บทที่ 8 ตอนที่ 8 ดำเนินการให้ถูกต้อง

เด็กชายวัยวัยเก้าขวบก้มหน้าลงจนคางชิดอก มองดูฝ่ามือหยาบกร้านของตนที่ตรากตรำใช้ชีวิตผ่านความยากลำบากมาอย่างยาวนานเพียงลำพัง

“ผมเป็นแค่เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าเท่านั้น น้ากัวอย่าลำบากเลยครับ”

แน่นอนว่าฝานเฉียงอู่ดีใจที่วันหนึ่งก็มีคนเห็นค่าของเขาและเอ่ยปากว่าอยากรับตนไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม แต่ตนเองไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ดีนัก แม่ที่ตายจากไปก่อนหน้านั้นก็เป็นหญิงหม้ายสามีหย่าร้าง ทั้งตอนนี้คนในหมู่บ้านก็ยังรังเกียจกล่าวหาว่าเขาเองก็ติดโรคระบาดไม่ต่างจากแม่

ถ้าหากน้ากัวรับเขาเป็นลูกบุญธรรมและอาศัยอยู่ที่นี่ ชาวบ้านพวกนั้นก็จะพลอยรังเกียจน้ากัว เสี่ยวอวี่และเสี่ยวหลิงไปด้วย ซึ่งเขาไม่ต้องการให้คนที่ดีกับเขาต้องพบเจอกับเรื่องเลวร้ายแบบนั้น

แววตาหม่นหมองของเด็กชายทำเอาฟู่หว่านถิงอดไม่ได้ที่จะลองพยายามดูอีกสักครั้ง เธอเพียงแค่อยากมอบโอกาสการมีชีวิตที่ดีให้กับเด็กคนนี้เท่านั้น

แต่ถ้าหากฝานเฉียงอู่คนนี้ไม่ยินดีจะรับเอาไว้ เธอทำได้แค่เพียงช่วยเหลือตามสมควรต่อไปเป็นครั้งคราว “แล้วนายจะอยู่แบบนั้นต่อไปได้อย่างไร มาอยู่ที่นี่ด้วยกันอย่างน้อยก็มีข้าวกินวันละสามมื้อ ทั้งยังไม่มีใครกล้ารังแก อีกอย่างน้าก็ตั้งใจจะส่งทั้งสามคนเข้าเรียนหนังสือด้วยนะ ไม่สนใจหรือ?”

และคำว่า ‘เรียนหนังสือ’ ก็ทำให้ใบหน้ามอมแมมของฝานเฉียงอู่เงยขึ้นมาสบตากับน้ากัวด้วยแววตาเป็นประกาย “ผมอยากเรียนหนังสือครับ!”

การได้เรียนหนังสือเป็นสิ่งที่เขาไฝ่ฝันมาโดยตลอดแต่ไม่มีโอกาส ในหมู่บ้านของเราเด็กที่ทางบ้านพร้อมส่งไปเรียนหนังสือมีจำนวนแทบนับนิ้วได้ ยิ่งเป็นเขาที่สภาพครอบครัวแบบนี้แล้วด้วยชาตินี้คงไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน

“แม่คะ หนูก็อยากเรียนหนังสือด้วย”กัวอี้หลิงกล่าวขึ้นอย่างกระตือรือร้น

เมื่อก่อนเธอเคยเห็นพี่ใหญ่แต่งตัวไปโรงเรียนทุกวัน ตัวเองก็ไฝ่ฝันอยากจะเป็นแบบพี่ใหญ่บ้าง แต่แม่บอกว่าเงินของบ้านเราไม่ได้มีมากขนาดนั้น จึงให้พี่ใหญ่หยุดเรียนส่วนเธอเองก็ไม่มีโอกาสได้เรียนสักปีเลยด้วยซ้ำ

ฟู่หว่านถิงเหลือบมองลูกชายคนโตที่พยายามเก็บซ่อนความปราถนาที่ไม่ต่างจากน้อง ๆ เอาไว้อย่างไม่ค่อยแนบเนียนนัก ริมฝีปากอิ่มมีรอยยิ้มบาง ก่อนจะกล่าวกับลูกทั้งสามคนว่า “อย่างนั้นก็ตกลงตามนี้นะ พรุ่งนี้พวกเราทั้งหมดไปหาผู้นำหมู่บ้านกัน ส่วนเสี่ยวอู่หากที่บ้านหลังนั้นไม่มีสิ่งของมีค่าคืนนี้ก็นอนมันที่นี่แล้วกัน นอนกับเสี่ยวอวี่ที่ห้องนั้น น้าอนุญาต”

“ขอบคุณครับแม่บุญธรรม”ฝานเฉียงอู่กล่าวขอบคุณด้วยแววตาซาบซึ้งใจ ขณะเดียวกันก็อาสาช่วยเก็บกวาดจานชามที่ใช้เสร็จแล้วบนโต๊ะไปล้างอย่างแข็งขัน พลันลอบมองเสี้ยวหน้าของแม่บุญธรรมเป็นระยะ

ก่อนหน้านี้ชื่อเสียงของน้ากัวไม่ดีเอาเสียเลย จากที่เห็นร่องรอยตามแขนขาของสหายเขายังรู้สึกเห็นในทั้งสองคนไม่น้อย ไม่คิดว่าเมื่อได้พบกันครั้งที่สองจะถูกรับเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมเช่นนี้ อีกทั้งแม่บุญธรรมในตอนนี้ก็ไม่เห็นจะใจร้ายอย่างที่คนอื่นพูดกัน เห็นทีว่าคงเปลี่ยนไปแล้วเหมือนอย่างที่เสี่ยวหลิงบอก

ฟู่หว่านถิงไม่ได้ขัดความตั้งใจของลูกชายคนรองแต่อย่างใด เธอเห็นว่าเด็กทั้งสามคนกำลังช่วยกันทำงานอย่างกระตือรือร้นจึงได้รับคำแล้วเดินจากมา

บริเวณลานหน้าบ้านมีเก้าอี้ยาวตัวหนึ่งที่สามีของร่างนี้ทำเอาไว้ให้ลูกของเขานั่งเล่นกัน แม้จะดูเก่าไปหน่อยแต่ก็ยังใช้งานได้ดี ฟู่หว่านถิงทิ้งกายลงนั่งด้วยท่าทีผ่อนคลาย นัยน์ตากลมทอดมองไปยังท้องฟ้ามืดมิดด้านบนอย่างไร้จุดหมาย ปล่อยให้สายลมพัดผ่านร่างไปครั้งแล้วครั้งแล้ว

ทั้งที่ก่อนหน้านี้กำลังใช้จ่ายเงินโบนัสที่ได้มากับการกินเที่ยวในจีนแผ่นดินใหญ่อย่างมีความสุข แล้วทำไมจึงได้มาโผล่อยู่ที่นี่เป็นแม่หม้ายลูกติดเสียได้ ก่อนหน้านี้มันคงต้องมีอะไรผิดพลาดสักอย่างแน่นอน ขณะคิดถึงชีวิตที่แล้วก็ได้แต่ทอดถอนหายใจออกมาอย่างคิดไม่ตกครั้งแล้วครั้งเล่า

“นอกจากคิดแล้วฉันจะทำอะไรได้มากกว่านี้อีก...ก็คงไม่สินะ”

ฟู่หว่านถิงบ่นกับตนเองเสียงแผ่ว เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่อาจทำสิ่งใดได้มากกว่าการใช้ชีวิตนี้ให้ดีจึงได้ตัดใจเดินเข้าห้องนอนของตนเองไป เธอเข้าไปในมิติก่อนเพื่อเตรียมของใช้ส่วนตัวให้กับเสี่ยวอู่

หลังจากมอบให้แล้วก็ไม่ลืมเรียกลูกสาวให้เข้าห้องน้ำไปด้วยกัน โดยเริ่มจากการอาบน้ำให้เสี่ยวหลิงก่อน ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยหลังจากส่งลูกสาวออกจากห้องน้ำไปก็เริ่มทำในส่วนของตนเองต่อไป

เมื่อถึงเวลาเข้านอนฝานเฉียงอู่เข้านอนกับพี่ใหญ่ของเขา โดยห้องของเธอก็มีลูกสาวอย่างเสี่ยวหลิงอยู่เคียงข้าง หลังจากดับตะเกียงได้ไม่นานสองคนแม่ลูกก็หลับสนิทจนถึงเช้า โดยไม่รู้เลยว่าอีกสองคนที่อยู่ห้องติดกันกำลังสนทนาเรื่องใดกันก่อนจะพากันหลับไป

หลังจากทานมื้อเช้าฟู่หว่านถิงพร้อมลูก ๆ เดินทางไปยังบ้านของผู้นำหมู่บ้าน โดยไม่ลืมให้ลูกชายถือตะกร้าที่มีไข่ไก่ห้าฟองติดมือไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้การเดินเรื่องทำเอกสารขอรับรองเป็นบุตรบุญธรรมของเสี่ยวอู่ก็ง่ายดายมากยิ่งขึ้น

เมื่อมาถึงก็พบกับท่านผู้นำที่กำลังนั่งเขียนบางอย่างอยู่โต๊ะหน้าบ้านพอดี ฟู่หว่านถิงจึงจูงมือเล็กของลูกสาวเดินเข้าไปหาอย่างไม่ลังเล

“อรุณสวัสดิ์ค่ะผู้นำเจิ้ง วันนี้ฉันกับลูกมีเรื่องจะรบกวนค่ะ”

เจิ้งหลวนคุน เงยหน้าขึ้นมองตามเสียงทักทาย ก่อนจะขยับแว่นหนาให้เข้าที่อีกครั้ง มองไปยังผู้มาใหม่อย่างไม่แน่ใจนัก แน่นอนว่าเขาจดจำหญิงท้วมคนนี้ได้ เพียงแต่ระยะหลังเห็นว่าไม่ออกจากบ้านมานานจึงไม่ได้พบหน้ามาหลายเดือน ไม่คิดว่าวันนี้จะมีเรื่องเดือดร้อนจนพาลูกเดินมาถึงที่นี่ “อืม นั่งก่อนสิ”

“หลังจากฝานซูเมิ่งเสียชีวิตไป ฉันเห็นว่าฝานเฉียงอู่ต้องใช้ชีวิตเพียงลำพัง ถ้าหากฉันอยากรับเขาเป็นลูกบุญธรรมต้องทำอย่างไรบ้างคะ?”

ฟู่หว่านถิงเอ่ยถึงธุระของตนเองโดยไม่อ้อมค้อมแต่อย่างใด

ที่นี่มีสายตาอยากรู้อยากเห็นรอบด้าน อันที่จริงก็คงต้องบอกว่าตลอดทางที่เราเดินมาที่นี่นั้นมีชาวบ้านนับสิบคนที่พยายามติดตามและมองพวกเราอยู่ห่าง ๆ ด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็น สำหรับเธอแล้วย่อมไม่สนใจเสียงนินทาที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่จิตใจของเด็กทั้งสามคนนี้เธอเองก็ไม่แน่ใจนักว่าพวกเขาจะแบกรับคำพูดเชิงลบพวกนี้ได้มากน้อยแค่ไหนกัน ฉะนั้นธุระวันนี้ก็ควรรีบจัดการให้เสร็จโดยเร็วที่สุดแล้วพาลูก ๆ กลับบ้านของเราจะดีกว่า

ผู้นำเจิ้งค่อนข้างแปลกใจที่ได้ยินเช่นนั้น ชื่อเสียงของแม่ลูกสกุลฝานก่อนหน้านี้ถูกลืออย่างไรเขาหรือจะไม่รู้ แต่ทว่าชื่อเสียงของฟู่หว่านถิงคนนี้ก็ไม่น้อยหน้าแต่อย่างใด ชายวัยห้าสิบสามเหลือบมองไปยังใบหน้าของเด็กชายแซ่ฝาน

เพียงครู่หนึ่งเมื่อเห็นว่าเด็กคนนี้ไม่ได้มีท่าทีของการถูกบังคับ ทั้งยังมีรอยยิ้มบนใบหน้าคล้ายจะบอกว่ายินดีกับเรื่องที่เกิดขึ้น ตาแก่เช่นเขาคงไม่อาจขัดขวางเรื่องนี้ได้ แต่ส่วนของเอกสารอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง

ในใจของชายแก่พลันรู้สึกชื่นชมในจิตใจของสะใภ้คนรองบ้านกัวขึ้นมา จึงได้เอ่ยขึ้นว่า “ถือเป็นเรื่องที่ดีนะฉันขอชื่นชม แต่เจียเฉิงสามีของเธอก็จากพวกเราไปนานมากแล้ว หากจะให้เฉียงอู่ใช้แซ่กัวเหมือนเด็กทั้งสองคนนี้ก็คงต้องให้ บ้านกัวสายหลักยินยอมเสียก่อน”

ฟู่หว่านถิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ หากเป็นก่อนหน้านี้ที่สามีร่างนี้ยังอยู่ เรื่องการรับบุตรบุญธรรมก็คงดายง่ายกว่านี้ แต่เธอไม่ได้ติดใจว่าเฉียงอู่จะต้องใช้แซ่ไหน ขอแค่รับมาอยู่ในการดูแลของเธออย่างถูกต้องก็เพียงพอแล้ว อย่างน้อยการสมัครเรียนของเขาหลังจากนี้ก็จะง่ายขึ้น

“เรื่องนั้นฉันเข้าใจค่ะ ความตั้งใจของฉันก็เพียงแค่อยากรับเลี้ยงเฉียงอู่อย่างถูกต้อง ส่วนเรื่องแซ่ก็แค่อยากให้พวกเขาสามคนใช้แซ่เดียวกันก็เท่านั้น แต่ถ้าหากสกุลกัวไม่ยินยอมก็ให้เขาใช้แซ่ฟู่ของฉันก็ได้ค่ะ” ขณะกล่าวก็หันไปสบตาลูกบุญธรรม เมื่อเห็นว่าริมฝีปากของเขายังคงมีรอยยิ้มพอใจอยู่จึงได้เบาใจ

นี่อาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว เพราะฟู่หว่านถิงคนก่อนก็สูญเสียครอบครัวไปกับเหตุการณ์โรคระบาดเช่นเดียวกัน เท่ากับว่าตอนนี้เธอเองเป็นทายาทเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ การตัดสินใจให้ใครใช้แซ่ฟู่ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก

“ฉันจะลองดูวิธีแรกให้แล้วกันนะ หากไม่ได้จริง ๆ เฉียงอู่ก็อาจต้องใช้แซ่ฟู่ของเธอ”เจิ้งหลวนคุนกล่าวอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ แม้ว่าสกุลกัวบ้านหลักจะไม่ใช่คนเลวร้าย แต่ที่ผ่านมาสะใภ้รองคนนี้ก็ทำเรื่องไม่ดีกับบ้านหลักเอาไว้ไม่น้อยเลย ถึงแม้ตอนนี้จะดูเป็นคนที่ดีขึ้น แต่เขาก็ไม่อาจรู้ได้ว่าฝั่งนั้นจะให้อภัยลูกสะใภ้คนรองได้มากน้อยเพียงใด อย่างไรก็คงต้องถามกัวชุนดูเสียก่อน

“ขอบคุณครับท่านผู้นำ”ฝานเฉียงอู่กล่าวขึ้นเสียงดังฟังชัด ก่อนจะโค้งตัวลงเพื่อแสดงความจริงใจต่อหน้าผู้นำหมู่บ้าน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป