บทที่ 7 ตอนที่ 7 ลูกบุญธรรม
กัวเทียนอวี่กวาดตามองไปยังโต๊ะอาหารก็พบกับจานอาหารบางส่วนที่วางเตรียมเอาไว้ ถ้วยข้าวสามถ้วยและยังมีตะเกียบอีกสามคู่ ดูแล้วก็น่าจะชัดเจนพอที่จะให้คำตอบกับน้องสาว “ก็...น่าจะใช่นะ”
“อย่างนั้นพวกเราไปล้างมือกันเถอะ อย่าทำให้แม่โกรธจะดีกว่า”
น้ำเสียงสดใสกล่าวกับพี่ชายอย่างตรงไปตรงมา บอกตามตรงว่าหลังจากแม่เปลี่ยนไปเสี่ยวหลิงไม่กล้าขัดใจแม่อีกแล้ว เกรงว่าหากแม่โกรธขึ้นมาแล้วจะกลับไปเป็นหญิงใจร้ายดังเดิม แน่นอนว่าเสี่ยวหลิงไม่ได้เห็นแก่ของอร่อยที่แม่ทำ เพียงแต่ไม่อยากถูกแม่ทุบตีแบบเมื่อก่อนอีกแล้วก็เท่านั้น
หลังจากทั้งสามคนแม่ลูกพร้อมหน้ากันที่โต๊ะอาหาร แม้อาหารบนโต๊ะจะมีทั้งหมูสามชั้นตุ๋น น้ำแกงไก่และไข่ต้ม แต่เด็กทั้งสองคนก็เอาแต่นั่งนิ่งแลกเปลี่ยนสายตากันไปมาไม่กล้าแม้แต่จะหยิบตะเกียบขึ้นมาแต่อย่างใด
ฟู่หว่านถิงล้วนเข้าใจปฏิกิริยาของลูกทั้งสองคนเป็นอย่างดี ก่อนหน้านี้เป็นฟู่หว่านถิงคนก่อนที่มักจะกินอาหารทั้งหมดเพียงลำพัง โดยปล่อยให้ลูกนั่งมองเธอกินจนอิ่มท้องแล้วค่อยยกเศษอาหารที่เหลือให้กับเด็กทั้งสองคน
“อย่ามัวแต่มองกันไปมา กินข้าวเถอะ”
สิ้นเสียงที่คล้ายเป็นการอนุญาตกลาย ๆ ก็ทำให้เด็กสองคนมีความกล้าหาญมากพอที่จะคว้าตะเกียบตรงหน้าเอาไว้ ก่อนจะเริ่มทานมื้อเที่ยงไปอย่างเงียบเชียบและลอบมองผู้เป็นแม่เป็นระยะ
โดยเฉพาะกัวเทียนอวี่ที่สังเกตการกินข้าวของหญิงตะกละมาตั้งแต่เมื่อวานนี้ เดิมทีเขามักจะเห็นว่าหญิงตะกละชอบกินข้าวมูมมามราวกับแม่หมูหิวโซ แต่ตอนนี้นอกจากไม่มีเสียงเคี้ยวที่ดังเกินความจำเป็นแล้ว ก็ดูเหมือนการจับตะเกียบจะเปลี่ยนไปและเคลื่อนไหวช้าลงกว่าเดิมมากเป็นเท่าตัว
เขาต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหญิงตะกละตรงหน้ากันแน่...
ฟู่หว่านถิงรอให้ลูกทั้งสองคนกินอิ่มจึงได้วางตะเกียบลงเป็นคนแรก เดิมทีเธอมีสิ่งที่คิดเอาไว้ตอนเดินกลับบ้าน แต่เรื่องนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องปรึกษาลูกทั้งสองของตนให้ดีเสียก่อน บ้านนี้ใช่ว่าจะมีเพียงแค่เธออาศัยอยู่เสียเมื่อไหร่
“แม่ว่าจะรับเฉียงอู่เป็นลูกบุญธรรม ลูกทั้งสองคนคิดเห็นว่าอย่างไร?”
จะว่าเธอสอดมือไปยุ่งกับเรื่องของชาวบ้านก็ไม่ผิดนัก แต่เด็กอายุเพียงเท่านั้นจะใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังในบ้านหลังนั้นได้อย่างไร ในชีวิตก่อนเธอเคยเป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ความโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งเป็นเรื่องที่เธอคุ้ยเคยเป็นอย่างดี หากตอนนั้นไม่ได้เข้าไปอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กก็คงไม่พ้นต้องนอนอดตายอยู่ข้างถนน
“เธอบ้าไปแล้วหรือ? บ้านเราไม่ได้ร่ำรวยถึงขนาดนั้นเสียหน่อย”
กัวเทียนอวี่เอ่ยแย้งขึ้นเสียงแข็ง นัยน์ตาคมคล้ายกับผู้เป็นพ่อจ้องมองหญิงตรงหน้าเขม็ง บ้านเราไม่ได้ร่ำรวยขนาดนั้นเสียหน่อย ทั้งบ้านก็ทรุดโทรมถึงเพียงนี้ยังจะคิดจะรับเฉียงอู่มาเลี้ยงดูอีกอย่างนั้นเหรอ
นี่หญิงตะกละสำลักอาหารจนสมองกลับไปแล้วหรืออย่างไร...
แม้สรรพนามที่ลูกชายคนโตเรียกขานจะแสลงหูไปสักหน่อย แต่ก็พอเข้าใจต้นสายปลายเหตุได้ ฟู่หวานถิงทอดถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ก่อนจะสบตากับลูกชายหญิงสองคนสลับกันแล้วถามกลับไปอย่างใจเย็น
“แล้วตอนนี้แม่ปล่อยให้ลูกทั้งสองคนต้องอดอยากอย่างนั้นหรือ?”
ในเมื่อตอนนี้เธอมีมิติห้างสรรพสินค้าที่มีสินค้าให้หยิบออกมาใช้ตามความต้องการอย่างไม่จำกัด ชีวิตต่อจากนี้ก็วางแผนเรียบร้อยแล้วว่าจะหาเงินอย่างไร เช่นนั้นการรับเลี้ยงเด็กสักคนหนึ่งคงไม่น่าใช่เรื่องยากเย็นนัก
“เธอพูดอย่างกับว่าต่อจากนี้พวกเราจะไม่อดอยากอีก”กัวเทียนอวี่เอ่ยแย้งขึ้นอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้ จริงอยู่ที่ช่วงนี้หญิงคนนี้ทำอาหารให้เรากินจนอิ่มท้อง แต่แล้วใครจะรับประกันได้ว่ามันจะเป็นอย่างนี้ไปตลอด
“ใช่!! เสี่ยวอวี่ เสี่ยวหลิง ต่อแต่นี้ไปขอเพียงมีแม่อยู่ลูกทั้งสองคนจะไม่ต้องทนอดอยากหรือหิวโหยอีก...แม่สัญญา”ฟู่หว่านถิงให้คำมั่นกับลูก ๆ ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แม้ในทีแรกจะรู้สึกยากจะยอมรับในเรื่องนี้ แต่ไม่ว่าอย่างไรได้มาเป็นแม่ลูกกันแล้ว เธอย่อมต้องรับผิดชอบชีวิตของเด็กทั้งสองคนให้ดีที่สุด
กัวอี้หลิงที่มองแม่ทีหนึ่ง มองพี่ชายทีหนึ่ง บางคำพูดก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก แต่ประโยคเมื่อครู่ที่แม่เอ่ยขึ้นเธอล้วนเข้าใจทั้งสิ้น เด็กหญิงพลันมีรอยยิ้มขึ้นมาในทันที “หนูเชื่อค่ะ แล้วหนูก็ชอบอาหารที่แม่ทำมากด้วย”
“แล้วเสี่ยวอวี่ล่ะคิดอย่างไร? หรือที่ลูกแย้งขึ้นมาก็เพราะไม่ชอบเฉียงอู่?”
คำถามที่หญิงคนนี้เอ่ยออกมาทำให้กัวเทียนอวี่ฉุกขึ้นบางอย่างขึ้นมาได้ เขานับเฉียงอู่เป็นสหายที่ดีคนหนึ่งมาโดยตลอด จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่ชอบเขา อีกอย่างหากได้เป็นพี่น้องอยู่ร่วมบ้านกันจริง ๆ เขาก็ควรยินดีไม่ใช่หรือ
ถ้าหากต่อไปหญิงใจร้ายไม่รักษาสัญญา เขาก็เพียงแค่ใช้ชีวิตต่อไปโดยมีเฉียงอู่เป็นน้องชายอีกคนก็เท่านั้น
“ตามใจเธอก็แล้วกัน อยากทำอะไรก็ไม่เห็นต้องมาบอก”เด็กชายกล่าวอย่างขอไปที แม้จะยอมรับในเรื่องนี้แต่จะให้ยอมรับไปตามตรงก็คงเสียหน้าไม่น้อย
ฟู่หว่านถิงพอจะมองความคิดของลูกชายคนโตออกอยู่บ้าง จากที่ได้พูดคุยกันแต่ละครั้งดูแล้วเด็กคนนี้ก็มีความเป็นผู้ใหญ่พอสมควร เช่นนั้นแล้วการคุยด้วยเหตุผลอย่างผู้ใหญ่ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว “ได้อย่างไร...ลูกลองคิดดูสิ หากเฉียงอู่เป็นลูกบุญธรรมของแม่ ก็เท่ากับว่าเขาจะเป็นพี่น้องกับลูก มาอยู่ร่วมบ้านกับลูกทั้งสองคน แม่สงสารเฉียงอู่ก็จริง แต่ก็ต้องถามความคิดเห็นของลูกทั้งสองคนเสียก่อน ว่ายินดีจะเป็นพี่น้องกับเฉียงอู่หรือไม่?”
“เข้าใจแล้วค่ะ หนูยินดีค่ะแม่”กัวอี้หลิงยิ้มรับอย่างยินดี
ก่อนหน้านี้เด็กหญิงไม่ค่อยเข้าใจคำว่า ‘ลูกบุญธรรม’ ที่แม่กล่าวมาจึงได้แต่มองการสนทนาของแม่และพี่ชายเพียงเงียบ ๆ ส่วนตอนนี้เธอเข้าใจแล้วทั้งหมด จึงได้เอ่ยสนับสนุนแม่ขึ้นมาอย่างเต็มใจ
“ผมก็...ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย”
เมื่อเห็นว่าความเห็นของเราทั้งสามคนตรงกัน ริมฝีปากอิ่มจึงมีรอยยิ้มกว้างขึ้น ก่อนจะกล่าวสรุปกับลูกทั้งสองคนว่า “ดี ถ้าอย่างนั้นหากเฉียงอู่มาหาเราที่บ้านเย็นนี้ ก็ค่อยพูดคุยกับเฉียงอู่อีกครั้ง”
เรื่องนี้ใช่ว่าพวกเราตกลงกันแล้วก็สามารถพาเฉียงอู่มาอยู่ด้วยได้เลย ส่วนสำคัญที่สุดอย่างไรก็ต้องถามความยินยอมจากเจ้าตัวเสียก่อน หลังจากนั้นหากเฉียงอู่สมัครใจเรื่องเอกสารรับรองบุตรบุญธรรมก็ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจน เพื่อป้องกันเรื่องยุ่งยากที่อาจจะตามมาในภายหลัง
ฟู่หว่านถิงนำมะม่วงสุกมาปอกให้ลูกทั้งสองกินหลังมื้อกลางวัน ความหวานและฉ่ำน้ำทำให้เด็กทั้งสองคนดวงตาเป็นประกาย หลังจากทั้งคู่กินมะม่วงสุกชิ้นสุดท้ายจึงได้บอกให้ทั้งสองไปเดินย่อยแล้วกลับมานอนกลางวันกัน
ทว่าทันทีที่แม่กล่าวจบศีรษะน้อย ๆ ของกัวอี้หลิงก็เอียงไปด้านข้าง พลางมองผู้เป็นแม่อย่างไม่เข้าใจ “พวกเราต้องนอนกลางวันด้วยเหรอคะแม่?”
“ใช่แล้วจ๊ะ เด็กต้องนอนกลางวันถึงจะตัวสูง ส่วนกลางคืนก็ต้องนอนให้ดีเช่นเดียวกัน พักผ่อนให้เต็มที่งานบ้านที่เหลือแม่จะทำเอง”
ขณะกล่าวกับลูกสาวก็ไม่ลืมเอ่ยกับลูกชายแล้วเหลือบมองเขาในท้ายประโยค เด็กคนนี้เรียกได้ว่าเป็นเสาหลักของครอบครัวสกุลกัวสายรองมาตั้งแต่พ่อเขาตายไป แม้จะปากหนักออกไปทางก้าวร้าวสักหน่อย แต่เรื่องความรับผิดชอบนั้นไม่แพ้ผู้ใหญ่เลยแม้แต่น้อย เมื่อครู่หากเธอไม่เอ่ยออกไปเช่นนี้เสี่ยวอวี่คงมีแต่จะเดินไปตัดฟืนหลังบ้านแทนที่จะนอนกลางวันอย่างที่ว่ามา
กัวเทียนอวี่มีท่าทีลังเลอยู่บ้าง เขาเหลือบมองหญิงใจร้ายที่วันนี้ใจดีเป็นพิเศษอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อมีมือเล็กของน้องสาวคอยจูงให้เดินไปอีกทางจึงได้ยอมทำตามอย่างง่ายดาย ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนอยู่ในสายตาของฟู่หว่านถิงทั้งหมด และยิ่งมั่นใจว่าคิดไม่ผิดที่เริ่มจากการเข้าหาลูกสาวคนเล็กก่อน
ขอเพียงเสี่ยวหลิงเข้าข้างเธอ การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกชายก็คงไม่ยากเย็นจนเกินไป
ตกเย็นฝานเฉียงอู่นำกล่องอาหารมาคืนที่บ้าน ฟู่หว่านถิงจึงให้ลูกสาวชวนเขามานั่งกินมื้อเย็นด้วยกัน เด็กคนนี้แม้ลำบากแต่ก็ใช่จะเอาเปรียบใคร ขนาดตอบรับคำชวนก็ยังคีบกินแต่ผัก เนื้อสักชิ้นยังไม่กล้าแม้แต่จะมอง จนฟู่หว่านถิงต้องเป็นฝ่ายคีบไปวางบนข้าวแล้วกำชับให้เขากินมันลงไป
“น้าอยากรับเสี่ยวอู่มาเป็นลูกบุญธรรม เสี่ยวอู่จะยินดีหรือไม่?”
ฟู่หว่านถิงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา หลังจากวางตะเกียบลงเรียบร้อยแล้ว ในเมื่อปรึกษาลูกทั้งสองแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องอ้อมค้อมอีก คุยกันวันนี้ให้เข้าใจ พรุ่งนี้จะได้เริ่มดำเนินการให้เรียบร้อย วันต่อไปจะได้เริ่มทำอย่างอื่นต่อ
