บทที่ 3 BABY BURN :: CHAPTER 2 [100%]
ครามเหนือเทล #2
:: ความจริงที่แสนเจ็บปวด ::
เสียงฟ้าร้องและฟ้าผ่าทำให้ฉันสะดุ้งสุดตัวตะกองกอดร่างหนาที่นอนแผ่หลาโดยมีฉันที่นอนซบบนอก เสียงฝนยังคงตกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อคืนจนรุ่งเช้า แสงอาทิตย์ก็ไม่มีให้เห็นเลยเนื่องจากท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยก้อนเมฆ ฉันรู้สึกปวดเนื้อปวดตัวไปหมด โดยเฉพาะกลางกายสาวที่พอจะขยับซ้ายทีขวาทีก็แทบจะน้ำตาเล็ด มันหน่วงจนแทบจะไม่อยากลุกไปไหนอยากนอนกอดสงครามอยู่แบบนี้ ภายใต้ผ้าห่มผืนใหญ่มีร่างของเราสองคนที่เปลือยเปล่านอนกอดก่ายให้ความอบอุ่น แขนของฉันชันตัวเองให้ยันอยู่บนอก รวบเส้นผมสีดำสนิทไปไว้ด้านหลังและใช้สายตากวาดมองไปตามแผงอกแกร่งซึ่งเต็มไปด้วยรอยสักเล็กน้อย แต่ที่เห็นว่าเด่นที่สุดคงจะเป็นรอยสักตรงอกซ้ายเป็นรูปขนนกคู่สวยงาม และเป็นเส้นยาวๆ สามเส้นลากตั้งแต่อกซ้ายไปจนถึงขวา มันเพิ่มเสน่ห์ให้เขามากมายเหลือเกิน
ตั้งแต่คบกันมา ฉันไม่เคยเห็นเรือนร่างภายใต้ชุดนักเรียนหรือชุดไปรเวทของสงครามเลยสักครั้ง และครั้งนี้ก็ได้เห็นชัดเต็มสองตาสักที นิ้วมือกรีดลากตั้งแต่ลำคอจนมาถึงกลางอกไล้วนไปมาพร้อมกับยิ้มเมื่อมองยอดอกสีสวยของเขาทั้งสองข้าง เมื่อคืนเขาเล่นกลืนกินแต่ยอดอกฉันเป็นว่าเล่น ของเขามันก็น่ารักน่ากินเหมือนกันนะเนี่ย
“ปลุกมาให้ทำต่อเหรอ?”
“คะ คราม” ตกใจเมื่อเงยหน้ามองสบตากับร่างสูงที่ชันมือเข้าท้ายทาย กำลังจับจ้องฉันอยู่ แขนอีกข้างที่ว่างเปล่าตวัดรวบเอวฉันไว้ก่อนที่จะขยับหนี ทำให้ตอนนี้ฉันกึ่งคร่อมเขาอยู่ “ปล่อย เราจะอยากอาบน้ำ”
“อาบด้วยกันสิ”
“ไม่เอา” ว่าพลางส่ายหน้าไปมา
“งั้นนอนกอดก่อน ยังไม่หมดวัน ทำต่อยังได้” เขากดศีรษะฉันให้ขยับเข้าใกล้จนริมฝีปากเฉียดกันไปมา รอยยิ้มตรงมุมปากของเขาทำให้ฉันเอียงอาย “อยากทำต่อไหมล่ะ”
“เรา...”
“ทำต่อนะเทล เรายังไม่อิ่มเลย”
ไม่พูดเปล่าก็พลิกตัวเหนือร่างกายฉัน และแน่นอนว่าเขาทำต่ออีกนับครั้งไม่ถ้วน จนร่างกายของฉันแทบจะรับตัวตนของเขาไม่ไหว มาตื่นอีกทีก็ตอนบ่ายกว่าๆ
ตอนนี้ฉันเอนร่างพิงอยู่ในอ้อมกอดเขา เนื่องจากหลังจากที่เสร็จเรื่องบนเตียงเราก็อาบน้ำ ทานอาหาร สงครามเลยออกมานั่งเล่นเกม ฉันสวมเสื้อยืดสีดำของเขาเพียงตัวเดียวเท่านั้น จะบอกว่าตอนที่เข้าห้องน้ำไปอาบน้ำ รู้สึกเหนียวตัวมากเมื่อมองไปยังระหว่างขาทั้งสองข้างที่มีทั้งรอยเลือดและคราบน้ำรักจากตัวฉันเอง มันแห้งกรังจนต้องแช่น้ำอุ่นอยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมง
“ใกล้จบม.6 แล้ว ครามคิดยังว่าจะไปต่อมหาลัยที่ไหน?”
“อืม ก็ว่าจะสอบเข้าคณะวิศวะที่มหาลัยเอกชนน่ะ”
“ที่ไหนเหรอ? เราจะได้ไปสอบ” เงยหน้ามองปลายคางของเขาซึ่งมีหนวดขึ้นนิดหน่อย กำลังจับจ้องไปยังจอทีวีซึ่งเขากำลังเล่นเกมฟุตบอลอย่างเมามัน
“ยังไม่รู้เลย” ฉันทำหน้าบูดก่อนจะมองออกไปยังระเบียงห้องของเขา “อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ ไว้เรารู้แล้วจะบอก เราจะไปเรียนด้วยกันนะ”
“อืม” สงครามกดจูบลงบนหน้าผากของฉัน เราสองคนนั่งอยู่แต่ในห้องโดยไม่มีใครออกไปไหนเลย ราวกับว่ามันคือโลกของเรา ฉันทำอาหารให้สงครามทานและเขาก็ชมด้วยว่ามันอร่อยมาก แถมยังทำตัวลวนลามฉันไม่ขาด
ออด~
เสียงออดหน้าห้องของสงครามดังขึ้น เขาผละจากการกอดฉันด้านหลังซึ่งกำลังล้างจานอยู่ “ใครมาหาเหรอ?”
“ไม่รู้สิ ไอ้อาร์มหรือเปล่าไม่แน่ใจ” ว่าแล้วก็เดินออกจากครัวไปเปิดประตู แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่นักถ้าเพื่อนของสงครามจะมา แต่ทว่าร่างสูงกลับเดินเข้ามาเพียงคนเดียวทำให้ฉันขมวดคิ้ว
“อ้าวตกลงไม่ใช่อาร์มเหรอ?”
“เปล่า ใครก็ไม่รู้มาหาเสี่ยปี” ฉันถึงกับเลิกคิ้วขึ้น คอนโดหรูแบบนี้มีมาห้องผิดด้วยเหรอ “เฮ้อ พรุ่งนี้ไม่อยากไปส่งเทลที่บ้านเลย อยากให้อยู่กับเรา”
สวมกอดพลางพรมจูบไปตามลำคอโดยที่ฉันไม่ได้เอียงอายเหมือนแต่ก่อนแล้ว ถ้าหากการทำให้คนที่เรารักมีความสุขฉันก็ยินยอมพร้อมใจที่จะให้เขาได้เสพสมร่างกาย เพราะมันคือการแสดงออกอีกอย่างว่ารักมากจึงยอมให้ได้ และฉันเองก็มีความสุขไม่น้อยที่ได้ร่วมรักกับสงคราม เขาทำให้ฉันได้ประสบการณ์เซ็กส์ที่เร่าร้อนและแปลกใหม่ เขาสอนให้ฉันรู้จักเรียนรู้ที่จะใช้มันกับเขา ฉันเองก็ยินยอมที่จะทำตามเขา
แม้จะไม่รู้เลยว่า... สิ่งที่ปรนเปรอให้เขา มันยังไม่มากพอให้เขามีแค่ฉันคนเดียว
ยามที่เรียนอยู่สงครามก็เอาแต่ลวนลามฉันตลอดเวลา ตั้งแต่ฉันได้ปล่อยตัวปล่อยใจให้สงคราม เขาก็เสพสมร่างกายฉันเวลาที่เขาต้องการ แต่ฉันเองก็ขัดขืนบ้างเพราะตั้งแต่มีอะไรกัน ฉันก็ไม่ได้ค้างที่ห้องเขาได้บ่อย สงครามถึงได้อาศัยลวนลามฉันเวลามาเรียนเท่านั้น นับเป็นเวลานานเหมือนกันที่ไม่ได้เสพสุขกับเขา
และเพราะรักฉันจึงยอมทุกอย่าง เพื่อให้สงครามได้มีความสุข
“เวลาเราเอากับเทล เรามันมากเลยนะ มันมากกว่าเอากับ...”
“เอ๋?” สงครามชะงัก ก่อนจะยิ้มให้ฉันแทน
“ไม่อยากกินติมอุ่นอีกเหรอ” เขาเปลี่ยนเรื่องที่ทำให้ฉันลืมคำพูดเมื่อกี้ จำต้องเขินอายกับคำถามของเขา ฉันเข้าใจคำว่า ‘ติมอุ่น’ ของสงครามแล้วล่ะ และเรียนรู้การกินไอศกรีมอุ่นที่ว่าแล้วด้วย
“ไม่”
“โกหกเก่ง ทั้งที่ตัวเองก็ชอบที่จะกินนมข้นหวานจากติมอุ่น”
“แล้วทีครามล่ะยังชอบที่จะกิน...” ฉันว่าจะหักหน้าเขาสักหน่อย แต่เป็นฝ่ายที่เขินอายเองมากจำต้องเอามือปิดหน้าตัวเองเมื่อนึกไปถึงตอนที่สงครามสอนให้กินติมอุ่นของเขา และเขาก็กินน้ำจากตัวฉัน ใช่ เขากินน้ำจากตรงนั้นของฉัน และมันก็ช่าง... น่าอายที่สุด
“ไมไม่พูดอะ เราชอบกินอะไรเหรอ?”
“เราไม่พูดกับครามแล้ว” ว่าเสร็จก็ผลักไหล่หนาออก จัดแจงเสื้อผ้าตัวเองให้เรียบร้อย หยิบกระเป๋ามาถือไว้ พร้อมกับร่างสูงที่วิ่งมากอดคอฉันลงจากตึกเรียนไปพร้อมกัน โดยที่ทั้งโรงเรียนมีเพียงแค่เราสองคนเท่านั้นที่เดินออกมา สงครามขับรถมาส่งฉันที่บ้านเช่นเคย
“พรุ่งนี้หยุด จะไปไหนหรือเปล่า?”
“อืม ยังไม่รู้เลยอาจจะไปเที่ยวกับพวกไอ้อาร์ม” ฉันพยักหน้ารับ ที่ให้เหตุผลว่าไม่ไปค้างที่คอนโดของเขา เป็นเพราะฉันกลัวว่าความจะแตกจนพ่อกับแม่รู้ว่าที่จริงแล้วฉันไม่ได้ไปนอนทำรายงานกับเพื่อน แต่ดันไปนอนกับแฟน ไม่งั้นมีหวังบ้านแตกแน่
ดังนั้นเลยเลือกที่จะไปค้างกับสงครามนานๆ ครั้ง เพราะแบบนี้เขาเลยหาเรื่องมีอะไรกับฉันที่โรงเรียนแทนการไปนอนค้างที่คอนโด เขาบอกว่าทนไม่ไหว เวลาเห็นแผ่นหลังฉันจากหลังห้องเพราะสงครามนั่งโต๊ะท้ายสุดของห้อง ส่วนฉันก็นั่งหน้าเพราะเป็นหัวหน้าและเด็กดีเด่นของโรงเรียน
แต่เรื่องแบบนี้ ทำที่โรงเรียนฉันไม่ยอมเด็ดขาด... ต่อให้ต้องทะเลาะกับเขาเรื่องนี้ ฉันก็จะไม่มีวันยอม!
“งั้นไว้เจอกันวันเปิดเรียนนะ”
“อยากกินน้ำเทลจัง” เขาพูดขึ้นพลางดึงฉันไปกอด ซบใบหน้าลงกับทรงอก “หิวนม หิวน้ำเทล”
“ครามอย่าทำแบบนี้” ดันใบหน้าหล่อเหลาให้ถอยห่าง ซึ่งสงครามถอนหายใจฟึดฟัดก่อนจะสตาร์ทรถขับออกไปโดยไม่ร่ำราฉันสักคำ รู้ว่าเขาเป็นแบบนี้เสมอเวลาที่ฉันไม่ตามใจเขา แต่มาทำเรื่องแบบนี้ตรงบ้านฉันมันไม่ดีเลยนี่นา เอาเถอะ ค่อยไลน์ไปง้อก็แล้วกัน
หลังจากที่ทานอาหารเย็นกับพ่อแม่เสร็จฉันก็ขึ้นมาทำการบ้าน ลงมือทำการบ้านไม่เท่าไหร่เสียงมือถือก็ดังขึ้นมา ฉันดีใจจนล้มลงนอนบนเตียงหากแต่เบอร์ที่โทรเข้ามากลับไม่ใช่สงคราม
“ฮัลโหลลลิส มีอะไรเหรอ?”
(“พรุ่งนี้หยุดไปเที่ยวกัน ฉันไม่ค่อยได้คุยกับเธอเลยพักนี้ คลุกอยู่แต่กับไอ้คราม”)
เพื่อนสาวที่ฉันสนิทที่สุดโทรมาชวนแบบนี้ฉันจะปฏิเสธได้ยังไงกัน ตอบตกลงไปพรุ่งนี้ลลิสจะมารับฉันไปเที่ยว สำคัญคือเรื่องระหว่างฉันกับสงครามที่เลยเถิด ฉันไม่คิดจะบอกเรื่องนี้ให้เพื่อนรู้เลย กลัวเกินกว่าจะบอกให้เพื่อนรู้ นอกจากจะต่อว่าฉันแล้ว ลลิสอาจจะต่อว่าสงครามด้วย ยิ่งไม่ชอบหน้าเขาอยู่แบบนั้น ลลิสน่ะเตือนฉันเสมอว่าสงครามเข้าหาฉันเพราะอะไร แต่ฉันก็ไม่เชื่อหรอก ตอนนี้สงครามรักฉัน เขาไม่ได้เป็นอย่างที่ลลิสพูดเลยสักนิด
“ได้สิ เราเองก็คิดถึงลลิส”
(“ยังมีหน้ามาพูด อยู่กับไอ้ครามตลอดเวลาขนาดนั้น วันนี้ฉันรอเธอยันห้าโมงก็ไม่ลงมาสักที ทำอะไรอยู่กับมัน?”)
“ปะ เปล่านะ เราอยู่ห้องสมุดต่างหาก อาจารย์ให้ช่วยจนดึกเลย” รีบโกหกลลิสออกไป ถึงแม้จะไม่เคยโกหกมาก่อนในชีวิต แต่ฉันก็ทำมันไปแล้วทั้งโกหกพ่อกับแม่และยังมาเพื่อนที่สนิทที่สุดอีก
(“ทำไมต้องทำเสียงสูงด้วย ไม่ได้ทำก็ไม่ได้ทำสิ”)
“ก็ลลิสเล่นถามเราแบบนี้ เราก็ตกใจสิ”
(“ย่ะ พรุ่งนี้เจอกัน ฉันจะขับรถไปรับ”) ลลิสวางสายไป ฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะต่อสายหาสงครามทันทีไม่ช้าเขาก็กดรับ หากแต่ว่าเสียงที่รับกลับไม่ใช่เสียงเข้มที่เคยได้ยินประจำ แถมยังเป็นเสียงผู้หญิงที่ออกแนวเหนื่อยหอบจนฉันเอามือถือออกมาดูเบอร์ให้แน่ใจ มันก็เบอร์ของสงครามนี่นา
“เออ ใช่เบอร์สงครามหรือเปล่าคะ?”
(“อะ อื้อใช่...”) ฉันขมวดคิ้วหนัก พยายามที่จะฟังเสียงของเธอที่มันช่างครางยานจนฉันฟังไม่ถนัด (“ฮัลโหลเทล โทรมามีอะไรเหรอ?”)
“คราม เมื่อกี้ใครรับสายเหรอ”
(“เออ แฟนไอ้อาร์มน่ะ ไม่มีอะไร”) พอได้ฟังแบบนั้นฉันก็โล่งใจ แต่ทว่าเสียงของสงครามเองก็ไม่ต่างอะไรจากเสียงผู้หญิงคนนั้นเลยนะ ฉันเม้มปากก่อนจะได้ยินเสียงคำรามของสงครามดังขึ้น
“ครามทำอะไรอยู่เหรอ ทำไมเสียงดูหอบเหนื่อย”
(“คือ... เราวิดพื้นน่ะ เหนื่อยมากเลย ใส่หูฟังคุยกับเทลเลยนะ”)
“อ๋อ งั้นเราไม่กวนแล้วล่ะ ฝันดีนะ”
(“อืมๆ ฝันดี”) วางสายไปฉันก็กลิ้งตัวลงนอน พลางลุกขึ้นไปยังตู้เสื้อผ้า หาชุดสวยๆ แต่งไปเที่ยวกับลลิสดีกว่า ต้องแต่งให้ดูดี ทันสมัยด้วยไม่อย่างนั้นคงโดนลลิสด่าเละแน่ว่าแต่งตัวเชยตลอด
รุ่งเช้าฉันก็ได้ชุดที่จะไม่ทำให้โดนลลิสต่อว่าเชยสิ้นดีแล้วล่ะ ชุดของฉันในวันนี้แต่งให้แมทช์เข้ากับกระโปรงยีนส์ทรงเอสีฟ้าอ่อนหวานๆ กับเสื้อสีขาวซีทรู ผมสีดำของฉันก็ก้าวรวบขึ้นเป็นมวยขึ้นไป พร้อมกับสวมรองเท้าผ้าใบสีขาวคู่โปรดที่สงครามเป็นคนซื้อให้ในวันครบรอบสองปีซึ่งคบหากัน ส่วนฉันก็ซื้อสร้อยคอแบรนด์หรูให้เขา เป็นสร้อยคอที่มีแหวนคู่ของชายหญิงสลักคำว่า ‘LOVE’ ซึ่งเป็นแหวนเหมาะกับนิ้วของเราสองคนซึ่งฉันสั่งทำพิเศษ ทุกวันนี้สงครามก็ยังคงใส่ติดคออยู่เสมอ แต่จะมีบ้างที่ลืมเพราะเขาถอดออกเวลาอาบน้ำ
“วันนี้ผ่านนะ”
“จริงเหรอ?” เมื่อก้าวขึ้นมานั่งบนรถมินิคูเปอร์สีเหลืองสดของลลิสที่แต่งตัวได้เซ็กซี่มาก เธอสวมกระโปรงยีนสั้นสีขาวกับเสื้อกล้ามสีดำเผยให้เห็นผิวขาว ฉันน่ะเคยโดนลลิสจับให้แต่งตัวแบบนี้ด้วย แต่ฉันคิดว่ามันไม่ค่อยเหมาะกับฉันสักเท่าไหร่เพราะมันโชว์เนื้อนมมาก ปกติฉันเป็นคนที่หน้าอกใหญ่อยู่แล้วเวลาใส่ชุดไปรเวท แต่เพิ่งมารู้ว่าช่วงที่มีอะไรกับสงครามหน้าอกของฉันมันกลับใหญ่โตมากกว่าปกติ ฉันเป็นคนที่มีหน้าอกคัพซีอยู่แล้วด้วย มีแค่หน้าอกเท่านั้นที่ใหญ่โตเพราะหุ่นของฉันก็เล็กบาง
“พาไปช้อปปิ้งเสื้อผ้าหน่อยดีกว่า ถึงจะผ่าน แต่ก็นะ... ยังไม่เซ็กซี่พอ”
“โธ่ลลิส เราไม่อยากจะสวยเริ่ดแบบลลิสนะ” ฉันทำหน้าบูดเมื่อเราสองคนมาถึงห้างสรรพสินค้า ลลิสพาฉันเข้าร้านนู่นร้านนี้ จนได้ถุงเสื้อผ้ามาอยู่ในมือ และเสื้อผ้าทุกชุดมันช่างเซ็กซี่มากๆ
“ไว้จบม.ปลาย เข้ามหาลัยค่อยเซ็กซี่นะ” หลังจากเดินจนขาลากเราก็มานั่งกินเค้กกันที่ร้านประจำ คำพูดของลลิสเรียกสายตาของฉันซึ่งกำลังดูดน้ำองุ่นอยู่
“หมายความว่ายังไง ลลิสจะไปต่อที่ไหน ไม่ได้ไปกับเราเหรอ?”
“เฮ้อ ถึงเวลาที่เราก็ต้องไปตามทาง แต่ยังไงฉันก็ยังเป็นเพื่อนเธอนะเทล” ฉันเบิกตากว้าง เมื่อรับรู้ว่าลลิสจะไปเข้ามหาลัยที่ไม่ใช่ที่เดียวกับฉัน “เธอน่ะต้องดูแลตัวเองนะเทล อย่าไปทำตัวแสนดีแบบนี้ ในช่วงเวลาที่เราโตขึ้น เธอจะต้องเจออะไรอีกมากมายที่ไม่เคยเจอ”
ลลิสเตือนฉันด้วยความหวังดี เพื่อนน่ะมักจะเตือนฉันเสมอ แต่ฉันก็ไม่ค่อยจะฟังสักเท่าไหร่ เพราะคิดว่าสิ่งที่ฉันคิดกับสิ่งที่เพื่อนคิดมันสวนทางกัน โดยเฉพาะเรื่องของสงคราม ฉันขอตัวมาเข้าห้องน้ำเพราะเดี๋ยวต้องไปเที่ยวต่อกับลลิส หากแต่ระหว่างทางฉันกลับเห็นแผ่นหลังคุ้นตาของใครบางคนกำลังเดินอยู่อีกฝั่งของห้าง
แต่กลับไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่เดินอยู่
ข้างกายของสงครามกลับมีหญิงสาวสวยหุ่นดี เซ็กซี่ควงแขนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
หัวใจของฉันแทบจะแหลกสลาย หวังให้ว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่ความจริง ฉันอาจจะตาฝาดก็ได้ที่เห็นเขาสองคนควงกันเดินเข้าร้านเสื้อผ้า สายตาและรอยยิ้มของสงครามยามมองเธอมันช่างเหมือนสายตาที่มองฉันไม่มีผิด ริมฝีปากของเขากดจูบไปยังแก้มนวลและพากันหายเข้าไปในร้านเสื้อผ้า ฉันหันหลังหนีภาพนั้นและเดินตรงเข้าไปนั่งในร้านเค้กตามเดิม
“ไปเข้าห้องน้ำ ทำไมทำหน้ายังกับเห็นผีแบบนั้นอะ”
“ลลิส เรารู้สึกปวดหัว เรากลับกันได้ไหม?”
“อ้าวเหรอ ได้ๆ พี่คะเก็บเงินด้วยค่ะ” ลลิสไม่ได้ผิดสังเกตอะไรในตัวของฉัน อีกอย่างขืนอยู่ที่นี่ฉันไม่อยากนึกว่าถ้าลลิสเห็นสงครามกับผู้หญิงคนอื่นเธอจะทำอะไร ถึงแม้ฉันจะคิดว่ามันคือภาพลวงตา หรือฉันเองที่ตาฝาด
เมื่อกลับมาถึงบ้านฉันก็ขึ้นห้องมาทันทีหยิบมือถือออกมาต่อสายหาสงคราม แต่สิ่งที่ได้รับคือเขาไม่ยอมแม้แต่จะรับสายหรือตอบไลน์มาหาฉันด้วยซ้ำ น้ำตาไหลอาบแก้มเมื่อนึกไปถึงภาพนั้น ขอให้ไม่ใช่เรื่องจริงเถอะ
ฉันเคยเถียงกับผู้หญิงทุกคนที่เดินมาบอกฉันว่าคือแฟนของสงคราม และเรื่องนี้ฉันก็ไม่เคยบอกสงครามให้เขาได้รู้ เพราะคิดว่าผู้หญิงพวกนั้นต้องการตัวเขา แต่วันนี้ฉันเห็นกับตาตัวเอง แม้จะโกหกว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง แต่อดไม่ได้ที่จะไม่คิด ฉันตื่นอยู่นะ เห็นสิว่าภาพที่เห็นวันนี้มันคือของจริง สงครามตัวเป็นๆ ที่เดินโอบกอดกับผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ใช่ฉัน
(“โทรมาทำไมถี่ขนาดนี้เนี่ยเทล”) ในที่สุดสงครามก็รับสาย แต่น้ำเสียงของเขาคล้ายหงุดหงิดจนฉันเม้มปากตัวเอง อยากจะถามเขาออกไปว่าวันนี้ควงผู้หญิงที่ไหน แต่สิ่งที่ฉันถามไปมันกลับขี้ขลาด
“เราแค่คิดถึงคราม”
(“เฮ้อ แค่นี้”)
“อืม” ฉันตอบกลับไป “แล้วครามทำอะไรอยู่เหรอ?”
(“เราอยู่คอนโด”) แม้จะรู้ว่าเขาโกหกแต่ฉันกลับเชื่อใจเขา แม้จะได้ยินเสียงผู้หญิงลอยเข้ามาทำนองว่า ‘ครามดูเสื้อตัวนี้สิ สวยไหม’ และก็เงียบหายไป
เจ็บ จนพูดอะไรไม่ออก
(“ไม่มีอะไรแล้วเราวางก่อนนะ พอดีไอ้อาร์มมาชวนเล่นเกม”)
“อืม คราม เรารักครามนะ”
“เราก็รักเทล” พูดเสร็จก็วางสายไป ไม่ช้าน้ำตาที่กักเก็บความเสียใจไว้ก็เทกระหน่ำออกมา ฉันล้มลงตัวร้องไห้กับหมอน สิ่งที่สงครามพูดมาทั้งหมดมันล้วนมีแต่คำว่าโกหกทั้งนั้น เขาไม่ได้อยู่คอนโด เขาไม่ได้อยู่กับเพื่อน แต่เขาอยู่กับผู้หญิงคนอื่นที่ห้างสรรพสินค้าต่างหาก
สิ่งที่ฉันพบเจอ นี่มันไม่ใช่ครั้งแรก แต่นี้มันนับครั้งไม่ถ้วนแล้วตั้งแต่คบกันมา และฉันคิดว่าการยอมมีความสัมพันธ์กับสงครามเพื่อความต้องการของเขา อาจจะทำให้เขาหยุดได้ แต่ไม่เลยสินะ... เขาไม่เคยแคร์ฉันเลยสักนิดเดียว ลับหลังฉันเขาคบผู้หญิงซ้อนจนนับไม่ได้ เพราะฉันรักเขาถึงได้ทำเป็นไม่รู้ ไม่เห็น คิดว่าเขาจะหยุดหลังจากฉันยอม แต่ไม่เลยที่สงครามจะหยุด ฉันต้องกักเก็บความเจ็บปวดเหล่านี้ไว้คนเดียว ทนคบกันเขาต่อไปเพราะคำว่ารัก
วันเปิดเรียนมาถึง อีกแค่ไม่กี่วันก็จะสอบปลายภาคและควบกับการสอบเข้ามหาลัย ฉันเองก็ไม่รอเขาเพราะเลือกมหาลัยและคณะที่จะเข้าแล้ว เช้านี้ฉันยืนอยู่หน้าโรงเรียนโดยไม่ได้โทรหาเขาอย่างที่ควรจะเป็น
“เอานมชมพูแก้วหนึ่งค่ะ” ฉันชอบกินนมชมพูมากที่สุดและยิ่งเป็นร้านประจำด้วยแล้ว ทุกเช้ามันจะทำให้ฉันหายเครียดและสดชื่น ร้านหน้าโรงเรียนอร่อยและโด่งดังจนนักเรียนต่างสถาบันต่างพากันรอคิว และไม่ต้องถามหาลลิสเลย รายนั้นเวลาวันจันทร์ทีไรจะมาเรียนตอนสามโมงเช้าตลอด
“ได้แล้วจ้าหนูเทล”
“ขอคุณค่ะ” รับแก้วนมชมพูมาไว้กับมือและควานหาเงินเพื่อจะส่งให้แม่ค้า แต่ทว่าฉันต้องเบิกตากว้างเมื่อกระเป๋าเงินที่ควรอยู่ในนี้มันหายไป หรือว่าจะลืมหยิบมากันนะ “ป้าคะ หนูลืมเอากระเป๋าเงินมา ถ้างั้นพรุ่งนี้...”
“โอ๊ย พรุ่งนี้เอามาให้ป้าก็ได้จ้า”
“ไม่เป็นไรครับ ผมจ่ายให้เขาเอง”
น้ำเสียงเข้มดังขึ้นจากด้านหลัง ฉันเอี้ยวตัวหันไปมองใครบางคนที่ยื่นธนบัตรสีเขียวส่งให้แม่ค้า เขาเป็นนักเรียนชายคนหนึ่งซึ่งยูนิฟอร์มแบบนี้ไม่ใช่โรงเรียนเดียวกับฉัน ริมฝีปากยกยิ้มให้ฉันที่โค้งศีรษะให้
ฉันกลับคุ้นหน้าเขาอย่างบอกไม่ถูก ราวกับเคยเจอที่ไหนสักแห่ง แต่ก็จำไม่ได้
“ขอบคุณนะ แต่เราไม่อยากรบกวน” ฉันส่งยิ้มให้กับเขาก่อนจะขอเงินคืนจากแม่ค้า ยื่นเงินให้แต่เขาก็ดันมือป้าให้เก็บเงินไปพลางส่ายหน้าไปมา
“ไว้เจอกันค่อยมาคืนก็ได้”
“เอางั้นเหรอ ขอบคุณนะ” เขาพยักหน้าก่อนจะมองเมนูป้ายร้านน้ำ แต่กลับพูดกับฉันโดยไม่หันมามอง
“ชื่ออะไร เราชื่อเหนือนะ อยู่ม.6 โรงเรียนเอกชนยู” เขาแนะนำตัวเองพลางโค้งศีรษะให้อย่างเป็นกันเอง โดยที่ฉันเองก็ไม่เสียมารยาท
“เราชื่อดีเทล อยู่ม.6 เหมือนกัน”
“เหรอ งั้นก็ใกล้จะสอบเข้ามหาลัยแล้วสินะ” ฉันพยักหน้ารับพลางดูดนมชมพูไปด้วย ผู้ชายคนนี้นอกจากจะหน้าตาดีแล้ว เขายังดูหล่อเหลา แถมยังแต่งตัวถูกระเบียบตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วย เขารับแก้วนมชมพูเหมือนกับฉันจากมือแม่ค้า พลางหันมาสบตากับฉันที่ขมวดคิ้วกับภาพตรงหน้า
ผู้ชายถือแก้วนมชมพู มันช่าง... ไม่เข้ากันเสียเลย
“เราก็ชอบนมชมพูเหมือนกัน”
“ใช่ไหม มันอร่อยสุดๆ ไปเลย” น้อยครั้งที่จะมีคนชอบอะไรแบบเดียวกัน สงครามเคยบอกว่ามันรสชาติหวานจนเลี่ยนไป เขาน่ะชอบกินชามะนาวมากกว่านมชมพูที่ฉันชอบ
“ปกติเรามาซื้อน้ำที่หน้าโรงเรียนเธอบ่อย แต่ไม่ยักจะเห็นเธอ” เหนือพูดพลางดูดนมชมพูจนเกือบหมดแก้วในเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาทีด้วยซ้ำ
ทำเอาฉันที่เป็นตัวยงเรื่องนมชมพู จำต้องยอมแพ้เขาเลย
“ดูดเร็วจัง เรายอมแพ้เลยนะ” หัวเราะออกมาจนเหนือหรี่สายตามองแก้วนมชมพูของตัวเอง
“เราชอบ แต่เพื่อนมักบอกว่าเราแบ๊วมากที่กินนมชมพู” ใบหน้าหล่อเหลาดูตึงเครียดในทันที “จนแทบจะเลิกกินนะ แต่ก็ไม่ดีกว่า จะสนทำไมกับอีแค่คนมองว่าไม่เหมาะ”
“นั่นสิ ของชอบเรานี่นา จะให้ใครมาตัดสินได้ยังไง” พูดคุยกับเขาพลางดูดนมชมพูไปด้วย “ผู้ชายถือแก้วนมชมพู น่ารักจะตาย”
พูดออกไปโดยไม่ได้คิด และฉันไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกเขาจับจ้องอยู่ รอยยิ้มของเหนือผุดขึ้นพร้อมกับก้มหน้าลงมองแก้วนมชมพูในมือ
“น่ารักเหรอ? เราเนี่ยนะ” และชี้นิ้วเข้าหาตัวเองอย่างตกใจนิดหน่อย
“แค่บอกว่าถือนมชมพูแล้วน่ารัก ไม่ได้บอกว่าเหนือน่ารักซะหน่อย” กะแล้วว่าเขาต้องคิดแบบนี้
“อ๋อ ตกใจหมด ไม่เคยถูกใครชมว่าน่ารัก ก็เลย...” ใบหน้าเรียบนิ่งดูไปไม่เป็นเลย จนฉันต้องคิดหาวิธีเปลี่ยนเรื่องคุย ไม่งั้นเขาคงจะไปไม่เป็นแน่ๆ
“ที่ถามเมื่อกี้คือเรามาซื้อร้านนี้บ่อย แต่อาจจะไม่ตรงช่วงหรือเปล่า” ฉันส่งยิ้มให้กับร่างสูงที่พยักหน้ารับ ก่อนจะยกข้อมือซ้ายดูเวลา
“เราต้องเข้าเรียนแล้ว ยังไงถ้าเวลาตรงกัน เราคงได้เจอกันอีกนะ”
“อืม” พยักหน้ารับให้กับร่างสูงที่วิ่งข้ามถนนไปอีกฝั่ง ซึ่งโรงเรียนเอกชนยูเดินทางจากโรงเรียนฉันไปสิบห้านาทีก็ถึงแล้ว เมื่อเข้าแถวเสร็จแล้วเรียบร้อยฉันก็ขึ้นมาบนห้องแต่ก็ยังไม่เห็นสงครามมาเรียนฉันจึงไม่ได้สนใจ จับกลุ่มกับเพื่อนในห้องเพื่อติวหนังสือสอบเข้ามหาลัย โดยอาจารย์ปล่อยเวลาให้หนึ่งชั่วโมงในการอ่านหนังสือ
ร่างสูงของสงครามก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับมือหนาที่ยีศีรษะตัวเอง อ้าปากหาวราวกับเพิ่งตื่น และเพราะฉันต้องหันหน้าเข้าหาโต๊ะเพื่อนเลยทำให้เราสองคนสบตากัน สงครามทำเพียงพยักหน้าให้เท่านั้นก็หันไปคุยกับเพื่อนต่อ
“ดีเทล!”
“มีอะไรเหรอต้า” ตกใจกับเสียงเรียกซึ่งต้าเพื่อนในห้องที่ไม่ชอบขี้หน้าฉันเพราะเธอชอบสงคราม เดินมาเท้าโต๊ะกับเพื่อนอีกสองคนของเธอซึ่งยืนกอดอกอยู่
“เมื่อเช้าเราเห็นดีเทลยืนคุยกับผู้ชายโรงเรียนเอกชนยู รู้จักทิศเหนือด้วยเหรอ?”
“ทิศเหนือ! เทลรู้จักทิศเหนือด้วยอะ”
เป็นเสียงซุบซิบที่ดังขึ้นทันทีเมื่อต้าถามฉันขึ้นมา และมันเพิ่มความฉงนใจให้ฉันอย่างมาก ผู้ชายคนเมื่อเช้าชื่อ ‘ทิศเหนือ’ งั้นเหรอ? ฉันรู้แค่ว่าเขาแนะนำตัวว่าชื่อเหนือแค่นั้น
“อืม เขามาทักเราน่ะ”
“ตายแล้ว โชคดีจัง ปกติทิศเหนือไม่ค่อยคุยกับใครเลยนะโดยเฉพาะผู้หญิง แต่นี้มาทักดีเทลก่อนอะ กรี๊ด!”
ทุกคนในห้องต่างพากันมารุมล้อมฉันในทันที ถามว่าทิศเหนือเป็นยังไง พูดจาดีไหม? เขาหล่อมากหรือเปล่า จนฉันตาลายตอบคำถามทุกคนไม่ถูกเลย กระทั่งต้าเอ่ยคำบางคำขึ้นมาและนั่นทำให้ฉันเบิกตากว้างเมื่อลืมไปว่ามีคนอีกคนนั่งอยู่ในห้องด้วย และสายตาของเขาที่จับจ้องมามันนิ่งเฉยมากด้วย
“นี่ถ้าไม่ติดว่าดีเทลคบกับสงคราม เราคงคิดว่าทิศเหนือมาจีบดีเทลแล้วนะ”
“...”
“เหมาะสมกันมากเลยนะ ทิศเหนือก็เป็นป็อบของโรงเรียนเอกชนยู เรียนเก่ง เป็นนักกีฬาบาส สำคัญเลยนะทิศเหนือน่ะไม่เคยเข้าหาผู้หญิงคนไหนเลยนับตั้งแต่...” เธอเว้นวรรคให้ฉันสนใจในตัวของผู้ชายที่ชื่อทิศเหนือ แต่เธอก็เบนสายตาไปมองสงครามที่ลุกขึ้นถีบโต๊ะจนทุกคนในห้องถึงกับเงียบไป
โครม
“อุ้ย! ขอโทษนะดีเทล สงคราม เราแค่มองตามความเหมาะสมน่ะ”
“เทล มีเรื่องจะคุยด้วย” ร่างสูงเดินออกจากห้องเรียนไป โดยที่ฉันก็ลุกขึ้นเดินตามเขาไปยังมุมระเบียงซึ่งไม่ใช่มุมอับที่ฉันระแวงกลัวว่าสงครามจะทำอะไรที่มันไม่ดี ไม่เหมาะ
“มันเป็นใคร?” เขาเท้าเอวถามด้วยสีหน้าหงุดหงิด
“ครามหมายถึงทิศเหนือน่ะเหรอ”
“ใช่!” เขาหันมาตะคอกฉันด้วยสีหน้าที่ดูก็รู้ว่าไม่พอใจอย่างมาก “สนิทกับมันถึงขั้นไหน”
“เพิ่งเจอกันเมื่อเช้าหน้าร้านน้ำที่เราชอบกินบ่อยๆ อีกอย่างเราก็ไม่ได้สนิทกับทิศเหนือด้วย”
ฉันเองก็มีอารมณ์โมโหไม่ต่างจากเขานักหรอกนะ สงครามหรี่สายตามองฉันที่จับจ้องเขาอย่างไม่พอใจเช่นกัน และเพราะฉันรู้สึกกดดันหลายๆ อย่างที่ได้รับรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของเขามันก็ทำให้ฉันรู้สึกแย่มากเลยด้วยซ้ำ
“เขามีมารยาทมาทักทายเราก่อน เราก็ต้องคุยด้วยเพื่อไม่ให้เสียมารยาท”
“หึ”
“เราก็คุยกับทุกคนที่เข้ามาหา ก็เหมือนกับครามที่คุยกับผู้หญิงทุกคนที่เข้ามาคุยด้วย มันก็ไม่ได้ต่างกันนี้” สงครามบดสันกรามจนเส้นเอ็นตามลำคอขึ้นปูดโปน ฉันเห็นเขากำหมัดแน่นและหันหน้าเขากำแพงโดยที่ฉันเองก็ไม่รู้หรอกนะว่าเขารู้สึกอะไร
“โอเค แค่คุย”
“ไม่มีอะไรแล้ว เราขอตัวไปอ่านหนังสือก่อนแล้วกัน” พูดจบก็หันหลังจะเดินหนี แต่ทว่าเขาก็คว้าต้นแขนฉันไว้โดยที่ไม่ได้หันไปมองหรอกนะ
“คืนนี้ค้างที่ห้องเราได้ไหม? อยากได้คนติวหนังสือ” ร่างสูงแนบชิดฉันจากด้านหลัง ริมฝีปากที่กระซิบอยู่ข้างใบหู ทำเอาฉันขนลุกไปทั้งตัว ยามหันไปสบตากับเขา “ติวให้เราทั้งคืนเลยนะเทล”
ฉันมองมายังต้นแขนของตัวเองก่อนจะปัดมือหนาออกเบาๆ “ได้ ติวหนังสือนะ เพราะเราจะไม่ติวอย่างอื่นให้ครามอีกแน่นอน”
“โอเค ได้เลย” เขายักไหล่แต่สีหน้าบ่งบอกว่าไม่พอใจน่าดูที่ฉันปฏิเสธในสิ่งที่เขาต้องการ
และต่อให้รู้ว่าถูกเขานอกใจ รู้ว่าสงครามเจ้าชู้ รู้ว่าเขาคบซ้อน แต่ฉัน... ก็เลือกที่จะปิดหูปิดตา เดินหน้ารักเขาต่อไปโดยที่หัวใจมันก็เจ็บปวดทุกครั้งเวลาที่ได้เห็นเขาควงผู้หญิงคนอื่น
แค่ไม่อยากเสียเขาไป แค่รักเขามากจนยอมทุกอย่าง มันก็แค่นั้นเอง
ฉันยังมีความหวังที่เขาจะหยุด หยุดเพื่อฉัน
