บทที่ 2 BABY BURN :: CHAPTER 1 ผู้ชายที่ชื่อ 'สงคราม' [100%]

“ไอศกรีมอุ่น?” เลิกคิ้วด้วยความสงสัย หากแต่สงครามกลับไม่พูดอะไร รอยยิ้มของเขาทำให้ฉันรู้สึกใจไม่ดีเลยว่าเขาจะทำอะไรแพลงๆ อีกหรือเปล่า แต่ทว่าความคิดก็พลันหายไปเมื่อมาถึงร้านไอศกรีมกึ่งขนม

“นี่ไงไอติมอุ่น” เขากอดคอฉันชี้นิ้วไปยังเมนูไอศกรีมทอด จนฉันเงยหน้าสบตากับเขา “ไปนั่งรอตรงมุมโน้นก่อนแล้วกัน เดี๋ยวเราคุยโทรศัพท์กับเพื่อนแปบ”

“อืม แต่ครามเขาเรียกว่าไอศกรีมทอด ไม่ใช่ไอศกรีมอุ่นสักหน่อย” หลังจากสั่งของแล้ว ร่างสูงก็เดินออกไปนอกร้านฉันจึงเดินไปที่โต๊ะ

พลั่ก

“ขอโทษค่ะ” เพราะมัวแต่มองเหม่อไปยังโต๊ะที่ต้องการจึงทำให้ฉันเผลอเดินชนไหล่ผู้ชายคนหนึ่งที่สวมชุดนักเรียนต่างสถาบัน หากแต่เขากลับหันมามองฉันพลางโบกมือ

“ไม่เป็นไรครับ” รอยยิ้มสดใสส่งมาให้ ทำเอาฉันถึงกับไปไม่เป็นเลยสักนิด คนตรงหน้าดูดีมากจนเผลอจับจ้องไม่วางตา “เฮ้ เป็นอะไรหรือเปล่า?”

“มะ ไม่ค่ะ” รีบหลุบสายตาเดินไปยังโต๊ะที่เล็งเห็นไว้ ก่อนจะมองแผ่นหลังกว้างที่บริเวณลำคอมีหูฟังขนาดใหญ่ แต่เขากลับยกขึ้นให้ตรงตำแหน่งหู กดอะไรสักอย่างให้มือถือก่อนจะเปิดประตูร้านและเดินจากไป ประตูเปิดขึ้นอีกครั้งด้วยร่างสูงของสงคราม เขาทิ้งก้นลงนั่งข้างฉันพลางกอดคอ

“จะเรียกแบบนี้” สงครามพูดถึงเรื่องไอศกรีมอุ่นไม่ยอมจบสินะ

“ตามใจ” ฉันเชิดหน้าขึ้นอย่างยิ้มๆ จนสงครามขยับหน้าเข้ามาใกล้

“ติมอุ่นที่เราบอกมันมีจริงๆ นะ”

“จริงเหรอ ไหนล่ะ?” ด้วยความที่ไม่รู้ว่าบนโลกใบนี้มีไอศกรีมอุ่น ฉันจึงได้ถามออกไป ทำให้สงครามกัดปากตัวเองพร้อมกับส่งยิ้มขำมาให้

“ต้องไปที่ห้องเรา”

“ที่ห้องครามมีเหรอ ไม่จริงมั้ง โกหกเราหรือเปล่า” ฉันส่ายหน้าพรืดเพราะไม่อยากจะเชื่อใจเขาหรอก สงครามน่ะชอบแกล้งฉันที่สุด อย่างที่ห้องสมุดก็เล่นเอาฉันหวาดกลัวจนเกือบจะร้องไห้ออกมาแล้ว

“ไม่โกหก วันไหนอยากกิน เดี๋ยวพาไป”

“ดูก่อนนะ” ไม่ตกลงแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะตั้งแต่คบกันมาฉันยังไม่เคยไปห้องของสงครามเลย รู้ว่าเขาน่ะแยกตัวมาอยู่คอนโดคนเดียวเพราะพ่อกับแม่ตามใจ แต่ก็เขินอายที่จะไปห้องเขาสองต่อสอง

“เราจะบอกว่ามันอร่อยมากเลยนะ มีใส่นมข้นหวานด้วย ของโปรดเทลเลย”

“ไม่ต้องเอานมข้นมาล่อเรา” ผลักแก้มสากออกห่างและนั่งอ่านนิตยสารเพื่อรอไอศกรีมที่สั่งไป “พูดให้เราอยากกินล่ะสิ”

“ใช่ เราพูดอยากให้เทลไปห้องกับเรา”

“...” ชะงักมือที่กำลังเปิดหนังสือหน้าถัดไป

“ไปกินติมอุ่น เราอยากให้เทลกินจริงๆ นะ รสชาติมันไม่เหมือนไอศกรีมทั่วไป” ยิ่งพูดก็ยิ่งกระตุ้นความอยากรู้ให้ฉันเหลือเกิน ถอนหายใจและหันไปมองสบตากับเขา

“ใส่นมข้นเยอะหรือเปล่า?”

“มันก็แล้วแต่เทลว่าจะกินติมอุ่นได้นานแค่ไหน” ฉันเอียงคอมองสบตากับสงครามที่แลบลิ้นเลียริมฝีปาก ขยับใบหน้าเข้ามาใกล้จนฉันเอนตัวหนี “ยิ่งเทลกินนาน นมข้นก็จะพุ่งเข้าปากเทลมากตามที่เทลต้องการ”

“ทำไม... นมข้นถึงพุ่งเข้าปากเราล่ะ”

“ไม่รู้ อยากรู้ต้องไปลองที่ห้องเราสิ”

“ชิ ขี้งกไม่ยอมบอก”

สงครามยักไหล่และมองพนักงานที่เอาไอศกรีมมาวางให้เราสองคน กินกันสักพักก็มีลูกค้าทยอยเข้ามาในร้านมากขึ้นและส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนจากโรงเรียนใกล้เคียงหรือโรงเรียนเดียวกัน ฉันกินไอศกรีมเรื่อยๆ กระทั่งเห็นนักเรียนผู้หญิงกลุ่มหนึ่งนั่งคุยกันเสียงดัง โดยที่หันมามองสงครามด้วย และรู้ไงว่าสงครามน่ะหน้าตาดี หล่อ ออกแนวหัวรั้นจึงเป็นที่สนใจของผู้หญิงทุกคนไม่เว้นแม้แต่คนที่โตกว่า สายตาของฉันเหลือบไปมองนักเรียนหญิงที่แต่งตัวได้รัดฟิตกระโปรงสั้น เธอทิ้งสายตาให้สงครามก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป แต่ฉันก็เคยชินอะไรแบบนี้มาแล้วจึงไม่ได้สนใจอะไรสักเท่าไหร่

“เออเทล เราไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ ปวดฉี่”

“อืม”

ฉันพยักหน้าให้กับสงคราม และหันมาสนใจถ้วยไอศกรีมต่อโดยไม่ได้รับรู้เลยว่าเสียงของโต๊ะข้างๆ ที่คุยกันเสียงดังนั้น พวกเธอกำลังมองมาที่ฉัน แน่นอนว่าฉันไม่ได้คิดจะถามออกไปว่า ‘มองทำไม’ หรือ ‘มีปัญหาอะไรหรือเปล่า’ แต่ไหนแต่ไรแล้วฉันไม่กล้าที่จะแสดงออกว่าตัวเองรู้สึกยังไง ฉันถูกเลี้ยงดูฟูมฟักราวกับไข่ในหิน พ่อกับแม่ของฉันดูแลห่วงใยฉันมาตลอด อย่างเรื่องที่ฉันมีแฟนพวกท่านก็ไม่ได้รับรู้อะไร ถ้าเกิดรู้เข้าคงไม่พ้นให้ฉันเลิกกับสงครามแน่ๆ เพราะท่านอยากให้ฉันโฟกัสการเรียนและอนาคตหลังจากจบมัธยมปลายต่างหาก

เวลาผ่านไปเกือบสิบห้าหรือยี่สิบนาทีได้ ฉันชะเง้อมองหาสงครามที่เข้าห้องน้ำนานผิดปกติ รู้สึกเป็นห่วงจนเกือบจะลุกไปหาเขาแล้ว แต่ก็ต้องมองสบตากับผู้หญิงต่างสถาบันที่จัดทรงผมและเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่ สีหน้าของเธอดูอ่อนเพลียแต่กลับแสยะยิ้มให้ฉัน ทั้งที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

“ไง”

“คราม นึกว่าเป็นอะไรซะอีก หายไปนานเลย” ร่างสูงที่ฉันมองหาทิ้งตัวลงนั่งข้างกาย สองมือยกขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้าจนฉันเลิกคิ้วมองอย่างสงสัย เมื่อหน้าอกของสงครามเสื้อนักเรียนสีขาวแนบเนื้อจนชุ่มน้ำ

“ทำไมเหงื่อออกเยอะจัง?”

“เหงื่อที่ไหน น้ำต่างหาก เราล้างหน้ามา” ฉันพยักหน้ารับ ก่อนจะมองผู้หญิงกลุ่มนั้นที่เดินจากไปแต่ทว่าหางตากลับมองมายังสงครามซึ่งแน่นอนว่าเขากลับยิ้มกว้างส่งไปให้ พลางยกมือโบกนิดหน่อยจนฉันเม้มริมฝีปากตัวเองแน่น และมันก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็นเขาทำแบบนี้กับผู้หญิงที่ส่งยิ้มให้

“เราอยากกลับบ้านแล้ว”

“อืม เอาสิ” ระหว่างที่สงครามกำลังรื้อกระเป๋านักเรียน ฉันเก็บกระเป๋าตัวเองเช่นกันแต่ทว่ารอยอะไรบางอย่างตรงต้นคอของเขาทำให้ฉันขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม เอื้อมมือไปแตะเบาๆ จนสงครามสะดุ้ง

“รอยแดงเป็นจ้ำเลย ครามโดนอะไรมาเหรอ?”

“เกามั้ง” เขาหันมาส่งยิ้มให้และลุกขึ้นเดินหนีไปจ่ายเงินที่หน้าเคาน์เตอร์ สักพักเขาก็ขับรถมาส่งฉันที่ข้างบ้าน เนื่องจากฉันไม่อยากให้คนที่บ้านรับรู้ “ไปก่อนนะ เราต้องรีบไปหาไอ้อาร์ม”

“อ๋อ ขับรถดีๆ นะคราม พรุ่งนี้เจอกันจ๊ะ” โบกมือให้สงครามที่ขับรถไป อาร์มที่พูดถึงเป็นเพื่อนสนิทของสงครามแต่อยู่คนละโรงเรียน เมื่อหันหลังเตรียมจะเข้าบ้านเสียงมือถือในกระเป๋ากระโปรงก็ดังขึ้นมาซะก่อน เป็นข้อความที่ไม่ขึ้นโชว์นั่นหมายถึง ไม่มีเบอร์นี้ หรือเบอร์ที่ฉันไม่รู้จัก นิ้วเรียวเลื่อนปลดล็อกหน้าจอมือถือสุดหรูราคาแพงไปยังกล่องข้อความ ก็ต้องชะงักยามมองข้อความตรงหน้าราวกับพบเจอภูตผีปีศาจ

<br/>

‘อย่าโง่ปล่อยแฟนให้กินคนอื่นไปเรื่อยสิ แบบนี้ก็แย่นะ ถ้าเขาจะหากินกับผู้หญิงคนอื่น เพราะมีแฟนโง่ๆ ไม่ยอมเขาง่ายๆ : จากผู้หวังดีที่โดนแฟนเธอเสียบแล้ว’

<br/>

<strong>“นะ นี่มันอะไรกัน”</strong>

ไม่เข้าใจเลยว่าข้อความตรงหน้ากำลังสื่อถึงอะไร ‘จากผู้หวังดีที่โดนแฟนเธอเสียบแล้ว’ หัวใจมันอ่อนยวบเมื่ออ่านข้อความนี้ซ้ำไปมา หรือที่เขาลือกันว่าสงครามแอบฉันไปหาผู้หญิงคนอื่น หรือมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน มันเรื่องจริงงั้นเหรอ ฉันเก็บงำความรู้สึกและสิ่งที่ได้รับนี้ไว้จนกระทั่งเผลอหลับไปจนมาถึงโรงเรียนในเช้าวันต่อมา

เพียงเพราะว่าฉันไม่ยอมมีอะไรกับสงครามงั้นเหรอ? เขาถึงได้ไปมีคนอื่นแบบนี้ ไม่สิ ก็แค่ข้อความที่ส่งมาเพื่อให้ฉันกับสงครามมีปัญหากันมากกว่า หลายคนไม่พอใจกับการคบกันของเรา เพราะงั้นคงจะอิจฉาและอยากได้สงครามกันสินะ ถึงได้หาเรื่องกันแบบนี้ แต่พอมานั่งนึกถึงข้อความที่ถูกส่งมา ฉันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแบบนั้น ถ้าหากเป็นจริงขึ้นมาล่ะ ถ้าหากสงครามไปมีอะไรกับผู้หญิงคนอื่นเพราะฉันไม่ให้ มันจะเป็นยังไงต่อไปกับความสัมพันธ์ของเราสองคน

ระหว่างที่นั่งเรียน ฉันเอาแต่ครุ่นคิดเรื่องนี้ไม่ตก ใจหนึ่งก็กลัวที่จะมีความสัมพันธ์เลยเถิด อีกใจก็อยากที่จะ ‘ลอง’ มีอะไรกับสงคราม มันไม่ผิดใช่ไหมในเมื่อเราสองคนรักกัน เป็นแฟนกันและ... พร้อมที่จะป้องกันไม่ให้มีเรื่องผิดพลาด ริมฝีปากกัดเข้าหากันยามที่คิดได้แล้วว่าจากนี้ฉันจะตัดสินใจยังไง

“คือเทลขอไปค้างบ้านเพื่อนวันหยุดนะคะ วันอาทิตย์จะกลับบ้านตอนเช้า” ระหว่างพักเที่ยงฉันก็ออกมาคุยโทรศัพท์กับแม่เพื่อขอไปนอนค้างบ้านเพื่อนซึ่งแน่นอนว่าทางบ้านของฉันอนุญาต ไม่บ่อยหนักที่จะได้ไปไหนมาไหน ดังนั้นแม่จึงได้อนุญาต ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกมองวิวทิวทัศน์นอกระเบียงห้อง ท้องฟ้าวันนี้ช่างครึ้มราวกับฝนจะตกไม่ปานเลย

หมับ

“อ๊ะ”

“ทำไมไม่ลงไปกินข้าวที่โรงอาหาร” น้ำเสียงแหบพร่ากระซิบที่ข้างใบหู แน่นอนว่าคนที่พูดหรือกอดฉันอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากสงคราม

“เราไม่หิว”

“แล้วเมื่อกี้คุยกับใคร?” สงครามถามด้วยเสียงแข็งๆ จนฉันหันไปมองหน้าเขา “คุยกับผู้ชายที่ไหน”

“ไม่ใช่ เราคุยกับแม่” รีบส่ายหน้าและโบกมือปฏิเสธ แต่สงครามกลับอมยิ้มและหอมแก้มฉันอย่างแนบแน่น

“เรารู้แล้ว เทลไม่มีวันนอกใจเรา” ฉันพยักหน้ารับและปล่อยให้เขาสวมกอดอยู่นานเกือบห้านาทีได้ สงครามก็เอ่ยปากขึ้นมา “เทล”

“มีอะไรเหรอ?”

“พรุ่งนี้หยุด... เย็นนี้ไปห้องเรานะ” กลืนน้ำลายลงคออย่างตื่นเต้น เมื่อกี้ฉันเพิ่งจะโทรขออนุญาตแม่ไปค้างกับเพื่อนอยู่เลย จู่ๆ สงครามก็มาชวนแบบนี้มันช่างเหมาะเจาะจริง “นะเทล ไปกับเรานะ”

ฉันเม้มปากตัวเอง หัวใจมันเต้นโครมครามจนเหมือนจะหลุดออกมาให้ได้ หันไปมองสบตากับสงครามที่ใช้แววตาอ้อนวอนส่งมาให้ และทุกครั้งที่เขาชวนฉันมักจะปฏิเสธ หากแต่คราวนี้ฉันกลับนิ่งและใช้ความคิด

“เราคบกันมานานแล้วนะเทล ระยะเวลาสามปียังไม่มากพอที่เทลจะเชื่อใจเราเหรอ?”

“ปะ เปล่านะ เราไม่ได้คิดแบบนั้น” รีบบอกเขาออกไปเพราะกลัวเหลือเกิน กลัวว่าสงครามจะโกรธแบบวันนั้น เขาถอยหลังออกไป

“โอเคงั้นเราไม่บังคับเทลแล้วล่ะ เราเหนื่อยและเราก็น้อยใจ” ว่าจบก็หันหลังเดินหนีไป แต่ยังไม่ทันที่สงครามจะก้าวเท้าออกจากห้องเรียน ฉันก็วิ่งไปคว้าต้นแขนเขาไว้

“เราจะไป”

“...”

“เราจะไป... ห้องครามวันนี้” เท่านี้ร่างสูงก็หันมามองฉัน รอยยิ้มตรงมุมปากพร้อมเสียงหัวเราะในลำคอ ทำเอาฉันหน้าร้อนผ่าวเมื่อสงครามดันร่างของฉันจนติดกับโต๊ะเรียน เท้ามือกันฉันไว้โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจถี่ร้อน

“ดีใจจัง ในที่สุดเทลก็ ‘ยอม’ ไปห้องกับเรา”

“อืม เราแค่อยากตามใจครามบ้าง ครามตามใจเรามาตลอดเลย เราแค่ไม่อยากให้ครามมองคนอื่นนอกจากเรา”

“ยัยโง่” สงครามแตะริมฝีปากลงบนแก้มฉัน “ใครเขาจะไปมองคนอื่นกัน”

“เห็นชอบมองผู้หญิงคนอื่นไปทั่ว”

“แค่นี้ก็หึงเหรอ” ฉันเบือนหน้าหนีเขา ยันอกแกร่งออกห่างตัว “ขี้หึงเหมือนกันนะ น่ารักจริง”

เราสองคนไม่พูดอะไรกันมีเพียงแต่รอยยิ้มเท่านั้นที่ส่งถึง ฉันกับสงครามเดินจับมือกันไปยังโรงอาหารที่ตอนนี้ทุกคนกำลังให้ความสนใจกับการกินมื้อเที่ยง ไม่รู้ว่าหัวใจมันเต้นแรงตั้งแต่ตอนไหน และใช่มันเป็นในตอนนี้เลยเมื่อฉันซ้อนท้ายรถสงครามเพื่อมุ่งตรงไปยังคอนโดของเขา สองมือโอบกอดเอวหนาแน่นพร้อมกับซบหน้าลงกับไหล่กว้าง ใบหน้าหล่อหันมามองฉันและบึ้งรถออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่ช้าไม่นานเราสองคนก็มาถึงที่พัก ฉันตกตะลึงไม่น้อยเมื่อมองตึกที่สูงเสียดฟ้า ไม่คิดไม่ฝันว่าสงครามเด็กหนุ่มม.ปลายจะได้มาอยู่ในที่ที่แพงและหรูหราขนาดนี้ แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นในเมื่อพ่อแม่ของสงครามเป็นนักธุรกิจดังรวยไม่ต่ำว่าพันล้าน สถานะของฉันและเขาไม่ได้ต่างกันมาก ทุกคนที่เห็นเราสองคนรักกัน คบกันถึงได้อิจฉาในความเหมาะสม

“เข้ามาสิ” กลืนน้ำลายลงคอ ยามที่ประตูบานใหญ่ถูกเปิดขึ้น ชั้นที่สงครามอยู่นั่นสูงจนเห็นวิวทิวทัศน์ในเมืองกรุงได้ 360 องศาเลยทีเดียว ดวงตาของฉันเบิกกว้าง ภายในห้องของเขามีโซนรับแขกที่กว้างขวาง เครื่องเล่มเกมวางอยู่บนโต๊ะกระจก ทีวีจอยักษ์และเคาน์เตอร์ครัวที่หรูหรานี่อีก

“นั่งก่อนสิ เราไปเอาน้ำมาให้กิน” ฉันพยักหน้ารับและเดินไปนั่งตรงโซฟามุมริมกระจก รอยยิ้มผุดขึ้นเมื่อมองแม่น้ำสายที่ใหญ่ที่สุดไหลผ่าน ตามตึกที่ฉันเคยเห็นว่าสูงใหญ่ก็ยังต้องแพ้ให้กับคอนโดของสงครามเลย

“สวยจังเลย เราไม่คิดว่าครามจะได้มาอยู่ที่สวยๆ แบบนี้” เมื่อหันไปเผชิญหน้ากับร่างสูง ใบหน้าของฉันก็ต้องร้อนเห่อเมื่อท่อนบนร่างกายของสงครามกลับเปลือยเปล่า เผยให้เห็นกล้ามเนื้อและอกแกร่ง หนำซ้ำฉันเพิ่งจะรู้ว่าสงครามมีรอยสักตามลำตัวด้วย

“เราร้อนก็เลยถอด เทลไม่ว่านะ” ส่ายหน้าพรืดรับแก้วน้ำมาจิบ แต่กลับหลุบตาลงมองตักตัวเอง “หือ? ฝนตกงั้นเหรอ”

เพียงแค่สงครามเอ่ยปากฉันก็หันไปมองด้านนอกก็จริงอย่างที่เขาว่า ตอนนี้ฝนกำลังเทลงมาอย่างหนักทั้งที่เมื่อกี้ฉันยังเห็นวิวทิวทัศน์ได้อย่างสวยงามอยู่ แต่ตอนนี้กลับถูกปกคลุมด้วยเม็ดฝนนับไม่ถ้วน

“หิวไหม?”

“ยัง ครามล่ะหิวหรือเปล่า เราทำอาหารให้ทานได้นะ” อยากโชว์ฝีมือการทำอาหารให้เขาทาน เพราะฉันเองก็มั่นใจในฝีมือของตัวเอง แต่ทว่าสงครามกลับส่ายหน้าไปมา เขาจับมือฉันให้ลุกขึ้นยืน

“ไปดูห้องนอนเราสิ”

สงครามจูงมือฉันไปยังหน้าห้องของเขา ก่อนที่ประตูสีน้ำตาลจะเปิดขึ้น ภายในห้องของสงครามเป็นโทนสีเทา แต่ทว่าเตียงขนาดกว้างเป็นสีน้ำเงินขาว ฉันกวาดสายตามองไปรอบห้องนอนซึ่งแน่นอนว่ามันทำให้ฉันใจเต้นเพราะกลิ่นหอมอ่อนๆ มันกระทบเข้าจมูก สองเท้าเดินไปรอบห้อง จนมาหยุดตรงหัวเตียงฉันหยิบกรอบรูปของเขาขึ้นมาดู มันเป็นภาพสงครามตอนเด็กและน่ารักมากๆ เขาตัวกลมเหมือนโดเรมอนเลย

“น่ารักจัง ครามตอนเด็กน่ารักเหมือนทานุกิ”

“หือ... ทานุกิ? หมายถึงโดเรมอนเหรอ” ฉันพยักหน้ารับเมื่อสงครามเดินมาซ้อนด้านหลัง หยิบกรอบรูปออกจากมือฉันและวางไว้ที่เดิม แต่ที่ไม่เหมือนเดิมเลยคือสองมือที่โอบกอดเอวจนฉันหดตัวเกร็งตามเขา

“เทล เราจะทนไม่ไหวแล้วนะ” จู่ๆ สงครามก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า ริมฝีปากก็พรมจูบไปตามไหล่ของฉัน รู้ว่าการมาที่นี่มันไม่ปลอดภัย แต่ฉันก็อยากที่จะลองเสี่ยงดู

ตัดสินใจแล้วว่าฉัน... จะให้สงคราม

“อย่าปฏิเสธเราอีกจะได้ไหม?” เขาหมุนตัวฉันให้หันไปเผชิญหน้า แววตาคมที่ดูเศร้าจนฉันเม้มปากตัวเอง “เทลรู้ว่าเราต้องการเทลมากแค่ไหน เรารักเทลนะ”

“...”

“รักเทล ถึงได้อยากจองจำเทลให้เป็นของเราคนเดียว”

น้ำเสียงแหบพร่าของเขา คำว่ารักที่พร่ำบอกมันทำให้ฉันจิกนิ้วมือลงกับฝ่ามือจนรู้สึกเจ็บ ยามที่สงครามขยับตัวเข้ามาใกล้ แนบริมฝีปากพรมจูบไปตามแก้มของฉันมันสร้างความวาบไหวให้ร่างกายกระตุ้นอย่างรุนแรง เวลาได้อยู่กันสองคน ฉันกลับต้านทานเขาไม่เคยได้เลยสักนิด ยิ่งหัวใจกำลังบอกให้ยอมรับ ฉันก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเป็นล้านเท่า

“คะ คราม”

**“เทลไม่รักเราเหรอ”**อีกครั้งที่เขาถามคำถามนี้ทุกครั้ง เวลาที่ฉันไม่ยอม คำพูดนี้เป็นเหมือนคำสาปเพื่อรอให้ฉันปลดปล่อยมัน

ทำยังไงได้ ในเมื่อสงครามต้องการให้ฉันปลดมันเดี๋ยวนี้

“เรารักคราม เราคิดว่าเราพร้อม”

“เทล” เพียงแค่ฉันบอกว่าพร้อม สงครามเหมือนจะดีใจมาก รอยยิ้มตรงมุมปากของเขาทำให้ฉันเบือนหน้าหนี เมื่อรับรู้ว่าขณะนี้เสื้อนักเรียนถูกดึงชายออกมาจากกระโปรง สองมือของสงครามค่อยๆ แกะกระดุมของฉันจนเหลือเม็ดสุดท้าย เขาก็ถอดเสื้อนักเรียนฉันโยนทิ้งไป เหลือเพียงแค่ซับใบสีขาวที่ฉันตั้งใจชูแขนขึ้นให้เขาถอดมันออกจนตอนนี้ร่างกายของฉันมีเพียงบราเซียสีขาวห่อหุ้มทรวงอกไว้

แผ่นหลังของฉันเอนนอนบนเตียงขนาดใหญ่ เมื่อสงครามทาบทับฉันและประกบจูบลงมาอย่างแนบแน่นบนริมฝีปากของฉัน เขาขยี้จูบจนฉันเจ็บปากไปหมด ฝ่ามือแกร่งดันบราเซียฉันขึ้นไปกองอยู่ตรงบริเวณลำคอ เมื่อมืออุ่นบีบเค้นทรวงอกโดยไม่มีอะไรมาบดบัง ร่างกายของฉันก็แอ่นขึ้นอย่างอัตโนมัติ สงครามต้อนให้ฉันอ้าปากขึ้นรับลิ้นร้อนที่ดูดดึงไปมา จนหัวฉันหมุนเป็นเกลียวคลื่น หลังจากที่สงครามจูบจนพอใจ เขาก็ไล่ริมฝีปากไปตามลำคอ นิ้วมือของฉันจิกลงกับไหล่หนาเปลือยเปล่า ยามที่อุ้งปากร้อนครอบครองยอดอก มันเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ฉันเชิดหน้าขึ้นรู้สึกเสียวซ่านจนกลางกายสาวเต้นตุบๆ

“อื้อ คะ คราม” เสียงดูดดึงยอดอกจากริมฝีปากของสงครามดังขึ้นไม่ขาดสาย เขาทำมันอย่างรวดเร็วจนฉันตั้งหลักแทบไม่ทัน มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ร่างของเราสองคนเปลือยเปล่า แนบชิดกันและกัน สองขาของฉันแยกออกจากกัน เมื่อสงครามแทรกกายมาทาบทับ ฉันรับรู้ถึงลำกายแกร่งของเขาซึ่งกำลังถูไถไปมาตรงร่องกายของฉัน

แต่ก่อนที่จะได้สัมผัสความต้องการ สงครามโน้มตัวขึ้นไปยังหัวเตียง เขาหยิบเอาซองสี่เหลี่ยมขนาดเล็กที่ฉันคุ้นตาเป็นอย่างดียามที่เข้าร้านสะดวก ริมฝีปากแดงงับซองสี่เหลี่ยมและฉีกมันออกมา สายตาของฉันจับจ้องมองการกระทำของสงครามอย่างสบายใจ ที่อย่างน้อย... เรายังป้องกันเพื่อกันพลาดในขณะที่ยังไม่พร้อมทำให้อนาคตที่แสนไกลต้องดับลงเพียงเพราะความต้องการเพียงชั่วคราว

ถึงแม้ว่าจะกังวลในหลายๆ อย่าง แต่ผลสุดท้าย...

ครั้งแรกของฉันให้กับรักแรกของฉัน ถึงแม้จะรู้สึกผิดที่ทำให้ทุกคนรอบข้างเสียใจ แต่สำหรับฉันแล้วมันคือความรัก การที่ฉันยอมให้สงคราม มันคือความรักที่คนรักควรมอบให้กันและกัน

เซ็กส์มันคือเรื่องของคนรักกันเท่านั้นที่จะทำกันได้ และฉันอยากให้สงครามรักฉัน ถึงได้ยอมให้เขาทำแบบนี้

“คราม” เรียกเขาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าหลังจากที่เราสองคนได้ไปถึงสวรรค์ในหลายรอบ

“มีความสุขหรือเปล่า?” สงครามถามฉันขณะที่ค่อยๆ ถอยตัวเองออกไป เขาดึงฉันไปกอดทางด้านหลังขบเม้มใบหูจนฉันดึงลมหายใจตัวเองให้ปกติ ทำได้เพียงพยักหน้าเพราะอายเกินกว่าที่จะตอบออกไปว่ามันมีความสุขที่สุดในชีวิตของฉันเลย

“เราก็มีความสุขนะที่ได้เป็นคนแรกของเทล” เขายิ้มพลางพรมจูบไปตามแก้มของฉัน

“เรารักครามที่สุดเลย” กอดแขนเขาที่ให้หนุนแทนหมอน รับรู้ถึงริมฝีปากที่ค่อยๆ บรรจงจูบแนบขมับ

“เมื่อกี้เทลเก่งมากเลยนะ”

“เอ๋?” จำต้องลืมตาหันไปมองเขา สายตาของสงครามทำเอาฉันเขินหน้าแดงถึงแม้เขาจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ แต่พอจะเดาได้ว่าคนที่กอดอยู่คิดอะไร

“เทลขย่มเราแรงมาก”

“คะ คราม!”

เพียะ

“โอ๊ยเจ็บนะ อยากโดนเอาอีกใช่ไหม”

“งือ พอแล้วเราเหนื่อย”

หลังจากที่สงครามหยุดล้อเลียน ฉันก็หลับลงเพราะหมดแรงไปกับเซ็กส์ของสงคราม มันเป็นครั้งแรกของฉันที่มีความสุขมากขนาดนี้ เรื่องที่ฉันหวาดกลัวมันไม่ได้มีผลต่อจากนี้เลยสักนิด เราสองคนมีวิธีป้องกันที่ถูกต้องทุกอย่าง เพื่ออนาคตของเราสองคน ถ้าหากหลังจากนี้เราเรียนจบ มีงานดีๆ ทำ แต่งงาน ถึงตอนนั้นฉันก็ไม่กลัวที่จะท้องแล้วล่ะ

นี่คือสิ่งที่ฉันวาดฝันไว้ ฝากชีวิตทั้งหมดไว้กับผู้ชายคนนี้... สงคราม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป