บทที่ 4 ตอนที่ 4 แยกห้องนอน
ฟู่หว่านถิงใช้เวลาขัดถูร่างกายอ้วนฉุของตนเองอยู่นานกว่าจะสัมผัสได้ถึงความสะอาดและกำจัดกลิ่นเหม็นเปรี้ยวออกไปได้หมด เธอสวมเสื้อผ้าที่มีอยู่ในห้องนอน สีสันสดใสและเนื้อผ้านุ่มมือบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่านี่เป็นชุดใหม่
ซึ่งแตกต่างจากลูกชายหญิงทั้งสองคนอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะชุดของเสี่ยวหลิงเมื่อครู่นั้น สังเกตได้ว่ามันทั้งเก่าและบาง ทั้งยังมีรอยขาดอยู่สองสามจุด ก่อนถึงฤดูหนาวเห็นทีจะต้องซื้อให้พวกเขาสองพี่น้องใหม่ทั้งหมด
ทันทีที่เดินกลับเข้าบ้านมาก็ได้เสียงใสเจื้อยแจ้วของเสี่ยวหลิงกำลังบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเราเมื่อครู่นี้ให้กับพี่ชายของเธอได้ฟังอย่างกระตือรือร้น
ส่วนคนฟังอย่างกัวเทียนอวี่ก็ตั้งใจฟังน้องสาวของตนเองเป็นอย่างดี เขาไม่มีท่าทีที่จะเอ่ยขัด ถึงแม้ว่าจะไม่เห็นด้วยในบางครั้งก็ยังคงนั่งฟังอยู่แบบนั้นตั้งแต่ต้นจนจบ หลังจากเห็นว่าหญิงคนนั้นเดินเข้ามาเด็กชายจึงได้หยิบของที่น้องสาวมอบให้แล้วลุกขึ้นเพื่อเตรียมจะไปทำตามที่น้องสาวบอกเอาไว้
“คืนนี้เสี่ยวหลิงนอนกับแม่ดีไหมจ๊ะ?”
น้ำเสียงนุ่มนวลที่ดังขึ้นอย่างน่าประหลาดรวมถึงประโยคเมื่อครู่ทำเอาฝีเท้าของคนเป็นพี่ชายนั้นหยุดชะงัก กัวเทียนอวี่ตวัดมองหญิงเกียจคร้านที่กำลังหลอกล่อน้องสาวของเขาอยู่ด้วยความไม่พอใจ “นี่มันจะมากไปแล้วนะ!!”
ฟู่หว่านถิงหาได้ถือสาคำพูคำจาของลูกชาย เธอเพียงมองเขาอย่างเข้าใจและในเมื่อมาอยู่ในร่างของมารดาแล้ว ก็ย่อมต้องทำตัวให้เหมาะสม สิ่งใดที่ไม่ถูกหรือไม่ควรทำอย่างไรก็ต้องสั่งสอนเด็กสองคนนี้ให้ดี
ถึงแม้เทียนหอมในชีวิตที่แล้วจะเป็นเพียงสาวโสดบ้างานที่ไม่เคยมีแฟน เรื่องมีลูกก็คงไม่ต้องเอ่ยถึงและสิ่งที่กำลังทำอยู่ก็ยังไม่อาจบอกได้ว่าดีที่สุดสำหรับเด็กสองคนนี้ แต่เธอเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ควรทำให้ถูกต้องและเหมาะสมก็เท่านั้น
ปีนี้กัวเทียนอวี่อายุสิบสองปีแล้ว ส่วนเสี่ยวหลิงก็อายุแปดขวบ ทั้งสองคนกำลังเติบโตขึ้นโดยเฉพาะร่างกายของเสี่ยวหลิงที่จะเริ่มเป็นผู้หญิงมากขึ้น แม้จะเป็นพี่น้องกันแต่ก็ถึงเวลาแล้วที่พวกเขาจะต้องแบ่งแยกชายหญิงกันเสียที
“แม่เพียงแค่คิดว่าเสี่ยวอวี่นั้นกำลังจะโตเป็นหนุ่ม ลูกไม่ควรนอนร่วมห้องกับน้องสาว ต่อจากนี้เสี่ยวหลิงมานอนกับแม่ เข้าใจหรือไม่?”
กัวอี้หลิงพยักหน้ารับคำผู้เป็นแม่อย่างง่ายดาย เรียกได้ว่าเป็นเด็กที่เชื่อฟังผู้ใหญ่มากจริง ๆ จะมีเพียงก็แต่กัวเทียนอวี่ที่พยายามจะอ้าปากโต้แย้ง แต่ในใจของเขาก็รู้ดีว่าสิ่งที่ผู้เป็นแม่กล่าวออกมานั้นถูกต้องทั้งหมด
เช่นนั้นเด็กชายจึงได้แต่หอบหิ้วเอาของที่ได้รับมาเดินไปยังห้องน้ำ ปล่อยให้น้องสาวเดินเข้าไปยังอีกห้องหนึ่งติดตามผู้เป็นแม่ไปราวกับหางเล็ก ๆ
“ที่นอนแม่นุ่มจังเลยค่ะ”เด็กหญิงกล่าวขึ้นอย่างไร้เดียงสา
“ลูกชอบก็ดีแล้วล่ะ”ผู้เป็นแม่กล่าวยิ้ม ๆ
จากความทรงจำนั้นภายในตู้เสื้อผ้าคือที่ซุกซ่อนของกล่องเงินที่เจ้าของร่างแอบเก็บสะสมเอาไว้ เห็นทีคงต้องรื้อออกมาดูเสียหน่อย เผื่อว่าจะสามารถนำมาทำทุนในชีวิตต่อจากนี้ได้บ้าง บอกตามตรงว่าสำหรับหญิงสาวที่ชอบทำงานหาเงินอย่างเธอแล้ว การนั่งหายใจทิ้งและใช้เงินที่มีอยู่ให้หมดไปวัน ๆ หนึ่งไม่ใช่คำตอบของชีวิตนี้ แล้วไหนจะยังมีเด็กอีกสองคนให้เลี้ยงดู หากไม่ทำมาหากินเลยแล้วชีวิตนี้จะอยู่ต่อไปได้อย่างไร
เด็กหญิงเสี่ยวหลิงนั่งรออยู่บนเตียงนุ่ม เฝ้ามองผู้เป็นแม่กำลังรื้อค้นเสื้อผ้าในตู้อย่างไม่เข้าใจ แต่เมื่อเห็นว่าแม่หยิบสิ่งใดออกมาวางไว้ตรงหน้าเธอ เด็กหญิงก็พอจะเดาออกอยู่บ้าง “กล่องเงินเหรอคะ?”
“ใช่แล้วจ๊ะ ดูซิ! ว่าจะมีสักกี่หยวนกัน”ฟู่หว่านถิงกล่าวกับลูกสาวด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเปิดกล่องใส่เงินออกอย่างยากลำบาก
กล่องใบนี้ทั้งเก่าและมีสนิมติดอยู่เล็กน้อย เธอต้องใช้แรงพอสมควรกว่าจะเปิดออกได้ แต่ทว่าเมื่อเปิดออกมาแล้วก็พบกับเงินจำนวนสองร้อยหยวนและซองกระดาษสีขาววางอยู่ข้างกัน
“นี่มันงดชดเชยของพ่อนี่คะ”กัวอี้หลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
เธอเคยเห็นซองนี้ตอนคุณอาทหารท่านนั้นเอามามอบให้กับแม่เมื่อสองปีที่แล้ว ย่าเคยบอกว่านี่เป็นเงินที่ทางการชดเชยให้กับชีวิตพ่อที่สูญเสียไปและต่อจากนี้จะไม่มีเงินเดือนของพ่อส่งมาให้พวกเราอีกแล้ว
ในตอนนั้นพี่ใหญ่ยังบอกอีกว่าแม่คงจะใช้เงินชดเชยจนหมด เงินจำนวนนี้ไม่อาจเหลือมาถึงเราสองพี่น้องและคงต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากต่อไป ทำให้กัวอี้หลิงไม่คิดว่าจะได้เห็นมันวางอยู่ตรงหน้าอย่างตอนนี้ด้วยซ้ำ
ฟู่หว่านถิงหยิบซองมาอ่านดูอีกครั้งก็พบว่ามันเป็นเงินชดเชยของสามีที่ตายจากไปอย่างที่ลูกสาวว่าและเงินในนี้ยังมีถึงห้าร้อยหยวน คูปองอื่น ๆ อีกราวยี่สิบกว่าใบ สำหรับคนที่นี่คงคิดว่ามันคุ้มค่ากับการสละชีพแล้ว
แต่เธอกลับรู้สึกหดหู่มากกว่าที่คนเราตีค่าหนึ่งชีวิตด้วยเงินเพียงแค่ไม่กี่ร้อยหยวนและคูปองบ้าบอนี่เพียงไม่กี่ใบ
แล้วเด็กน้อยสองคนนี้ล่ะ...หากเทียนหอมไม่เข้ามาอยู่ร่างนี้แทน ก็เท่ากับว่าเด็กทั้งสองคนจะกลายเป็นเด็กกำพร้าโดยสมบูรณ์แล้วเงินเพียงเท่านี้จะทำให้พวกเขาเติบโตขึ้นมาได้อีกสักกี่ปีกัน
"เงินในซองนี้แม่จะเก็บเอาไว้ให้พวกลูกเรียนหนังสือก็แล้วกัน"
“แม่หมายความว่าอะไรเหรอคะ?”เสียงใสเอ่ยถามย้ำ ขณะแววตาจดจ้องเพียงใบหน้าของผู้เป็นแม่ด้วยประกายแห่งความหวัง
ฟู่หว่านถิงไม่ได้รีบร้อนที่จะตอบลูกสาว เธอเพียงแค่ยิ้มแล้วลูบหัวทุยเล็กแผ่วเบาพลางนึกไปถึงความทรงจำที่ได้รับมาแล้วกล่าวว่า “ลูกสองคนอยากเรียนหนังสือมานานแล้วแม่รู้ดี ฉะนั้นเงินส่วนนี้จะเป็นค่าเทอมของลูกและเงินสองร้อยหยวนก้อนนี้ แม่จะเอามาทำทุนเปิดร้านค้าเล็ก ๆ เป็นกิจการของบ้านเรา”
แม้จะมีหลายคำที่เด็กหญิงฟังไม่เข้าใจ แต่ความหมายโดยรวมนั้นเด็กหญิงล้วนรับรู้ได้ในความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีของแม่ ต่อจากนี้ไม่ว่าแม่จะเปิดร้านขายอะไร เด็กหญิงตัวน้อยตั้งมั่นแล้วว่าจะช่วยงานอย่างเต็มที่แน่นอน
“หนูดีใจมากเลยค่ะ รักแม่นะคะ”
ร่างเล็กผอมแห้งโถมกายเข้าสวมกอดผู้เป็นแม่เอาไว้แน่นด้วยความดีใจ ส่งผลให้วิญญาณที่เข้ามาอยู่ใหม่รู้สึกถึงความไม่คุ้นชินอยู่บ้าง
แต่ความรู้สึกของเสี่ยวหลิงเป็นสิ่งที่สมควรรักษาเอาไว้ให้ดี เช่นนั้นแล้วมืออวบข้างหนึ่งจึงลูบแผ่นหลังเล็กจ้อยช้า ๆ เป็นการตอบรับความรักของเด็กหญิงในอ้อมกอด “เอ่อ...แม่ก็รักเสี่ยวหลิงนะ เรามานอนกันดีกว่าจ๊ะ”
ฟู่หว่านถิงจัดแจงที่นอนและห่มผ้าให้กับลูกสาว จากนั้นจึงเดินไปดับตะเกียงแล้วขึ้นมานอนเคียงข้างเจ้าตัวเล็ก แต่ทว่าแทนที่เสี่ยวหลิงจะหลับไหลในทันทีกลับหันหน้ามาหาผู้เป็นแม่แล้วตัดสินใจร้องขอบางสิ่งแทน
“แม่คะ พรุ่งนี้หนูขอแบ่งอาหารไปให้พี่เฉียงอู่สักหน่อยได้ไหมคะ?”
“เฉียงอู่...ใครเหรอลูก?”ฟู่หว่านถิงถามขึ้นด้วยความสงสัย หลังจากค้นในความทรงจำแล้วเธอแน่ใจว่าไม่เคยรู้จักชื่อนี้มาก่อน แต่ลูกสาวรู้จักหรือนี่อาจจะเป็นเพื่อนเล่นของเสี่ยวหลิงก็ไม่ทราบได้
“เป็นเพื่อนของพวกเราค่ะ แม่ของพี่เฉียงอู่ตายไปตอนที่หมู่บ้านเราเกิดโรคระบาดทำให้เขาต้องอยู่บ้านคนเดียวและไม่มีอาหารกิน หนูไม่อยากให้พี่เฉียงอู่ต้องไปเก็บเปลือกไม้กินอีกค่ะ”เด็กหญิงอธิบายให้แม่ได้ฟัง
หลายครั้งที่เธอและพี่ใหญ่เห็นว่าพี่เฉียงอู่ไม่มีอาหารกินจนต้องไปแกะเปลือกไม้แข็ง ๆ มากินแทนอาหาร สำหรับเราสองคนหากรู้สึกหิวโหยอย่างมากก็แค่เดินไปขอข้าวจากย่าที่บ้านใหญ่ แต่พี่เฉียงอู่ไม่มีใครให้ขอแม้แต่คนเดียว
แม้พี่ใหญ่จะแบ่งอาหารที่ได้มาให้เขาบ้างแต่ก็เพียงน้อยนิดเท่านั้น แทบไม่พอประทังความหิวของเขาด้วยซ้ำ และวันนี้เสี่ยวหลิงเห็นว่าบ้านเราก็พอมีอาหารอยู่บ้างจึงอยากลองขออนุญาติผู้เป็นแม่เพื่อแบ่งปันให้พี่เฉียงอู่
แม้ว่าคำตอบของแม่อาจจะบอกว่าไม่ยินยอม แต่อย่างน้อยก็ถือว่าตนเองได้ลองช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่แล้ว
“ได้สิจ๊ะ พรุ่งนี้แม่จะไปหาพี่เฉียงอู่กับลูกนะ”ฟู่หว่านถิงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนไม่น้อย การแบ่งปันอาหารให้เด็กคนหนึ่งย่อมไม่ใช่ปัญหา แต่เธอต้องการไปดูให้เห็นกับตาว่าอะไรเป็นอะไรกันแน่เท่านั้น
อาจเป็นเพราะพึ่งทะลุมิติมาเป็นวันแรกจึงใช้พลังงานไปเยอะพอสมควร หลังจากตะเกียงดับลงเพียงไม่นานฟู่หว่านถิงก็หลับลงด้วยความเหนื่อยล้า แต่ทว่าเปลือกตาบางคู่หนึ่งกลับเปิดขึ้นอย่างกะทันหัน กัวอี้หลิงลอบมองเสี้ยวหน้าของมารดาผ่านความมืดสลัว
เธอยังไม่อยากหลับเพราะกลัวว่าหากตื่นขึ้นมาแล้วแม่จะกลับไปเป็นหญิงใจร้ายคนเดิม แต่ทว่าเปลือกตาของเด็กหญิงนั้นหนักอึ้งเหลือเกิน ที่นอนของแม่ก็ทั้งนุ่มทั้งหอม ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะอาบน้ำสักกี่ครั้งก็ไม่เคยรู้สึกสบายตัวเท่าครั้งที่แม่อาบให้เลย จนถึงตอนนี้ด้วยความรู้สึกผ่อนคลายจึงค่อย ๆ ส่งผลให้เปลือกตาคู่นี้ของเด็กน้อยปิดลงพร้อมกับริมฝีปากที่มีรอยยิ้มเล็ก ๆ
