บทที่ 5 ตอนที่ 5 ตอบแทนแม่สามี
แตกต่างจากอีกห้องที่มีเด็กชายนั่งอยู่บนเตียงแข็งทื่อเพียงลำพัง สีหน้าในตอนนี้ไม่ว่าใครมองมาก็คงรู้ดีว่ามีเรื่องที่กำลังคิดไม่ตก กัวเทียนอวี่ได้ยินการสนทนาทั้งหมดของคนที่อยู่ข้างห้องอย่างชัดเจน ยอมรับว่าหลังจากได้ยินหญิงคนนั้นยืนยันว่าจะเก็บเงินให้พวกเราเรียนก็ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาอยู่บ้าง
แต่กัวเทียนอวี่ไม่กล้าดีใจมากไปนักเพราะไม่รู้ว่าหญิงเกียจคร้านคนนั้นจะมีเล่ห์เหลี่ยมใดมาหลอกล่อให้พวกเราตายใจอีก แล้วไหนจะเรื่องที่ต้องการไปพบเฉียงอู่และแบ่งอาหารให้อย่างใจกว้าง หากเป็นฟู่หว่านถิงจอมตะกละคนก่อนคงไม่มีทางที่จะตอบรับเรื่องนี้อย่างง่ายดายแน่นอน
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราสองพี่น้องถูกหลอก ก่อนหน้านี้เขาและเสี่ยวหลิงถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือไปขอเงินจากบ้านใหญ่อยู่หลายครั้ง จนทำให้ความเชื่อใจต่อผู้เป็นมารดาร่วงหายไปทีละนิด รวมถึงความเกลียดชังของผู้เป็นย่าที่มีต่อหญิงเกียจคร้านก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ฟู่หว่านถิงรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาตั้งแต่แสงแรกของวันยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า เธอขยับตัวลงจากเตียงอย่างเงียบเชียบที่สุดเพื่อไม่ให้รบกวนลูกสาวที่กำลังหลับสนิท
ภายในตู้เก็บเสบียงมีวัตถุดิบหลักหลายอย่าง แต่เครื่องปรุงนั้นกลับมีเพียงน้อยนิด ผักสดเพียงเท่านี้ก็ไม่น่าจะเพียงพอสำหรับอาหารหนึ่งมื้อ แล้วไหนจะยังต้องทำเผื่อสหายของลูกสาวอีก
ฉะนั้นแล้วมิติห้างสรรพสินค้าจึงเป็นคำตอบของอาหารเช้าในวันนี้ ฟู่หว่านถิงแตะปลายนิ้วลงบนแหวนหยกมันแพะ สัมผัสความเย็นของเนื้อหยกเพียงเสี้ยวลมหายใจก็ถูกแรงดึงมหาศาลและร่างของเธอก็ถูกย้ายเข้ามาภายในห้างสรรพสินค้า
เช้านี้เธอตั้งใจว่าจะทำอาหารง่าย ๆ สองสามอย่างและซาเลาเปาไส้ครีมคัสตาร์ด หลังจากคิดได้แล้วว่าจะทำสิ่งใดจึงได้เดินไปยังโซนอาหาร หยิบวัตถุดิบที่ต้องการ จากนั้นไม่ลืมแวะดูโซนของใช้เด็กและกลับออกมาอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปครู่หนึ่งกลิ่นอาหารปรุงสดใหม่ก็โชยเข้ามาในห้องนอน จมูกเล็กของเด็กชายกัวขยับไปมา ราวกับสมองพึ่งนึกบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาของเด็กชายเบิกโพลงขึ้นมาในทันที ก่อนจะก้าวลงจากเตียงอย่างเงียบเชียบที่สุด
เขาไม่ได้เดินไปปลุกน้องสาวที่กำลังหลับอยู่อีกห้องในทันที แต่กลับเดินย่องมาที่ครัวเพื่อตรวจสอบบางอย่างให้แน่ใจเสียก่อน เมื่อเห็นว่าหญิงตะกละกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารเช้า บนโต๊ะก็ไม่ได้มีสิ่งแปลกปลอมอย่างเช่นยาพิษหรือยาเบื่อหนูเขาจึงได้วางใจพาตนเองเดินไปยังอีกห้องในเวลาต่อมา
กัวเทียนอวี่พยายามเปิดประตูห้องอย่างเบามือที่สุด เขาพบว่าน้องสาวกำลังนอนหลับบนฟูกหนานุ่มทั้งยังดูใหม่ราวกับพึ่งซื้อมา เห็นทีว่านี่คงเป็นของใหม่ที่หญิงตะกละแอบซื้อเก็บเอาไว้ก่อนหน้านี้เป็นแน่
“เสี่ยวหลิง เสี่ยวหลิง! ตื่นได้แล้ว”มือหยาบกร้านแตะต้นแขนน้องสาวแล้วเขย่าเบา ๆ ขณะเดียวกันจมูกของเขากลับรับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมบางอย่างภายในห้อง เป็นกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่เขาไม่เคยได้กลิ่นจากที่ใดมาก่อน
“พี่ใหญ่หรือ...ทำไมตื่นเช้าจัง”กัวอี้หลิงขยับกายลุกขึ้น มือเล็กขยี้ดวงตาเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนปลุกจึงได้มองไปที่เขาด้วยความสงสัย
“เกือบเจ็ดโมงแล้ว ตื่นเถอะ”
“ฉันหลับเพลินไปหน่อย เมื่อคืนแม่บอกว่าตื่นแล้วต้องล้างหน้าแปรงฟันก่อนค่อยทำอย่างอื่น พวกเราไปกันเถอะ”เด็กหญิงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
กัวเทียนอวี่ไม่ได้ขัดใจน้องสาว เขาพยักหน้าสองสามครั้งแล้วจับจูงมือเล็กเดินออกจากห้องไปพร้อมกัน เมื่อวานเขาไม่เห็นว่าในห้องน้ำจะมีสิ่งใดแปลกไปนอกจากของใช้พวกนั้น แต่ทว่าเช้านี้กลับมีชั้นวางสีขาวที่ติดอยู่กับผนังห้องน้ำ บนชั้นมีแปรงสีฟันสามอันและของใช้อื่น ๆ นี่คาดว่าคงเป็นฝีมือของหญิงตะกละคนนั้นที่ทำเอาไว้ในเช้าวันนี้อย่างแน่นอน
“ฉันจะสอนพี่ใหญ่แปรงฟันอีกครั้งแล้วกัน”กัวอี้หลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น มือเล็กหยิบเอายาสีฟันมาบีบใส่แปรงสีชมพูของตนเอง ก่อนจะเริ่มถูไปที่ฟันซี่เล็กของตนเองช้า ๆ เป็นการทำตัวอย่างให้พี่ชายได้ดู
กัวเทียนอวี่และน้องสาวเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยความรู้สึกสดชื่นไม่น้อย แต่ยังไม่ทันจะเดินถึงประตูบ้านก็พบกับผู้เป็นแม่ที่ถือบางอย่างยืนรออยู่ เด็กชายมองไปที่เธออย่างไม่ไว้ใจนัก เขาพยายามก้าวไปข้างหน้าให้เชื่องช้าที่สุดเพื่อหลบเลี่ยงการสนทนา แต่น้องสาวกลับลากเขาวิ่งไปหาหญิงตะกละเสียได้
“ล้างหน้าแล้วก็ทาครีมเสียหน่อย”น้ำเสียงนุ่มนวลกล่าวจบก็บีบครีมบำรุงผิวสำหรับเด็กใส่หลังมือตนเอง ก่อนจะค่อย ๆ ทาลงบนผิวหน้าของเสี่ยวหลิงอย่างเบามือที่สุด ช่วงนี้ก็ใกล้ฤดูหนาวแล้ว แม้จะไม่ได้เย็นจัด แต่อากาศแห้งเช่นนี้ก็สามารถทำให้แก้มของเด็ก ๆ แห้งแตกได้ไม่ยาก รวมถึงริมฝีปากเล็ก ๆ ก็ต้องถูกดูแลอย่างดีโดยลิปมันสำหรับเด็กเช่นกัน
“เรียบร้อยแล้ว นี่จ๊ะแม่ฝากจัดการต่อด้วย”ขณะกล่าวกับลูกสาวก็ไม่ลืมเหลือบตาไปมองยังลูกชายที่เอาแต่ยืนทำหน้านิ่งอยู่ ก่อนจะยัดครีมบำรุงผิวและลิปมันใส่มือเล็กของลูกสาวแล้วกลับไปทำอาหารเช้าต่อ
แน่นอนว่าฟู่หวานถิงไม่ได้เลือกปฏิบัติ แต่กัวเทียนอวี่นั้นตั้งแต่ครั้งแรกที่สบตาก็รู้ว่าเด็กคนนี้เกลียดชังแม่ของตนมากเพียงใด หากเธอเลือกที่จะเข้าหาเขาตรง ๆ เห็นแต่จะทำให้เด็กคนนี้ยิ่งถอยห่างออกไปก็เท่านั้น เอาไว้ความสัมพันธ์ในครอบครัวเราพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นกว่านี้อีกหน่อย ค่อยปฏิบัติให้กับเขาทั้งสองคนอย่างเท่าเทียมกันก็ยังไม่สาย
และกัวอี้หลิงเข้าใจความหมายของแม่ได้เป็นอย่างดี เสียงเล็กสดใสตอบรับอย่างแข็งขัน หลังจากแม่เดินจากไปจึงได้หันมาทาครีมที่ใบหน้าของพี่ชายบ้าง ยอมรับว่าครีมบำรุงที่แม่มอบให้ทำให้ผิวหน้าของพวกเราไม่แห้งตึงอีกแล้ว รวมถึงริมฝีปากก็ไม่ลอกเหมือนเมื่อก่อนอีกด้วย
การที่แม่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนทำให้เธอมีความสุขมากจริง ๆ
ข้าวขาวและกับข้าวอีกสามอย่างถูกจัดขึ้นโต๊ะ เมื่อสมาชิกในครอบครัวพร้อมหน้าจึงได้ลงมือกินมันอย่างเอร็ดอร่อย สำหรับกัวเทียนอวี่แล้วมื้อนี้เขาสามารถกินอาหารร่วมโต๊ะกับหญิงตะกละได้อย่างสนิทใจมากขึ้น
ตั้งแต่เมื่อวานที่เขากินข้าวต้มจนหมดหม้อแล้วยังไม่ถูกหญิงใจร้ายทุบตีเหมือนเมื่อก่อนแล้ว อาหารมากมายที่เธอทำให้พวกเรากินก็ทำให้เขาและน้องสาวอิ่มท้องเป็นอย่างมาก รอยยิ้มมุมปากของเด็กชายจึงปรากฏขึ้นพลางลอบมองผู้เป็นมารดาอย่างพิจารณาอีกครั้ง
“นี่เป็นซาลาเปาไส้ครีม ลูกลองกินดู กินเสร็จแล้วเสี่ยวอวี่ช่วยเอากล่องนี้ไปให้ย่าของลูกด้วย ส่วนกล่องนี้แม่เตรียมเอาไว้กับเพื่อนของเสี่ยวหลิง กินเสร็จแล้วพวกเราก็ออกจากบ้านกัน”
กัวเทียนอวี่มองผู้เป็นแม่อย่างตกตะลึง นี่ไม่ใช่ว่าเขาหูฝาดหรอกเหรอ ที่ได้ยินหญิงตะกละตรงหน้าเอ่ยว่าจะแบ่งปันอาหารให้กับย่า ทั้งที่ก่อนหน้านี้มักจะได้ยินเธอก่นด่าย่าอยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่จำความได้เขาก็รับรู้ความเกลียดชังระหว่างแม่กับย่ามาโดยตลอดไม่คิดว่าวันนี้ซาลาเปาพวกนี้จะถูกมอบให้กับย่าอย่างใจกว้าง
“แม่ไม่ได้ใส่ยาพิษให้ย่ากินหรอกน่า แค่อยากตอบแทนที่ก่อนหน้านี้ย่าแบ่งปันอาหารให้ลูกบ่อย ๆ ก็เท่านั้น”ฟู่หว่านถิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยราวกับรับรู้ความคิดของลูกชาย ขณะที่มือก็บิซาลาเปาออกเป็นสองส่วน เป่าไล่ความร้อนครู่หนึ่งก็วางใส่จานให้กับลูกทั้งสองคนได้กินได้ง่ายขึ้น
กัวอี้หลิงหยิบซาลาเปาครึ่งลูกที่ถูกทำให้อุ่นขึ้นมากัดกิน ไส้สีเหลืองนวลที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนนั้นหวานกลมกล่อมเป็นอย่างมาก ทั้งแป้งซาลาเปาก็นุ่มฟู เมื่อกัดคำแรกเข้าไปแล้วก็อยากจะกินเข้าไปอีกหลายคำ “แม่ของเราดีที่สุด”
คำกล่าวชื่นชมของเด็กหญิงตัวน้อยทำเอาฟู่หว่านถิงหัวเราะออกมาด้วยความเคาะเขิน ก่อนจะหยิกลงบนแก้มเล็กตอบอย่างไม่จริงจังนัก
“เสี่ยวหลิงของแม่ก็ปากหวานที่สุดเช่นกัน”
ในเวลาต่อมาฟู่หว่านถิงถือกล่องอาหารออกจากบ้านไปพร้อมกับลูกสาว ส่วนลูกชายนั้นเขาคุ้นเคยกับคนบ้านใหญ่เป็นอย่างดี การปล่อยให้เขาไปมอบอาหารให้ย่าในวันนี้ก็คงไม่น่ามีปัญหาแต่อย่างใด
“บ้านหลังนี้อย่างนั้นหรือ?”คนเป็นแม่เอ่ยถามขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตา
ก็จะให้เธอเชื่อได้อย่างไร ทั้งที่คิดว่าบ้านของเราอยู่ห่างไกลผู้คนมากแล้ว แต่กลับเทียบกับบ้านหลังตรงหน้าไม่ได้เลย จากบ้านเราต้องเดินตามชายป่าราวห้านาทีกว่าจะมาถึง และเมื่อมาถึงแล้วก็พบกับกระท่อมผุพังหลังหนึ่งที่ไม่ต่างจากบ้านร้างเอาเสียเลย สภาพแบบนี้เด็กคนเดียวจะอาศัยอยู่ได้จริงน่ะหรือ...
“ใช่ค่ะแม่ พี่เฉียงอู่คะ! ฉันเอาอาหารมาให้ค่ะ พี่เฉียงอู่!”
เสียงเล็กยืนยันกับผู้เป็นแม่ ก่อนจะตะโกนเรียกคนด้านในเสียงดัง รอเพียงไม่นานเด็กผู้ชายรูปร่างผ่ายผอม ตาลึกโบ๋ ผิวก็ดูกร้านและคล้ำ เห็นแล้วก็บอกได้เลยว่าเด็กคนนี้ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอย่างที่ลูกสาวเล่าให้ฟังจริง ๆ
