บทที่ 9 ตอนที่ 9 ผัดกะเพราหมูสับ
“อีกเรื่องหนึ่งคือฉันอยากจะพาเด็ก ๆ ไปสมัครเรียนน่ะค่ะ ผู้นำเจิ้งพอจะทราบไหมคะว่าทางโรงเรียนจะเปิดให้สอบเทียบเมื่อไหร่?”ฟู่หว่านถิงถามขึ้นอีกครั้ง
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นคิ้วหนาที่มีเส้นขนสีขาวมากกว่าครึ่งพลันขมวดเข้ากัน พลางจดจ้องไปยังหญิงคราวลูกอย่างเหลือเชื่อ เจิ้งหลวนคุนหันไปมองใบหน้าเล็กของเด็กสามคนนี้อีกครั้งก็พบกับแววตาทอประกายอย่างมีหวัง
เห็นทีว่าทั้งสี่คนคงพูดคุยเรื่องนี้กันมาก่อนจะเดินมาพบเขาที่บ้านแล้ว โดยเฉพาะเด็กหญิงที่ตัวเล็กที่ดูจะตื่นเต้นกว่าพี่ชาย “เรื่องนี้ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่พรุ่งนี้ฉันจะเข้าไปทำธุระในตัวอำเภอ แล้วจะถามให้แล้วกันนะ”
“ขอบคุณผู้นำเจิ้งที่เมตตาเด็ก ๆ นะคะ นี่ถือเป็นน้ำใจเล็กน้อยจากบ้านเรา วันนี้ฉันพาเด็กทั้งสามคนกลับบ้านก่อน”กล่าวจบก็ส่งสัญญาณให้ลูกชายคนโตมอบของที่เตรียมมาให้กับผู้นำเป็นสินน้ำใจเล็กน้อย
เจิ้งหลวนคุนลอบประเมินสะใภ้รองสกุลกัว ครู่หนึ่งก็ยิ้มออกมา ถือว่าภรรยาเจียเฉิงนั้นรู้ความและเป็นผู้ใหญ่กว่าแต่ก่อนมากทีเดียว เด็กทั้งสามคนก็ดูจะชื่นชอบแม่ของพวกเขาที่เป็นแบบนี้ ภาพแปลกตาเช่นนี้หากเจียเฉิงยังอยู่คงมีความสุขมากทีเดียว “ได้ คืบหน้าอย่างไรฉันจะส่งข่าวให้ก็แล้วกัน”
ทันทีที่สี่คนแม่ลูกเดินจากไปเจิ้งหลวนคุนเปิดผ้าคลุมในตะกร้าขึ้นก็พบกับไข่ไก่จำนวนห้าฟอง พอดีกับที่ภรรยาพึ่งรดน้ำผักข้างบ้านเสร็จแล้วเดินมาหาจึงได้ยื่นตะกร้าส่งให้ไป
หลิวเฟิน รับตะกร้าไข่มาถือเอาไว้ แผ่นหลังหนาของหญิงคราวลูกที่พึ่งจากไป แม้จะไม่ได้พบกันมานานแต่ก็จดจำได้อยู่บ้าง “ของสะใภ้รองบ้านกัวหรือ?”
“ก็ใช่น่ะสิ ทำไมฉันรู้สึกว่าหล่อนเปลี่ยนไปจากครั้งก่อนนักนะ?”
ครั้งสุดท้ายที่พบกับฟู่หว่านถิงคนนี้ เห็นทีจะเป็นตอนที่กำลังมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับพี่สะใภ้ใหญ่ของเธอ พอแม่สามีเข้าไปห้ามปรามก็ถูกเธอด่าสาดเสียเทเสีย ความอับอายที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นคล้ายกับเป็นจุดแตกหักของสกุลกัว
หลังจากนั้นเพียงสามวันกัวเจียเฉิงก็มาตามเขาให้ไปทำหนังสือแยกบ้าน แล้วพาลูกกับภรรยาย้ายไปอยู่บ้านเก่าสกุลกัวที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน ซึ่งก็คือบ้านที่สี่คนแม่ลูกอาศัยอยู่ตอนนี้นั่นเอง
คนเป็นภรรยาได้ฟังดังนั้นก็เอ่ยในสิ่งที่ตนคิดเอาไว้ด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“จะอะไรเสียอีกล่ะตาแก่ คงเป็นเพราะสามีตายจากไปล่ะมั้งถึงคิดได้น่ะ”
เจิ้งหลวนคุนพยักหน้าเห็นด้วยกับภรรยา ก็คงเป็นเพราะการสูญเสียสามีที่ดีอย่างเจียเฉิงในคราวนั้นที่ทำให้เธอเปลี่ยนแปลงตนเองเช่นตอนนี้
“ก็อาจจะจริงอย่างยายแก่ว่า”
ตกบ่ายฟู่หว่านถิงอาศัยช่วงที่ลูกทั้งสามคนกำลังนอนกลางวันเข้ามาสำรวจดูในมิติอีกครั้ง โดยเดินตรงไปยังร้านขายหนังสือเรียนสำหรับเด็กก่อน
สำหรับเสี่ยวอวี่ก่อนหน้านี้ได้เรียนหนังสือมาบ้าง ความรู้ขั้นพื้นฐานยังพอมีติดตัวอย่างน้อยก็คงพอจะรู้จักตัวอักษรไม่น้อยกว่าสิบตัว แต่สำหรับเสี่ยวอู่และเสี่ยวหลิงที่ไม่เคยผ่านการร่ำเรียนมาก่อน เห็นทีจะต้องติวให้ตั้งแต่การหัดขีดเส้น
ฟู่หว่านถิงไม่เคยเข้าร้านหนังสือของประเทศจีนมาก่อน ทำให้ต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะหาหนังสือจำพวกแบบฝึกหัดหรือหนังสือตัวอักษรพื้นฐานจนเจอ บนชั้นวางด้านล่างสุดมีแบบฝึกหัดที่เธอเคยใช้ตอนเริ่มเรียนภาษาจีนใหม่ ๆ เห็นเช่นนั้นจึงหยิบมาสามเล่มสำหรับเด็กทั้งสามคน นอกจากนี้ยังมีหนังสือที่พอใช้ได้อีกสองสามเล่มจึงได้หยิบติดมือมาด้วย
จากนั้นจึงเดินตรงไปยังโซนอาหารสดเพื่อหยิบเอาวัตถุดิบสำหรับทำอาหารมื้อเย็น ขณะไล่มองไปยังชั้นวางผักทีละชั้นก็รู้สึกได้ถึงความสิ้นหวังอย่างรุนแรง “ฉันอยากกินผัดกะเพราบ้าง ทำไมถึงไม่มีวัตถุดิบพวกนั้นให้ฉันหน่อยล่ะ”
ฟู่หว่านถิงคร่ำครวญออกมาอย่างคนหมดหนทาง แรกเริ่มตอนรู้ว่ามีห้างสรรพสินค้าก็รู้สึกดีใจอยู่หรอก แต่ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้เดิมทีตั้งอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่และเธอเป็นหญิงสาวที่เกิดและเติบโตในประเทศไทย แน่นอนว่าวัตถุดิบกว่าครึ่งหนึ่งในนี้เธอแทบไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลยด้วยซ้ำ
เมื่อกวาดมองจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีของอะไรแบบนั้น ฟู่หว่านถิงจึงได้ตัดใจหยิบปลาทับทิมตัวใหญ่มาหนึ่งตัว แล้วเดินออกไปยังโซนเครื่องปรุง แต่ทว่าระหว่างทางเธอกับพบกับวัตถุดิบที่คุ้นเคยอย่างเช่น ‘พริกแกงเขียวหวาน’
นัยน์ตาคู่กลมเหลือบมองไปยังป้ายด้านบนก็พบว่านี่เป็นโซนวัตถุดิบนำเข้านั่นเอง ฟู่หว่านถิงวิ่งไปยังโซนนั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบเอากะทิกล่องหนึ่งขึ้นจูบอย่างแรงแล้วกล่าวว่า “ฉันลืมคิดถึงโซนนี้ได้อย่างไร...”
หลังจากได้วัตถุดิบที่ต้องการพร้อมกับหนังสือจำนวนหนึ่ง ฟู่หว่านถิงจึงได้ออกมาจากมิติและปรากฏตัวอยู่ในห้องครัวดังเดิม ก่อนหน้านี้เธอสังเกตว่าเสี่ยวอวี่และเสี่ยวอู่นั้นกินจุมาก เช่นนั้นข้าวที่มีอยู่ในหม้อไม่น่าจะพอให้ลูก ๆ กินอิ่มท้อง คิดได้เช่นนั้นจึงได้เริ่มหุงข้าวเพิ่ม ระหว่างรอข้าวสุกจึงหันมาเด็ดใบกะเพราเอาไว้สำหรับทำอาหารไทยเย็นนี้
เวลาเกือบบ่ายสองโมงเสี่ยวอู่เป็นคนแรกที่ตื่นก่อน หลังจากอาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เมื่อคืนมีหลายอย่างที่ยังไม่เข้าใจ อย่างเช่นการนอนกลางวัน ที่ผ่านมาเขาไม่เคยเห็นบ้านไหนให้เด็กเข้านอนกลางวันแบบนี้มาก่อน แล้วไหนจะต้องอาบน้ำก่อนเข้านอนทุกวันอีก ซึ่งคนส่วนใหญ่ยิ่งในช่วงอากาศหนาวไม่มีใครอาบน้ำทุกวัน แต่ถึงอย่างนั้นฝานเฉียงอู่ก็พร้อมที่จะปรับตัวเพื่อให้เข้ากับคนในบ้านได้เป็นอย่างดี
เด็กชายขยับกายลงจากเตียงอย่างเงียบเชียบเพื่อไม่ให้รบกวนพี่ชายที่กำลังหลับสบาย ก่อนจะไปล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อยตามที่เสี่ยวหลิงเคยสอน จากนั้นจึงเดินเข้าไปดูในครัว เผื่อว่ามีงานที่พอจะช่วยแม่บุญธรรมได้บ้าง
ฝานเฉียงอู่เดินมาถึงห้องครัวก็พบว่าแม่บุญธรรมกำลังนั่งเด็ดผักที่เขาไม่รู้จักอยู่เพียงลำพัง จึงได้เอ่ยถามขึ้น “แม่ครับ กำลังทำมื้อเย็นอยู่เหรอ?”
“ก็แค่เตรียมผักเอาไว้ก่อนเท่านั้น เสี่ยวอู่มีอะไรหรือ?”
เด็กชายส่ายหน้าไปมา ก่อนจะเห็นว่ากองฟืนนั้นพร่องไปกว่าครึ่งจึงได้กล่าวอาสา “ไม่มีครับ ฟืนใกล้หมดแล้วเดี๋ยวผมไปผ่าฟืนไว้ให้”
“ขอบใจ ระวังด้วยล่ะ”ฟู่หว่านถิงกล่าวยิ้ม ๆ ก่อนจะหันมาเด็ดกะเพราต้นสุดท้ายต่อจนเสร็จ จากตอนนี้ยังเวลาเหลืออีกมากกว่าจะถึงมื้อเย็น เธอไม่อยากนั่งรอเวลาเฉย ๆ อย่างน้อยตอนนี้แม้จะไม่ได้ออกกำลังกายอย่างจริงจัง แต่ก็ควรต้องขยับร่างกายให้มาก จะได้ช่วยเผลาเผลญไขมันส่วนเกินออกไปเสียบ้าง
ก่อนหน้านี้บริเวณพื้นที่หน้าบ้านเธอเห็นแล้วว่ามันค่อนข้างรก อีกทั้งตอนกลับมาจากบ้านท่านผู้นำ บ้านหลังนี้เมื่อมองมาจากภายนอกนั้นดูรกและยังอึมครึมไม่ค่อยน่าอยู่เท่าใดนัก แดดตอนนี้ก็ไม่ได้แรงมากเห็นทีคงถึงเวลาต้องกำจัดวัชพืชพวกนั้นให้โล่งกว่านี้สักหน่อย
กัวอี้หลิงตื่นขึ้นมาเป็นคนที่สอง เด็กหญิงแอบแง้มดูห้องพี่ชายก็พบว่ามีเพียงพี่ใหญ่ที่นอนอยู่จึงเข้าไปปลุก “พี่ใหญ่ ๆ ตื่นเถอะ”
เด็กชายปรือตาตื่นขึ้นมาตามเสียงเรียก แต่เมื่อนึกได้ว่าก่อนหน้านี้ไม่ได้มีเพียงเขาที่นอนอยู่ จึงได้มองไปยังพื้นที่ของเตียงนอนที่ตอนนี้กำลังว่างเปล่า ไม่รู้ว่าน้องชายลุกออกไปตั้งแต่เมื่อใด “แล้วเสี่ยวอู่ล่ะ?”
คนถูกถามส่ายหน้าไปมาช้า ๆ เธอจะไปรู้ได้อย่างไรในเมื่อตนเองก็พึ่งตื่นเช่นกัน แต่ทว่าตอนเดินมาห้องของพี่ใหญ่เธอได้ยินเสียงคล้ายกับตอนที่พี่ใหญ่ผ่าฟืน คิดว่าน่าจะเป็นพี่เสี่ยวอู่แน่นอน “ฉันก็ไม่รู้ อาจจะผ่าฟืนอยู่ข้างบ้านก็ได้”
กัวเทียนอวี่ก็ได้ยินไม่ต่างจากน้องสาว บ้านนี้นอกจากเขาก็ไม่มีใครทำงานแบบนี้แล้ว ยิ่งเป็นหญิงใจร้ายยิ่งไม่มีทางมายืนผ่าฟืนอย่างแน่นอน
เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ที่ดังมาจากข้างบ้านทำให้ผู้เป็นแม่เข้าใจในทันทีว่าพวกเขาคงตื่นนอนกันหมดแล้ว ฟู่หว่านถิงจึงเร่งมือที่กำลังถอนวัชพืชให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อที่จะเริ่มทำมื้อเย็นให้กับตนเองและลูก ๆ ได้กิน
ที่นี่อากาศเริ่มเย็นแล้วอาหารรสเผ็ดน่าจะช่วยคลายความหนาวเหน็บได้ดี การได้กินผัดกะเพรารสจัดราดบนข้าวสวยและไข่ดาวขอบกรอบ ๆ บอกตามตรงว่าแค่คิดก็เผลอกลืนน้ำลายไปหลายอึกโดยไม่รู้ตัวแล้ว
ในเวลาต่อมาพริกขี้หนู พริกจินดาแดง พริกแห้งและกระเทียมกลีบเล็กถูกโยนใส่ลงไปในครกหิน จากนั้นเสียงตำพริกถี่รัวจึงดังขึ้นเรียกความสนใจจากเด็กทั้งสามคนที่กำลังช่วยกันผ่าฟืนอยู่ข้างบ้าน
หลังจากเตรียมส่วนประกอบทุกอย่างเรียบร้อย ฟู่หว่านถิงเริ่มจากการทำไข่ดาว และไข่ดาวที่เธอชื่นชอบมากที่สุดก็คงไม่พ้นไข่ดาวที่ทำจากไข่เป็ด
เมื่อได้ความกรอบที่ต้องการแล้วจึงได้เริ่มทำผัดกะเพราหมูสับ เด็กทั้งสามคนยังไม่ควรกินอาหารรสจัดมาก ฟู่หว่านถิงจึงทำผัดกะเพราที่รสอ่อนลงครึ่งหนึ่งและใส่พริกแค่เพียงปลายช้อนเพื่อไม่ให้พวกเขาเผ็ดจนเกินไป หลังจากใส่ใบกะเพราลงไปเป็นขั้นตอนสุดท้ายจึงได้ตักราดข้าวทั้งสามจาน แล้ววางไข่ดาวกรอบ ๆ เอาไว้ด้านบนสุดเป็นอันเสร็จเรียบร้อย
