บทที่ 2 EP. 01|เขตลงทัณฑ์ของนายทารัส (1/2)

บทที่ 1

เดือนดาว Talks

หนึ่งวันก่อนเดินทาง

โรงพยาบาลชุมชน

04:48 p.m.

“แม่” ฉันนั่งก้มหน้าจับมือที่มีริ้วรอยการใช้ชีวิตมาอย่างยาวนานกำลังนอนนิ่งอยู่บนเตียงผู้ป่วยด้วยใจบีบรัด

ทำไมถึงต้องเป็นตอนนี้ ทำไมต้องเป็นตอนที่เพิ่งได้รับจดหมายโชคดีด้วย ทั้งที่อยากเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดีระหว่างเราสองคนแท้ ๆ กลับกลายเป็นว่าคนสำคัญดันมาป่วยเข้าโรงพยาบาลก่อน งานฉลองเลยต้องหยุดพักไว้

“โธ่ เดือนดาวเด็กน้อยผู้น่าสงสาร พ่อแม่ก็ตายจากแต่เล็ก นี่แม่ใหญ่ที่เลี้ยงมาก็ดันล้มป่วยไปอีกคน เอ็งทำใจให้ไวเถอะเด็กน้อย อนาคตยังอีกไกลนะหนู” เสียงป้าจากเตียงข้าง ๆ เอ่ยพูดด้วยความเป็นห่วงหลังเห็นฉันเอาแต่ร้องไห้ไม่พักมาหลายชั่วโมง

แม่ใหญ่เป็นชื่อที่คนในหมู่บ้านมักใช้เรียกผู้อาวุโสที่สุด และด้วยความที่ฉันกำพร้าพ่อแม่แต่เด็กเหตุเพราะพวกท่านเสียชีวิตหลังเข้าไปเก็บของป่าแล้วพลัดตกลงมาจากที่สูง

ทำให้ฉันกลายเป็นเด็กน่าสงสารจนแม่ใหญ่อาสารับมาเลี้ยง และฉันเองก็คิดว่าแม่ใหญ่คือแม่คนสำคัญของฉันไม่น้อยไปกว่าพ่อแม่แท้ ๆ เลย

“เดือนลูก” ฉันรีบละความสนใจจากป้าด้านข้างหันกลับมามองคนพูดเสียงแหบแห้งด้วยความตกใจ

“แม่รู้สึกตัวแล้วเหรอจ๊ะ” ฉันใช้หลังมือปาดน้ำตาลวก ๆ ก่อนจะรีบกุมมือคนด้านหน้าแน่นกว่าเดิม

“คนเก่งของแม่” แม่ใหญ่ลูบมือฉันพร้อมรอยยิ้ม

“เดือนตัดสินใจว่าจะไม่ไปจ้ะ เดือนจะอยู่กับแม่นะ” ฉันรีบพูดในสิ่งที่คิดไว้พลางดึงมือเธอเข้ามาแนบข้างแก้ม

“ทำแบบนั้นไม่ได้นะลูก”

“มันคือโชคที่เราต้องรับเอาไว้ นี่คือของขวัญชิ้นใหญ่เหมือนที่ร่างทรงคนนั้นบอก” แม่ใหญ่เว้นจังหวะการพูดตามเรี่ยวแรงที่มี

จากนั้นมือนิ่มก็เอาแต่บีบลงมาเพื่อตอกย้ำให้ฉันรู้ตัว

“เรื่องเรียนมันจะไปสำคัญกว่าแม่ได้ยังไง เดือนไม่ไป เดือนจะอยู่ดูแลแม่” ฉันส่ายหน้าไปมาด้วยความร้อนรน

“แม่อยากให้เดือนมีงานมีการที่สบายทำจะได้ไม่ต้องมาหลังขดหลังแข็งทำงานที่บ้านนอกแบบนี้”

“ในเมื่อเรามีโอกาสมากกว่าคนอื่นหนูจะปฏิเสธเพราะจะมาดูแลคนแก่ใกล้ลงโลงได้ไงลูก”

“แม่!” ฉันเม้มปากแน่นพลางหันไปมองทางอื่นด้วยความโกรธ

“เดือนฟังแม่นะลูก แม่อยากเห็นใบปริญญาของหนูก่อนที่แม่จะไม่มีโอกาสได้เห็นมัน เดือนทำให้แม่ได้ไหมเด็กน้อย” แม่ใหญ่เอื้อมมือมาลูบลงบนศีรษะฉันด้วยความเอ็นดู

“ต่อให้เอ็งไม่อยู่ที่นี่ก็มีคนอีกมากมายที่พร้อมดูแลแม่ใหญ่แทนเอ็งนะ อย่าลืมสินังเดือน” ป้าเตียงข้าง ๆ เสริมทัพคำพูดของแม่ใหญ่ ทำให้ฉันกดดันยิ่งกว่าเดิม และลอบมองใบหน้าเหี่ยวย่นที่ฉันรักและหวงแหนมากเป็นที่สุดอย่างพิจารณาอีกครั้ง

ก่อนที่แม่ใหญ่จะล้มป่วยฉันได้รับจดหมายตอบกลับมาว่าตัวเองถูกเลือกให้เป็นตัวแทนหมู่บ้านในฐานะเด็กทุนผู้ยากไร้ เพื่อศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแองกัสที่ขึ้นชื่อว่ามีแต่คนมีเงินหรือหัวกะทิเท่านั้นถึงจะเข้าได้

แน่นอนว่าเรื่องเล่าขานพวกนี้เด็กบ้านนอกอย่างฉันไม่รู้กับเขาหรอก แต่ที่อธิบายออกมาได้เพราะพี่แจมพี่สาวบ้านติดกันและเล่นกับฉันมาแต่เด็กบอกมาน่ะสิ

พี่แจมออกไปจากหมู่บ้านตั้งแต่อายุสิบแปดหลังได้รับการชักชวนให้ไปทำงานในเมืองใหญ่

ไม่รู้เป็นความโชคดีอย่างที่ร่างทรงคนนั้นเคยทักว่าฉันจะมีโชคหล่นทับหรือเปล่า เพราะมหาวิทยาลัยที่ได้รับเลือกให้ไปดันอยู่ในเขตเดียวกับที่พี่แจมทำงานพอดี

เพราะงั้นแม่ใหญ่เลยสนับสนุนให้ฉันไปอย่างไม่ลังเล แม้ตัวเองจะรู้อยู่แก่ใจว่าถ้าฉันไปกว่าจะได้กลับมาก็คงอีกหลายปี

แถมยังมาพูดระหว่างตัวเองเจ็บป่วยอีก -*-

น่าน้อยใจไหมล่ะ

กลับมายังปัจจุบัน

หอพักธารมิกา

05:38 a.m.

หลังจากจัดเรียงสัมภาระในห้องเสร็จฉันก็ขอตัวจากผู้ดูแลหอพักเพื่อมาหาข้าวหาปลากิน ซึ่งเธอก็แสดงความมีน้ำใจด้วยการช่วยแนะนำร้านราคาถูกให้ฉัน

คงเป็นเพราะหอพักแห่งนี้เปิดให้เฉพาะเด็กทุนอยู่อาศัยเท่านั้น เธอเลยเข้าใจสถานะทางการเงินของเด็กที่นี่ ซึ่งมันก็ดีเพราะความจริงฉันเองก็ไม่ได้พกเงินติดตัวมาเยอะอะไร เอามาแค่พอประทังชีวิตให้รอดพ้นแค่ปีแรกที่เรียนก็พอ

เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็ที่มหา’ลัยนี้ดันมีกฎที่เด็กทุนต้องทำคือยังไม่สามารถหางานพิเศษได้ในปีแรกที่เริ่มเรียนน่ะสิ เลยทำให้ฉันต้องคำนวนการใช้เงินใหม่ทั้งหมด แต่ก็ยังดีที่คนในหมู่บ้านช่วยไม่งั้นฉันคงไม่มีเงินเพียงพอสำหรับหนึ่งปีหรอก

“เฮ้ย~ น้องคนนั้นน่ะ” ระหว่างที่เดินคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเสียงของผู้ชายท่าทางมึนเมาก็เอ่ยพูดเนิบ ๆ ใส่ฉันที่กำลังเดินบนฟุตพาทอยู่คนเดียว

‘จำไว้นะเดือน พอแกไปถึงแล้วอย่าไปยุ่งกับพวกคนเมาหรือผู้ชายที่นู่นเด็ดขาด ถ้าเจอก็ให้หนี เข้าใจไหม อย่าไปยุ่งเด็ดขาดเลยนะ’ แล้วเสียงของพี่แจมก็ดังก้องเข้ามาในหัว

มันเป็นประโยคเตือนก่อนที่ฉันจะออกเดินทาง พี่แจมที่กลับมาก่อนหนึ่งอาทิตย์ได้สอนวิธีการใช้ชีวิตที่นี่ให้ฉันอย่างเข้มข้นชนิดที่ว่าอาทิตย์นั้นเป็นวันของพี่แจมกับฉันสองคนเลยก็ว่าได้

ตอนนี้รู้แล้วว่าทำไมพี่เขาถึงได้เตือนอย่างจริงจัง เพราะมันเกิดขึ้นบ่อยสินะ

เอาไงดี ข้างหน้ามีทางไปอยู่ถ้าฉันวิ่งก็น่าจะหลุดพ้นได้

“ไม่ได้ยิน เอิ้ก~ ที่พี่เรียกเหรอจ๊ะ”

“มึงไปลากมันมาให้ลูกพี่สิ ยืนบื้ออยู่ทำไม!”

ตึกตัก~

“!” ขะ...ขาฉันไม่ขยับ

เพราะกลัวงั้นเหรอฉันถึงได้ยืนนิ่งอยู่แบบนี้

ถึงจะฟังมาจากพี่แจมแล้วก็เหอะ แต่พอมาเจอของจริงเข้าทำเอายัยเดือนดาวคนนี้กลัวจนขยับไม่ได้เลย

ขอร้องล่ะ ใครก็ได้ช่วยฉันที

“วิ่ง!” แต่แล้วก็มีใครบางคนมาฉุดกระชากแขนฉันและพาใส่เกียร์หมาวิ่งไปทางด้านหน้า

“อ้าวเฮ้ย! ตามไปสิวะ!” และเสียงคนพวกนั้นก็ลอยตามหลังมาให้ได้ยิน

ตึก ๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป