บทที่ 6 ตอนที่ 6 แล้วแต่โชคชะตา

ฝานเฉียงอู่ เดินออกมาจากประตูบ้านเก่าผุผัง เขาคุ้นเคยกับเสี่ยวหลิงเป็นอย่างดีเพราะเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่ยังเล็ก เพียงแต่คนที่ยืนอยู่ด้านข้างของเสี่ยวหลิงนั้นเขาไม่เคยพบหน้ามาก่อน “เอ่อ เสี่ยวหลิงแล้วคุณน้าท่านนี้คือ...”

“นี่แม่ฉันเองค่ะ เราเอาอาหารที่บ้านมาแบ่งให้พี่น่ะ”กัวอี้หลิงตอบเสียงใส ก่อนจะหันมาชักชวนผู้เป็นแม่ให้เดินมานั่งตรงโต๊ะไม้เก่า ๆ พร้อมกัน

เด็กชายวัยเก้าขวบที่ใช้ชีวิตท่ามกลางความยากลำบากมาอย่างยาวนาน ทั้งชีวิตไม่เคยเลยสักวันที่จะได้แตะต้องอาหารที่ดีแบบนี้ อาหารตรงหน้าทำให้เขารู้สึกไม่แน่ใจว่าควรรับไว้ดีหรือไม่ ทว่าเมื่อเหลือบมองไปยังคุณน้าท่านนี้ก็พบกับรอยยิ้มอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยเมตตา “คือผม...”

“กินเถอะจ๊ะ เสี่ยวหลิงตั้งใจแบ่งมาให้เลยนะ”ฟู่หว่านถิงกล่าวกับเด็กชายเสียงนุ่มนวล ก่อนจะขยับกล่องอาหารให้เข้าไปใกล้ฝานเฉียงอู่อีกนิด

“ขอบคุณครับน้ากัว ขอบคุณนะเสี่ยวหลิง แล้วเทียนอวี่ล่ะไม่มาหรือ?”

“พี่ใหญ่เอาซาลาเปาไปให้ย่าค่ะ เดี๋ยวคงตามมา”

เมื่อเห็นว่าเฉียงอู่กินซาลาเปาลูกแรกไปกว่าครึ่งแล้ว ฟู่หว่านถิงจึงบิซาลาเปาลูกที่สองออกแล้ววางเอาไว้ตรงหน้าเขา พลางกวาดมองไปยังรอบบริเวณบ้าน ความเงียบสงบนี้บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่านอกจากเด็กชายร่างผ่ายผอมคนนี้ก็คงไม่มีใครอาศัยอยู่ในบริเวณนี้อีกแล้ว

“น้าขอถามหน่อยได้หรือไม่? ตอนนี้เฉียงอู่อยู่บ้านกับใคร?”

“ผมเคยอยู่กับแม่สองคนครับ แต่ตอนที่มีโรคระบาดแม่ก็จากผมไป”

ฝานเฉียงอู่ทอดสายตามองไปยังรอบกายที่ก่อนหน้านี้มีผู้เป็นแม่เคยอาศัยอยู่ด้วย เดิมทีเพราะแม่ของเขาเป็นหญิงที่ถูกสามีหย่าขาด ชีวิตของเราสองคนแม่ลูกก็ไม่ได้ดีนัก จะกลับไปบ้านสกุลฝานซึ่งเป็นบ้านเดิมก็ไม่มีใครยอมรับ สุดท้ายก็ได้แต่กล้ำกลืนมีชีวิตอยู่ในกระท่อมร้างแห่งนี้

จนเมื่อสองปีก่อนที่แม่จากไปด้วยโรคระบาด นั่นจึงทำให้เขามีชีวิตที่ย่ำแย่กว่าเดิมหลายเท่า จากที่เคยดื่มน้ำข้าวด้วยกันสองคนแม่ลูก ตอนนี้แม้แต่ข้าวสารในบ้านยังไม่มีแม้สักเม็ด ความยากลำบากในแต่ละวันทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตนี้มันช่างยาวนานเกินไปจริง ๆ หากตอนนั้นเขาตายไปพร้อมกับแม่ก็คงดี

แววตาขมขื่นของเด็กชายทำให้ฟู่หว่านถิงไม่กล้าที่จะเอ่ยถามสิ่งใดออกไปอีก คนเราล้วนมีเรื่องลำบากใจและสถานการณ์ที่ต้องใช้ความอดทนกันทั้งนั้น ที่ผ่านมาเด็กคนนี้คงลำบากไม่น้อย

อีกด้านหนึ่งที่บ้านใหญ่สกุลกัว หม่าฝู และลูกสะใภ้ใหญ่กำลังนั่งเด็ดผักป่าอยู่หน้าบ้านก็พบว่าหลานชายจากบ้านรองกำลังวิ่งตรงมาทางนี้พร้อมกับกล่องอาหารพอดีจึงได้แต่มองอย่างสนใจ

“นั่งพักให้หายเหนื่อยเสียก่อน”

ทันทีที่หลานชายมาถึงหญิงชราก็ยื่นน้ำแก้วหนึ่งให้เพื่อดับกระหาย รอจนหลานชายดื่มน้ำจนหมดแก้วจึงได้ถามต่อไปว่า “หลานกำลังรีบร้อนจะไปไหน?”

“แม่ฝากซาลาเปามาให้ย่าครับ”กัวเทียนอวี่กล่าวเพียงแค่นั้น ก่อนจะยื่นกล่องซาลาเปาที่หญิงตะกละห่อเอาไว้ให้กับย่าและป้าสะใภ้ใหญ่

สิ้นคำอธิบายของกัวเทียนอวี่ก็ทำเอาย่าและป้าสะใภ้ใหญ่ถึงกับตกใจจนแทบตกเก้าอี้ ทั้งสองคนส่งเสียงร้องออกมาโดยพร้อมเพรียงกัน “ห๊า/ห๊า”

“นะ-นี่...ย่าหูฝาดหรือหลานพูดผิดกัน”หม่าฝูถามขึ้นอีกครั้งอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตนเอง จะเป็นไปได้อย่างไรที่ลูกสะใภ้คนรองที่เกลียดชังกันอย่างกับอะไรดีวันนี้กลับฝากซาลาเปากล่องใหญ่มาให้

นี่ไม่ใช่ว่าพระอาทิตย์กำลังจะขึ้นทางทิศตะวันตกแล้วอย่างนั้นหรือ...

ไป๋เอิน เองก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของแม่สามี สะใภ้รองคนนั้นเดิมทีนอกจากเกียจคร้านแล้วยังชอบแย่งชิงอาหารที่ตนและแม่สามีแบ่งปันให้กับหลานชายอยู่ตลอด การจะแบ่งปันอาหารมาให้บ้านใหญ่แบบนี้จะเป็นไปได้อย่างไร แล้วอาหารในกล่องเมื่อเปิดฝาออกมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของดี

“นั่นสิคะแม่ ฉันก็ว่าเราต้องหูฝาดไปแล้วแน่ ๆ”ไป๋เอินกล่าวเสริมแม่สามี

หม่าฝูจับมือเล็กของหลานชายเอาไว้แน่ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยตามวัยนั้นจดจ้องหลานชายและถามอีกครั้ง “นี่ไม่ได้ให้เอามาขายให้ย่าใช่ไหม?”

“ไม่ครับ แม่บอกว่าอยากตอบแทนที่ย่าเคยแบ่งอาหารให้พวกเรากิน”

“อย่างนั้นเอามันหวานไปแบ่งกับน้องกินสักหน่อย”

กัวเทียนอวี่ที่เห็นว่าป้าสะใภ้กำลังเดินเข้าบ้านไปหยิบมันมาแบ่งให้ก็รีบร้อนกล่าวปฏิเสธเป็นพัลวัล “เมื่อเช้าแม่ทำอาหารให้พวกเรากินแล้วครับ ผมต้องไปบ้านเฉียงอู่ต่อ เดี๋ยวตอนเย็นผมมาเอากล่องอาหารนะครับย่า”

หากเป็นเมื่อก่อนเขาและเสี่ยวหลิงนั้นอดอยากหิวโหยเป็นอย่างมากถึงได้รับอาหารจากย่าและป้าสะใภ้มากินประทังชีวิต แต่ตอนนี้พวกเรามีกินจนอิ่มท้องแล้วจะให้เอาเปรียบย่ากับป้าสะใภ้ได้อย่างไร

“เอาล่ะ ย่าเข้าใจแล้ว”หม่าฝูรับคำหลานชาย

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกเคลือบแคลงใจในตัวลูกสะใภ้คนรองอยู่ดี ทว่าเมื่อมองไปยังหลานชายที่พึ่งจากไปก็พบว่าวันนี้เนื้อตัวของเสี่ยวอวี่นั้นดูสะอาดสะอ้านกว่าทุกวัน ทั้งเสื้อที่ดูจะคับแน่นทำให้เห็นว่าท้องของเขานั้นอิ่มมากแล้วจริง ๆ

“แม่ว่าเกิดอะไรกับสะใภ้รองหรือเปล่าคะ?”ไป๋เอินเอ่ยถามแม่สามี

หญิงชรากลับไม่ได้เห็นต่างจากลูกสะใภ้นัก แน่นอนว่าต้องมีบางอย่างเกิดขึ้น แต่ผลของมันก็ทำให้หลานชายหลานสาวของเราอิ่มท้องไม่ใช่หรือ อย่างนั้นแล้วก็ถือว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นย่อมเป็นไปในทิศทางที่ดีแล้วนั่นเอง

“ก็ถ้าเกิดในทางที่ดีก็แล้วไปเถอะ ดีเสียอีกเสี่ยวอวี่กับเสี่ยวหลิงจะได้มีชีวิตที่ดีกับคนอื่นเขาเสียที ฉันจะได้หมดห่วง”หม่าฝูกล่าวกับลูกสะใภ้ ก่อนจะหันมาเด็ดผักป่าต่อก็ไม่ลืมบอกให้แบ่งซาลาเปาครึ่งหนึ่งไปส่งลูกชายคนโตและสามีที่แปลงนา อีกส่วนหนึ่งก็เก็บเอาไว้กินมื้อต่อไป

ฟู่หว่านถิงไม่ได้รอให้เด็กชายแซ่ฝานกินซาลาเปาในกล่องจนหมด เธอยังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำให้เรียบร้อย เมื่อลูกชายคนโตมาถึงเธอจึงปล่อยให้เด็กทั้งสามคนเล่นกันตามประสา ส่วนตนเองเดินกลับมาที่บ้านพร้อมกับความคิดบางอย่างที่กำลังขัดแย้งกันอยู่ในหัว

เมื่อไร้ซึ่งสายตาจับผิดจากลูกชายฟู่หว่านถิงจึงได้รู้สึกหายใจสะดวกมากขึ้นอีกหน่อย ทันทีที่กลับมาถึงบ้านสิ่งแรกคือเปิดประตูหน้าต่างทุกบานออกเพื่อให้อากาศถ่ายเทมากขึ้น

ก่อนหน้านี้กลิ่นอับที่สูดเข้าไปทำให้รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก บ้านหลังนี้ไม่ได้มีพื้นที่มากนัก มีเพียงห้องโถงขนาดเล็กแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งวางโต๊ะกินข้าว ถัดไปเป็นประตูเชื่อมไปยังห้องครัวและยังมีห้องนอนขนาดเล็กอีกเพียงสองห้อง ด้วยขนาดพื้นที่เพียงเท่านี้ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าเจ้าของร่างเดิมนั้นทำอะไรอยู่ในแต่ละวัน จึงได้ปล่อยให้ภายในบ้านนั้นรกและสกปรกได้ขนาดนี้

หลังจากทำความสะอาดทุกพื้นที่ในบ้านอย่างเหน็ดเหนื่อยและโยนของเก่าออกจากบ้านไปแล้วบางส่วน ฟู่หว่านถิงถึงหายเข้าไปในมิติห้างสรรพสินค้าเพื่อเลือกของใหม่มาใช้งานแทน

กว่าจะจัดการทุกอย่างจนเสร็จก็ใกล้เที่ยงเต็มที ฟู่หว่านถิงจึงเดินเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมอาหารรอลูกทั้งสองคนกลับมา ทว่าเศษหมั่นโถวสองก้อนที่วางอยู่บนโต๊ะก็ทำให้การกระทำของเธอหยุดชะงักในทันที

“เพราะพวกแกสินะ ที่ทำให้ฉันต้องมาตกระกำลำบากอยู่ที่นี่น่ะ ชิ!”

ขณะกล่าวนิ้วอวบใหญ่ก็จิ้มลงไปบนเศษแป้งที่อยู่ในชามแรง ๆ ชะตากรรมต่อจากนี้แม้ไม่อยากจะยอมรับแต่ก็ไม่มีหนทางอื่นที่จะพาตนเองกลับไปยังโลกปัจจุบันได้แล้ว หรือหากจะให้ยัดแป้งเย็นชืดนี่เข้าปากจนติดคอตายอีกครั้งก็บอกตามตรงว่าเธอคงไม่กล้าบ้าบิ่นเหมือนฟู่หว่านถิงคนก่อนอย่างแน่นอน

การตายอีกครั้งก็ไม่แน่ว่าจะได้กลับไปในโลกปัจจุบันได้หรือไม่ อยู่ที่นี่อย่างน้อยก็มีมิติห้างสรรพสินค้า อีกทั้งเธอคงตัดใจทิ้งเด็กสองคนนี้ไปไม่ได้อีกแล้ว จากนี้คงได้แต่ยอมรับและใช้ชีวิตเพื่อดูแลลูกทั้งสองคนให้ดีต่อไปก็เท่านั้น

ส่วนที่เหลือก็คงแล้วแต่โชคชะตาจะพาไปก็แล้วกัน...

กัวเทียนอวี่และน้องสาวกลับมาถึงบ้านตอนใกล้เที่ยง ทันทีที่มาถึงก็พบว่าประตูบ้านและหน้าต่างทุกบานถูกเปิดออก สองพี่น้องได้แต่มองหน้ากันไปมาอย่างไม่เข้าใจ จนตัดสินใจเดินเข้ามาก็พบว่าทุกพื้นที่ในบ้านถูกทำความสะอาดอย่างดีอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ของใช้บางส่วนก็ถูกแทนที่ด้วยของที่ไม่เคยเห็น อีกทั้งภายในบ้านยังมีกลิ่นหอมแบบเดียวกันกับห้องนอนของแม่อีก

นั่นจึงทำให้สองคนพี่น้องแซ่กัวเอาแต่มองหน้ากันไปมาด้วยแววตาเป็นประกาย แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถามสิ่งใดออกมา จนกระทั่งได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวภายในห้องครัว “ทำกับข้าวอีกอย่างก็เสร็จแล้ว พวกลูกไปล้างมือให้เรียบร้อยก่อน”

“แม่เรียกเรากินมื้อเที่ยงหรือพี่ใหญ่?”กัวอี้หลิงหันมาถามพี่ชายอย่างไม่แน่ใจนัก ก่อนหน้านี้พวกเรากินข้าวเพียงวันละมื้อมาโดยตลอด แต่หลังจากเมื่อวานแม่ก็ทำอาหารเย็นให้เรากิน มื้อเช้าก็ทำเสียเต็มโต๊ะ ไหนจะมีมื้อเที่ยงอีกหรือ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป