าหากไม่มีสิ่งใดผิดพลาดตนเองก็น่าจะกลับมาทันรถโดยสารรอบสิบเอ็ดโมงได้แน่
ดวงตากลมใสแจ๋วทอดมองผู้เป็นแม่ด้วยความเป็นห่วง แม่ไม่ค่อยออกไปนอกบ้าน ยิ่งออกไปตัวอำเภอตามลำพังยิ่งไม่เคย ไม่รู้ว่าวันนี้ไปคนเดียวจะเป็นอย่างไร แต่เธอตัวเล็กเพียงเท่านี้หากไปด้วยก็มีแต่จะทำให้ยุ่งยากกว่าเดิม
“เสี่ยวหลิงจะไปปลุกพี่ใหญ่กับพี่รอง แม่เดินทางปลอดภัยนะคะ”เสียงใสของเด็กหญิงวัยแปดขวบเต็มกล่าวกับผู้เป็นแม่
ฟู่หว่านถิงมีรอยยิ้มกว้างให้กับแววตาใสซื่อคู่นี้ ก่อนจะวางมือลงบนผมนิ่มของลูกสาวแล้วกล่าวว่า “แม่เข้าใจแล้ว”
หลังจากเดินออกมาจากบ้านเมื่อหันกลับไปก็ยังคงพบกับเด็กน้อยเสี่ยวหลิงที่ยืนโบกมือให้พร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ภาพเหตุการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่เทียนหอมในร่างของฟู่หว่านถิงไม่คิดมาก่อนว่าจะได้เห็น ในชีวิตก่อนเธอไม่มีพ่อแม่ ไม่มีครอบครัวและยังไม่แต่งงานจึงไม่เคยรู้เลยว่าการมีลูกสาวเดินมาส่งหน้าประตูบ้านและยังเฝ้ารอให้เธอกลับมาหา มันจะเป็นความรู้สึกที่อบอุ่นไปทั้งหัวใจเช่นนี้
