บทที่ 2 ตอนที่ 2 แหวนเชื่อมมิติ
เทียนหอมในร่างฟู่หว่านถิงกอดปลอบลูกสาวพร้อมกับกล่าวถ้อยคำปลอบโยนออกมาอยู่หลายประโยค เมื่อเห็นว่าเด็กหญิงสงบลงจนเกือบเป็นปกติแล้วจึงได้เอ่ยถามขึ้นว่า “พวกลูกหิวกันหรือไม่?”
“ถามว่าหิวหรือไม่อย่างนั้นหรือ? หมั่นโถวนั่นก็เป็นเธอที่กินของพวกเราไปจนหมด พึ่งจะอยากรู้หรือว่าพวกเราหิวหรือไม่ เฮ๊อะ!”
กัวเทียนอวี่กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว นัยน์ตาของเด็กชายที่มองไปยังผู้เป็นมารดานั้นเต็มไปด้วยความแค้นเคืองและไม่พอใจเป็นอย่างมาก
ก่อนหน้าหญิงคนนี้แย่งอาหารของเราไปจนหมด ปล่อยให้พวกเราหิวโหยไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง วันนี้กลับถามว่าหิวหรือไม่...นี่มันจะมากเกินไปหน่อยแล้ว
กัวอี้หลิงเมื่อเห็นพี่ชายเป็นคนตอบคำถามทั้งหมดแล้วจึงได้แต่เหม่อมองใบหน้าของแม่ตาปริบ ๆ เด็กน้อยเห็นด้วยกับคำพูดทั้งหมดของพี่ชาย เพียงแต่ไม่กล้าพูดออกมาก็เท่านั้น เพราะเกรงว่าจะทำให้แม่โมโหและถูกทุบตีอีก
จากความทรงจำเดิมคำพูดของลูกชายที่ต่อว่ามานั้นเป็นจริงทุกคำ วิญญาณที่เข้ามาอยู่ใหม่มีหรือจะกล้าเถียงได้ ตอนนี้เธอเข้ามาอยู่ในร่างของหญิงหม้ายไม่เอาไหนคนนี้แล้ว ต่อจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ล้วนแต่ต้องยอมรับผลของการกระทำทั้งหมดและเดินหน้าแก้ไขความสัมพันธ์ในครอบครัวบิดเบี้ยวนี้ให้ได้
ฟู่หว่านถิงหลับตาลงครู่หนึ่ง ทอดถอนหายใจออกมาอย่างยอมรับความจริงแล้วสบตากับลูกทั้งสองคนนิ่ง “ที่ผ่านเป็นแม่ที่ผิดเองต้องขอโทษลูก ๆ ด้วย แน่นอนว่าแม่แก้ไขอดีตไม่ได้ แต่หลังจากนี้แม่จะดีกับลูกให้มากกว่าเมื่อก่อน”
กัวเทียนอวี่ได้ยินถ้อยคำอ่อนโยนนั้นของมารดาก็ถึงกับแววตาเป็นประกาย ต่างจากพี่ชายที่มีแต่คำว่า ‘เสแสร้ง’ ผุดขึ้นมาในสมองน้อย ๆ เต็มไปหมด
“ที่แม่พูด...จริงเหรอคะ?”มือเล็กเอื้อมไปกุมมือของแม่เอาไว้ด้วยหัวใจที่ลิงโลด นี่เป็นสิ่งที่เธอไฝ่ฝันมาตลอด ตั้งแต่จำความได้เธอได้แต่เฝ้ารอว่าสักวันจะมีแม่ที่ดูแลเอาใจใส่พวกเราเหมือนอย่างแม่ของสกุลอื่นบ้าง
ฟู่หว่านถิงพยักหน้ารับลูกสาวช้า ๆ มองลูกสาวด้วยแววตาอ่อนโยน ก่อนจะลูบลงบนหัวทุยเล็ก แต่ทว่าสัมผัสของความยุ่งเหยิงที่ได้รับกลับทำให้คิ้วเรียวนั้นขมวดเข้าหันกันอย่างไม่ชอบใจ “เดี๋ยวแม่ไปหาอะไรให้พวกลูกกินหน่อยก็แล้วกัน”
นี่เจ้าของร่างเป็นแม่แบบไหนกัน ถึงได้ปล่อยให้ลูกอยู่ในสภาพมอมแมม ผมเพ้าพันกันยุ่งเหยิงได้ขนาดนี้ เวรกรรมอะไรของเด็กสองคนนี้กัน...
เธอไม่ได้รอให้เด็กทั้งสองคนตอบรับหรือปฏิเสธ ร่างอ้วนฉุลุกขึ้นเดินไปยังห้องครัวในทันที เพียงแต่ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่เทอะทะทำให้การเคลื่อนไหวนั้นไม่ได้รวดเร็วอย่างใจนึกเท่าใดนัก
หลังจากนี้เห็นทีต้องลดน้ำหนักและไขมันส่วนเกินพวกนี้ออกเสียบ้างแล้ว
ภายในห้องครัวเก่าทรุดโทรมมีตู้เก็บอาหารขนาดกลางอยู่ที่มุมหนึ่ง ตามความทรงจำแล้วต้องใช้ลูกกุญแจที่เหน็บไว้ที่ขอบกางเกงไขออก ทันทีที่ประตูตู้เปิดออกฟู่หว่านถิงกวาดสายตามองไปยังของที่อยู่ด้านในด้วยความรู้สึกเวทนาเด็กทั้งสองคนมากกว่าเมื่อครู่เสียอีก
อาหารที่ผู้เป็นแม่ซุกซ่อนเอาไว้มีไม่น้อยเลย แต่กลับลงมือทุบตีลูกที่กำลังหิวโหยทั้งสองคนเพื่อแย่งชิงหมั่นโถวสองลูกอย่างนั้นหรือ...ช่างใจดำเกินไปแล้ว
ฟู่หวานถิงตั้งหม้อต้มน้ำเอาไว้ก่อน เลือกหยิบเนื้อหมูมาหนึ่งชิ้น สับจนละเอียด นำกระเทียมและผักโรยหน้าออกมาเพียงเล็กน้อย มื้อนี้เธอตัดสินใจจะทำอาหารอ่อนอย่างเช่นข้าวต้มหมูสับ เด็กสองคนนี้มองเพียงแค่ปราดเดียวก็รู้ว่ากำลังขาดสารอาหาร พวกเขาไม่ควรกินอาหารที่ย่อยยากจนเกินไป ช่วงนี้ควรกินโจ๊กหรือไม่ก็ข้าวต้มจะดีกับระบบย่อยอาหารที่สุด
ระหว่างที่น้ำในหม้อกำลังเดือดฟู่หว่านถิงตักข้าวสารใส่ลงไป แต่ทว่าหางตากลับพบเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งที่โผล่ออกมาจากบานประตู ริมฝีปากพลันมีรอยยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ในบ้านไม่มียาพิษเสียหน่อย เฝ้าไปก็เสียเวลาเปล่า”
กัวเทียนอวี่เมื่อรู้ตัวว่าถูกจับได้ก็ถึงตัวแข็งทื่อ เด็กชายเอาแต่ยืนนิ่งอยู่กับที่พร้อมกับหลับตาปี๋รอรับการลงโทษเช่นทุกครั้ง เพียงแต่หลับตาอยู่ครู่หนึ่งก็ยังไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดตามร่างกาย เปลือกตาจึงค่อย ๆ เปิดขึ้นและมองไปยังเบื้องหน้าด้วยความมึนงง
วันนี้หญิงเกียจคร้านนอกจากจะไม่ลงมือทุบตีตนเองที่บังอาจมาแอบดูแล้ว ยังก้มหน้าก้มตาหั่นผักบนเขียงอย่างอารมณ์ดีอีกด้วย
นี่ไม่ใช่ว่าพรุ่งนี้พระอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตกหรอกหรือ น่าประหลาดเกินไปแล้ว กัวเทียนอวี่คิดสับสนอยู่ในใจ ก่อนจะได้สติแล้วรีบวิ่งหนีไปจากบริเวณนั้น นั่นจึงทำให้คนที่กำลังหั่นผักถึงกับส่งเสียงหัวเราะขบขันออกมา
เด็กหนอเด็ก...ภายใต้ความโกรธแค้นก็ยังคงมีความไร้เดียงสาให้เห็น
“เอ๋! ฉันไม่เคยมีแหวนวงนี้มาก่อนนี่”ทันทีที่สังเกตเห็นแหวนหยกมันแพะที่สวมอยู่นิ้วชี้ข้างซ้าย มีดในมืออีกข้างหยุดชะงักอย่างฉับพลัน
คิ้วเรียวขมวดเข้ากันขณะจดจ้องไปยังนิ้วชี้ข้างนั้นไม่วางตา เท่าที่จำได้จากความทรงจำฟู่หว่านถิงไม่มีเครื่องประดับแบบนี้ ยิ่งเป็นชีวิตก่อนของเธอที่มาจากโลกปัจจุบันยิ่งไม่มีทางสวมใส่เครื่องประดับลักษณะนี้อย่างแน่นอน แล้วเหตุใดตอนนี้มันถึงได้มาปรากฏอยู่บนนิ้วได้ล่ะ
ด้วยความสงสัยฟู่หว่านถิงพยายามจะถอดแหวนหยกมันแพะออกมาดูสักหน่อย เพียงแต่นิ้วของเธอนั้นอวบอ้วนจนเกินไป นอกจากมันจะถอดไม่ออกแล้ว ยังทำให้รู้สึกได้ถึงความแน่นที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
แต่ความสงสัยกลับไม่ได้อยู่กับเธอนานนัก ร่างอ้วนฉุนั้นราวกับกำลังถูกแรงดึงดูดมหาศาลพาให้เธอมาอยู่ในอีกที่หนึ่งอย่างรวดเร็วราวกับร่ายมนต์
สถานที่ตรงหน้าแม้จะเงียบเชียบไร้ซึ่งผู้คน แต่เทียนหอมกลับจำได้เป็นอย่างดีว่ามันคือสถานที่แรกที่เธอได้เข้าไปสำรวจหลังจากเดินทางมาถึงจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะห้างสรรพสินค้าแห่งนี้อยู่ติดกับโรงแรมที่เธอพักอยู่นั่นเอง
“นี่มันห้างสรรพสินค้าที่ฉันพึ่งไปมานี่ แปลว่าแหวนวงนี้เป็นตัวเชื่อมมิติอย่างนั้นเหรอ ขอบคุณสวรรค์! มันมีประโยชน์กับฉันมาก ขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้ฉันมีเจ้าสิ่งนี้ด้วยนะคะ”ไม่ว่าเปล่าสองมืออวบยังประนมขึ้นไหว้ขอบคุณสิ่งศักดิ์หรืออะไรก็ตามที่มีส่วนช่วยให้ชีวิตที่สองของเธอไม่ลำบากจนเกินไป
แม้จะดีใจไม่น้อยแต่ก็ไม่อาจใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้นาน อีกอย่างเธอยังคิดไม่ออกว่าจะต้องหยิบสิ่งใดออกไปบ้าง อย่างไรก็คงต้องสำรวจบ้านหลังนี้ดูเสียก่อน จะได้รู้ว่าขาดเหลือสิ่งใด
ข้าวต้มหมูสับหอมกรุ่นส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วทั้งห้องครัว แน่นอนว่าสองพี่น้องสกุลกัวสายรองที่นั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวไม่ไกลจากครัวต่างก็ได้กลิ่นและหันมองหน้ากันอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น
วันนี้แม่ไม่เพียงแค่นำอาหารที่เก็บเอาไว้มาทำให้พวกเรากิน แต่อาหารที่แม่ทำนั้นหอมมาก กัวอี้หลิงเชื่อไปแล้วอย่างหมดใจว่าอาหารของแม่ที่ส่งกลิ่นหอมขนาดนี้จะต้องอร่อยมากเป็นแน่
“มาแล้ว ๆ กินข้าวกัน”ฟู่หว่านถิงยกหม้อข้าวต้มออกมาจากห้องครัว ก่อนจะเดินกลับไปหยิบชามสามใบแล้วนั่งลงด้านข้างลูกสาวคนเล็ก
ในยามนี้ที่ความสัมพันธ์ในครอบครัวไม่ค่อยดีนัก การเข้าหาลูกสาวก่อนเป็นอันดับแรกถือว่าดีที่สุด ส่วนลูกชายเอาไว้ค่อยเป็นค่อยไปก็แล้วกัน
“ข้าวต้มเหรอคะ? ทำไมหน้าตาไม่เหมือนที่ย่าเคยทำให้พวกเรากินเลย”น้ำเสียงใสกล่าวออกมาอย่างไร้เดียงสา พลางมองไปยังผู้เป็นแม่ด้วยแววตาใสซื่อ
ฟู่หว่านถิงย่อมเข้าใจในความสงสัยของลูกสาวได้เป็นอย่างดี ชีวิตก่อนเธอชอบเรียนภาษาจีน บ่อยครั้งได้ติดต่องานกับลูกค้าคนจีน ทั้งวัฒนธรรมและอาหารจีนก็ล้วนชื่นชอบ แต่เธอเป็นวิญญาณที่เกิดและเติบโตมาในประเทศไทย ฉะนั้นแล้วอาหารไทยหรือแม้แต่ข้าวต้มที่โรยหน้าด้วยหอมผักชีและกระเทียมเจียวแบบไทย ๆ จึงเป็นสิ่งที่เธอถนัดมากกว่าอาหารจีนพวกนั้น
รอยยิ้มของผู้เป็นแม่ส่งไปให้ลูกสาวอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มตักข้าวต้มใส่ชามแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แม่แค่ลองดัดแปลงนิดหน่อยเท่านั้น หน้าตาเลยแตกต่างจากที่ลูกเคยกินน่ะ อย่างไรแล้วเสี่ยวหลิงลองชิมดูว่าถูกปากหรือไม่?”
กัวอี้หลิงลอบมองความเปลี่ยนแปลงของแม่ครู่หนึ่ง ก่อนใบหน้าเล็กตอบจะค่อย ๆ เผยรอยยิ้มยินดีออกมา กลิ่นหอมของสิ่งที่อยู่ในชามทำให้ท้องของเด็กหญิงเริ่มร้องท้วงขึ้นมาอีกครั้ง ไม่รอช้ามือเล็กเริ่มตักข้าวต้มคำแรกขึ้นมาเป่าเพียงเล็กน้อยแล้วส่งเข้าปากในเวลาต่อมา
ความอุ่นและรสชาติกลมกล่อมดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่กัวอี้หลิงไม่คุ้นเคยนัก แต่ก็อดเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาตามประสาไม่ได้ว่า “อร่อยมากเลยค่ะแม่”
“ใช่ใหม่ล่ะ อร่อยก็กินให้มากหน่อยนะจ๊ะ”
ฝ่ามืออวบลูกผมยุ่งเหยิงของลูกสาวด้วยความเอ็นดู เด็กคนนี้ทั้งใสซื่อและว่าง่ายดูแล้วความสัมพันธ์ระหว่างเราคงดีขึ้นได้ไม่ยาก ต่างจากอีกคนที่จ้องเขม็งมาที่เราสองคน ถึงแม้จะไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา ทว่ามองตาก็รู้ว่ากัวเทียนอวี่กำลังเคลือบแคลงสงสัยตนเอง
แต่ฟู่หว่านถิงไม่ได้รีบร้อนพัฒนาความสัมพันธ์กับลูกชายคนโตในตอนนี้ เธอเพียงแค่ตักข้าวต้มอีกชามวางไว้ตรงหน้าเขา แล้วเริ่มกินในส่วนของตนเอง พูดคุยกับลูกสาวเพียงเล็กน้อย เมื่อกินเสร็จจึงได้ชวนเสี่ยวหลิงไปอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายเสียหน่อย
ตอนนี้ใช่ว่าจะมีเพียงเด็กสองคนนี้เสียเมื่อไหร่ที่เนื้อตัวสกปรกมอมแมม เธอเองก็ทนกลิ่นเหม็นเปรี้ยวของตนเองไม่ไหวแล้วเช่นเดียวกัน เห็นทีว่าหากไม่ได้อาบน้ำคืนนี้คงไม่อาจนอนหลับสนิทได้
