บทที่ 4 BABY BURN :: CHAPTER 3 [100%]

ครามเหนือเทล #3

:: ผู้ชายที่ชื่อ ‘ทิศเหนือ’ ::

และเพราะว่าใกล้สอบเข้ามาทุกที ฉันเลยพาตัวเองมาซื้อหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบคณะที่ต้องการ หลังจากที่ความสัมพันธ์ของฉันกับสงครามกลับมาเหมือนเดิม หลังจากที่ปรับความเข้าใจกันมากขึ้น

ฉันไปติวหนังสือให้สงครามจริงๆ และไม่ได้มีเรื่องอย่างว่าเข้ามาเอี่ยวถึงแม้ว่าสงครามจะพยายามล่อลวงให้ฉันติดกับ แต่เรื่องเรียนสำหรับฉันมาก่อนที่หนึ่ง ดังนั้นการไปค้างกับเขาที่คอนโดจึงเป็นการบังคับสงครามให้ติวหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาลัย

และเพราะว่าฉันไม่ได้ยอม ‘ติวบนเตียง’ กับเขา สงครามจึงขาดการติดต่อไป แต่ฉันรู้ว่าเขาไปติวกับคนอื่นไง คนอื่นที่ไม่ใช่ฉัน เขาคิดว่าฉันคงโง่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร เขาทำเหมือนกับว่าฉันเป็นของตายที่คิดจะหวนกลับมาตอนไหนก็ได้ และฉันเองก็โง่ที่ยังยอมทำตัวแบบนี้

เกลียดตัวเองเหลือเกินที่รักเขาจนยอมทุกอย่าง

“เฮ้ เธอดีเทล”

“เอ๊ะ?” ฉันหันไปตามเสียงเรียกหลังจากคิดอะไรอยู่ในหัวทั้งที่ในมือถือหนังสือเตรียมสอบ ร่างสูงคุ้นตาวันนี้เขาสวมชุดกีฬาบาสสีเหลือง ดวงตากลมโต ริมฝีปากเล็กบางของเขา มันขลับกับใบหน้าหวานๆ แต่เรียบนิ่ง ฉันสำรวจใบหน้าของเขาอยู่นานจนดึงสติตัวเองกลับมา

“ขอโทษนะที่จ้องหน้าเหนือนานไปหน่อย”

“จำชื่อเราได้ด้วย เธอมาหาหนังสือเตรียมสอบเหมือนกันเหรอ?” พยักหน้ารับ มองร่างสูงที่ยืนเคียงข้างและหยิบหนังสืออีกเล่มไปดู “เราก็มาดูหนังสือสอบเหมือนกัน”

เขาบอกความต้องการของตัวเอง และใช้สายตากวาดมองไปยังชั้นหนังสือ ตรงลำคอของเขามีหูฟังขนาดใหญ่สวมอยู่ และมันแปลกตามากเพราะตอนนั้นฉันไม่ทันได้สังเกตว่าเขาพกมันติดตัวตลอดเวลา

“เหนืออยากสอบเข้าคณะไหนเหรอ?”

“อืม... เอาจริงเราอยากเข้านิเทศ เราชอบทำอะไรเกี่ยวกับเบื้องหลัง ชอบถ่ายภาพ แต่ที่บ้านอยากให้เข้ารับราชการซึ่งเราไม่ชอบเลยจริงๆ” เวลาเขาอยู่กับฉันดูคุยเป็นธรรมชาติมาก แล้วทำไมเพื่อนในห้องถึงได้เห็นว่าเขาเป็นผู้ชายที่ดูนิ่งๆ ไม่เข้ากับใคร

“น่าแปลกจัง เพื่อนเราบอกว่าเหนือดังมากๆ ในโรงเรียนเอกชนยู แถมยังเข้ากับคนได้ยาก เราไม่เห็นว่าจะเป็นแบบนั้นเลย”

“หือ?”

“ก็... เหนือคุยกับเราได้ธรรมชาติมากๆ ไม่เห็นจะนิ่งเฉย อย่างที่พวกเขาบอกเลย”

เขาเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะเบ้ปากขึ้นบน พลางหยิบหนังสือมาดูโดยที่ฉันเองก็หยิบมาดู เราสองคนยืนอยู่ตรงโซนนี้นานพอควรก็ได้หนังสือตามที่ตัวเองต้องการ เมื่อจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยก็เดินออกมาจากร้านหนังสือ

“หิว หาไรกินกัน” ร่างสูงเอามือลูบท้องตัวเองและกวาดสายตาไปรอบห้างและมาหยุดที่ฉัน “กินไรดี”

“กินพิซซ่า” ฉันชี้นิ้วไปยังร้านพิซซ่าซึ่งแน่นอนว่าทิศเหนือพยักหน้ารับอย่างยิ้มๆ เราสองคนจึงเดินเข้าร้านไปนั่งประจำที่และสั่งพิซซ่าสองถาด สปาเก็ตตี้ ไก่ทอดและน้ำอัดลมรีฟิลเติมแบบไม่อั้น

“คนพวกนั้นจะคิดแบบนั้นก็คงไม่แปลก” มองพนักงานที่เติมน้ำอัดลมให้ เธอมองทิศเหนือด้วยสายตาวิบวับ แต่เขากลับไม่สนใจผสานมือไว้ตรงคางและเอาแต่มองหน้าฉัน

“ยังไงเหรอ?” ถามออกไปพร้อมดูดน้ำอัดลมจนเกือบครึ่งแก้ว เย็นจนขึ้นสมองเลย

“ก็เราไม่เคยสุงสิงกับผู้หญิงที่ไหน ต่อให้ผู้หญิงพวกนั้นพร้อมจะเข้าหาก็ตามที” เขาคนหลอดในน้ำอัดลมวนไปมา พร้อมกับก้มลงดูดน้ำ “แต่เธอแตกต่าง”

“แตกต่างเหรอ”  ฉันขมวดคิ้วก่อนที่พนักงานจะนำอาหารมาเสิร์ฟจนครบ ทิศเหนือก็จับจ้องฉันด้วยรอยยิ้มแต่เห็นถึงความเศร้าจนสัมผัสได้

“เธอเหมือนใครคนหนึ่งที่เรารู้จัก” น้ำเสียงแหบพร่าพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “แต่คนๆ นั้นเขาจากเราไปแล้ว”

ทิศเหนือหยิบชิ้นพิซซ่าขึ้นมากัดเข้าปาก เขาก็ไม่พูดอะไรต่อกระทั่งเราสองคนทานอาหารบนโต๊ะจนหมดเกลี้ยง ก็เดินย่อยอาหารด้วยการขึ้นไปยังชั้นบนของห้างเพื่อเล่นเกมโดยทิศเหนือสอนให้ฉันเล่นเกมที่ไม่เคยเล่นมาก่อนในชีวิต เล่นจนเหนื่อยทิศเหนือก็พาฉันออกทางประตูฉุกเฉินทางห้าง โดยพาฉันขึ้นไปยังบนดาดฟ้าซึ่งฉันก็ระแวงว่ารปภ.จะมาเห็น

“เหนือ เรากลัวรปภ.จะมาเห็นนะ มาอยู่บนนี้น่ะ”

“ไม่ต้องกลัวหรอก เรามานั่งบ่อย ตามมาสิจะพามาดูอะไร” เขากวักมือเรียกฉันไปยังด้านหลัง ก่อนจะปีนบันไดขึ้นไปยืนด้านบนขอบปูน โดยที่ฉันเองก็กล้าๆ กลัวๆ เมื่อเห็นเขายื่นมือมาตรงหน้า “ขึ้นมาสิ”

ลังเลอยู่นานแต่ก็ทำได้เพียงยื่นมือไปวางบนฝ่ามืออุ่นร้อน เมื่อฉันขึ้นมายืนบนขอบปูนและมองออกไปยังวิวยามเย็นตรงหน้า มันช่างสวยงามจนเผลอยิ้มออกมาทั้งที่ฉันกลัวความสูงมาก ทิศเหนือกระตุกแขนฉันให้นั่งลงห้อยขาและรับลมเย็นๆ ซึ่งปะทะเข้ากับใบหน้าหล่อเหลา ผมสีน้ำตาลเข้มของเขาปลิวไปตามแรงลม เผยให้เห็นต้นคอของเขาซึ่งมีรอยสักรูปเข็มทิศแต่มีลวดลายที่สวยงามกว่า

ฉันสะดุ้งเมื่อทิศเหนือหันมาสบตากับฉันที่กำลังจับจ้องต้นคอเขาอยู่ “เหนือสักด้วยเหรอ? สักตรงคอแบบนี้อาจารย์ไม่ว่าเหรอ”

เขายกมือลูบต้นคอตรงรอยสัก ราวกับกำลังคิดคำพูดอยู่ “ว่าสิ โดนทำทัณฑ์บนด้วย แต่เราก็เป็นนักเรียนดีเด่น ทำประโยชน์ให้กับโรงเรียนก็เลยเป็นข้อยกเว้นไปแล้ว”

“อ๋อ” เมื่อได้คำตอบที่ต้องการ ฉันก็หันกลับไปมองวิวตรงหน้าตามเดิม ทำไมรู้สึกสบายใจจังยามที่เห็นท้องฟ้าและได้รับลมเย็นๆ แบบนี้ เรื่องที่ควรคิดมากลืมไปหมดเลยนะเนี่ย

“จริงสิ มีอะไรจะให้ฟังด้วย”

จู่ๆ ทิศเหนือก็ปรบมือ ดึงหูฟังออกจากลำคอและสวมหูให้ฉันโดยที่ใบหน้าหล่อเหลาก็ขยับเข้ามาใกล้ ราวกับดูให้ถนัดว่าสวมใส่ให้ฉันดีหรือเปล่า และด้วยความที่เขาเข้ามาใกล้เกินไปฉันเลยถอยหลังหนี แต่ทว่าลืมไปว่าที่เรานั่งมันคือขอบปูน ฉันเกือบจะหงายหลังตกแล้วถ้าไม่ได้ฝ่ามืออุ่นคว้าเอวไว้ดึงเข้าหาตัวจนใบหน้าของเราสองคนชนกัน จมูกเฉียดกันไปมาพร้อมลมหายใจของเราสองคนที่ผสานอย่างลึกซึ้ง

“ระวังด้วย เกือบตกแล้วไง” เขาว่าเสียงดุ แต่ยามที่เขาพูด จะรู้หรือเปล่าว่าริมฝีปากมันแตะบนริมฝีปากของฉันไปด้วย จำต้องเบือนหน้าหนีทั้งที่หัวใจเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่

“ขะ ขอโทษนะ”

ทิศเหนือปล่อยมือออกจากเอวฉัน ก่อนจะหันไปล้วงกระเป๋ากางเกงขาสั้น หยิบมือถือราคาแพงสุดหรูขึ้นมากดๆ กระทั่งหูฟังที่ฉันใส่มีเสียงเพลงขึ้นมา เขาเอียงคอมองฉันราวกับว่าจะถาม ได้ยินหรือเปล่า? ซึ่งฉันพยักหน้ารับและฟังเพลงที่เขาเปิด เมื่อฟังไปเรื่อยๆ ก็ต้องเบิกตากว้าง

“นี่เพลง Eyes Closed ของ Halsey นี่นา”

“เธอรู้จักด้วยเหรอ?” ฉันพยักหน้ารับ เพราะเพลงนี้ฉันชอบมากเลยๆ ล่ะ ฟังทุกวันจนร้องได้ พอฟังจบเขาก็ดึงหูฟังไปสวมใส่ที่ลำคอตัวเองต่อ

“ลองฟังเวอร์ชั่น Cover ของโรเซ่ Blackpink หรือยัง?” ถามเขาออกไป ทิศเหนือจึงพยักหน้ารับ

“อืม เราฟังแล้ว เวอร์ชั่นของโรเซ่นุ่มและลื่นหูมากๆ แต่ต้นฉบับก็แข็งแรงและดูมีพลัง”

“ใช่ๆ”

“คือทั้งสองศิลปินมีการร้องที่แตกต่างกัน เพราะในแบบที่ตัวเองเป็น เราชอบมากๆ เลยล่ะ” ทิศเหนือยิ้มอย่างอ่อนโยนและมองตรงออกไปยังวิวตรงหน้า ผู้ชายคนนี้อบอุ่นจนบอกไม่ถูกเลยนะ

เย็นมาถึงเราสองคนเดินออกมาจากห้องสรรพสินค้า แต่เนื่องจากยังไม่อยากกลับบ้าน บวกกับทิศเหนือที่กำลังหยิบมือถือออกมาค้นหาอะไรสักอย่าง

“ไปไหนต่อดี เทลรีบกลับหรือเปล่า?”

“ไม่เลย” ส่งยิ้มให้กับเขา จนทิศเหนือพยักหน้ารับทำหน้าครุ่นคิด

“งั้นนั่งรถเมล์ไปเยาวราชดีไหม?” เมื่อรับรู้ว่าจะไปไหนต่อ ฉันจึงพยักหน้ารับแต่เพราะไม่เคยนั่งรถเมล์มาก่อนเลยตกใจไม่น้อยที่ทิศเหนือคว้าข้อมือฉันวิ่งขึ้นรถเมล์ที่ออกตัวแรงจนฉันหาที่ยึดไม่ได้

หมับ

“ไหวหรือเปล่าเทล” ใบหน้าหล่อเหลาก้มหน้าลงมอง เมื่อฉันเซเข้าสู่อ้อมอกแกร่ง พลางส่ายหน้าไปมา “ตรงนั้นมีที่ว่าง ไปนั่งเถอะ”

ดันแผ่นหลังฉันให้เดินไปสุดทาง ทิศเหนือก็ให้ฉันนั่งริมหน้าต่าง ส่วนตัวเองก็ยืนจับราวไว้ เมื่อกระเป๋ารถเมล์มาเก็บเงินเขาก็อาสาออกเงินให้ รถเมล์จอดเทียบหลายป้ายจนฉันเริ่มพะอืดพะอมเพราะรถขับเร็วบ้าง ช้าบ้าง เบรกกะทันหันบ้าง

“เหนือ เราไม่ไหวแล้วอะ เหมือนจะอ้วกเลย” เขย่าชายเสื้อเขาเบาๆ ทิศเหนือเห็นฉันเป็นแบบนี้เลยย่อตัวนั่งลง ยื่นมือมาประคองแก้มจนฉันตกใจ

“ทนอีกนิดนะเทล อีกป้ายเดียว” ดวงตาคมส่งมาให้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะจับมือฉันไว้แน่น “ดมยาดมก่อน”

ล้วงมือหยิบหลอดยาดมในกระเป๋ากางเกงออกมาส่งให้ฉัน แม้รถจะกระชากรุนแรงแค่ไหนแต่ทิศเหนือก็แข็งแกร่งมาก ในขณะที่นั่งย่อตรงหน้าฉัน จับมือฉันไปด้วย เขากลับไม่เซ ไม่ล้มลงเลยสักนิด

เมื่อรถเมล์จอดลงที่ป้าย ทุกคนต่างเทกระจาดไปยังประตู ฉันเดินตามแผ่นหลังกว้างแต่เพราะเมารถทำให้ตาลายจนเกือบจะล้มหน้าทิ่มพื้น ถ้าไม่ได้ร่างสูงอุ้มลงจากรถเมล์ สองเท้าแตะลงบนพื้นฉันก็มุ่งตรงไปยังพุ่มไม้และอ้วกออกมาจนทิศเหนือตกใจไม่น้อย เขาลูบแผ่นหลังฉันเบาๆ

“เราขอโทษนะเทล ทำให้เทลต้องเป็นแบบนี้” โบกมือให้เขา ทิศเหนือให้ฉันนั่งรอที่เก้าอี้แถวป้ายรถเมล์เขาก็กลับมาพร้อมผ้าเย็นในมือ น้ำเปล่าหนึ่งขวดและพัดมือสีขาว “โอเคขึ้นไหม?”

“อืม” ฝ่ามือแกร่งลูบแผ่นหลังฉัน เขานั่งรอจนฉันอาการดีขึ้นถึงได้พาเดินไปยังย่านคนเดินซึ่งตอนนี้ร้านค้าเริ่มเปิดขายอาหารและของฝากกันแล้ว

และเพราะคนในย่านนี้มักจะหนาแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้การเดินค่อนข้างลำบากและอาจผลัดหลงได้ ทิศเหนือแก้ไขด้วยการบอกให้ฉันจับชายเสื้อเข้าไว้กันหลง

“คนเยอะ” หันมาบ่นกับฉันด้วยสีหน้ายุ่งๆ “เดี๋ยวถึงแยกนี้ ไปกินข้าวเย็นกัน”

“ยังจะกินอีกเหรอเนี่ย”

“อืม หิวอีกแล้ว” ทิศเหนือยิ้มมุมปากพลางจับข้อมือฉันไว้ เมื่อออกมาจากมรสุมคน ทิศเหนือก็พาฉันมานั่งกินต้มเลือดหมูชื่อดังในย่านนี้ เขาสั่งอาหารทันทีโดยไม่รีรอ

“นมชมพูสองแก้วด้วยครับ” ฉันกำลังจะสั่งน้ำที่เห็นในเมนูจำต้องชะงัก “หรือไม่เอาเหรอ?”

“เปล่าสักหน่อย” เมื่อเห็นฉันเงียบเขาจึงทำหน้าตกใจเพราะคิดว่าตัวเองคงวุ่นวายเกินไป

“หลังจากนี้คงต้องอ่านหนังสือหนักขึ้น เพราะฉะนั้นต้องกินเยอะๆ เทลด้วยนะ”

พยักหน้ารับ จับจ้องมองผู้ชายตรงหน้าด้วยความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก รู้จักกันที่ร้านขายน้ำ ก็แค่คนที่ชอบกินนมชมพูเหมือนกัน แต่ใครจะไปคิดว่าฉันกับเขา เราจะกลายเป็นเหมือนคนรู้จักกันไปแล้ว

“เฮ้ยไอ้เหนือ มึงมากับเมียเหรอ?” ฉันถึงกับสำลักข้าวทันทีที่มีผู้ชายสองคนมาทักทิศเหนือ ร่างสูงถึงกับตกใจเขาหยิบทิชชูส่งให้ฉันและหันไปมองเพื่อนตัวเองด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“ไม่ใช่เมียกู เพื่อนกู”

“เพื่อน...” เขาสองคนหันมามองฉันด้วยสีหน้าไม่เชื่อ “ไม่มั้ง ปกติมึงไม่สนผู้หญิงที่ไหน คนนี้ต้องใช่”

“กูบอกว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่สิ” ทิศเหนือตอบคล้ายรำคาญพลางโบกมือไล่เพื่อนตัวเอง “กูไม่สนผู้หญิงที่ไหนก็จริง แต่ใช่ว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้ากูจะเป็นเมียกูนะ”

“แหม ก็ในอนาคตไง ไม่แน่นะ” ฉันก้มหน้าลงกินข้าวโดยไม่สนใจคำพูดของพวกเขา

“พูดอะไรของมึง ไม่ตลกนะ” เพื่อนของเขาหัวเราะออกมาก่อนจะบอกว่าล้อเล่น แต่ดูเหมือนทิศเหนือจะไม่เล่นด้วย เขาออกอาการหงุดหงิด “ขอโทษแทนพวกมันด้วยนะ ปกติไม่สนิทกัน แต่มาทักก็สงสัยเหมือนกัน”

“ไม่เป็นไร”

หลังจากเดินเที่ยวและได้ของกินมาไว้ในมือ ฉันก็มาหยุดที่ป้ายรถเมล์เพราะรอรถมารับ หากแต่ทิศเหนือกลับไม่ยอมขึ้นรถเมล์ป้ายสุดท้าย

“คือรถเมล์หมดป้ายแล้วนะ ทำไมเหนือไม่ขึ้นไปล่ะ”

“เรารอเป็นเพื่อนเธอดีกว่า มันไม่มีใครเลยนี่นา อีกอย่างเธอเป็นผู้หญิงด้วย” เมื่อได้ฟังแบบนั้นฉันก็ทำได้เพียงส่งยิ้มให้กับเขา “วันนี้เราสนุกมากเลยนะ แล้วก็ขอโทษด้วยที่พามาเที่ยว แต่ดันทำให้เธอเมารถ”

“ไม่เลย เราต้องขอบคุณเหนือเหมือนกัน เราสนุกมากเลย เพิ่งเคยอ้วกแตกก็ครั้งนี้ล่ะ”

“จริงเหรอ?”

“อืม เราจะจำไว้เลยว่าเหนือทำเราอ้วก” 

ฉันส่งยิ้มให้กับเขา แน่นอนว่าทิศเหนือนิ่งไปราวกับเขากำลังมองใครอีกคนทั้งที่ฉันยืนอยู่ ดูเหมือนเขาจะได้สติจึงเบือนหน้าหนีไปมองถนน จังหวะนั้นฉันได้เห็นรถมอเตอร์ไซค์หรูคุ้นตาขับผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยที่ด้านหลังของเขา มีผู้หญิงกอดเอวซ้อนท้าย

สงคราม... เขาพาใครซ้อนท้ายอีกแล้ว

รถที่บ้านของฉันแล่นมาจอดเทียบข้าง ฉันหันไปมองทิศเหนือที่ยิ้มกว้างและโบกมือให้ “ให้เราไปส่งไหม?”

“ไม่ต้อง เรากลับเองได้” ฉันพยักหน้ารับก่อนจะขึ้นไปนั่งในรถ ก่อนจะมองร่างสูงที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่ที่ป้ายรถเมล์กระทั่งเขาเดินหันหลังไปตามทาง หากแต่สิ่งที่ฉันกำลังคิดอยู่ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของทิศเหนือ แต่กลับเป็นเรื่องของสงครามที่เขาทำให้ฉันเจ็บปวดอีกแล้ว

“วันนั้นเราลืมคืนเงินค่านมชมพูให้”

“เราก็ลืมไปแล้วนะเนี่ย” เป็นประจำทุกเช้าที่หน้าร้านขายน้ำประจำ ฉันกับทิศเหนือจะเจอกันบ่อยครั้งราวกับว่านัดกันมา บางวันฉันมาก่อนหรือบางทีเขาก็มาก่อน แถมยังสั่งนมชมพูเผื่อฉันอีกต่างหาก เขารับธนบัตรสีเขียวเก็บใส่กระเป๋า และรับแก้วนมชมพูสองแก้วยื่นแก้วขวาให้กับฉัน

“มาก่อนก็สั่งให้เลย” ฉันถอนหายใจออกมา ช่วงเวลาที่สอบฉันตื่นเต้นมากที่สอบเข้ามหาลัยที่ต้องการและคณะที่ใช่ แต่ก็ต้องรอผลเหมือนกัน

“เหนือตกลงสอบเข้าคณะในใจได้ไหม?”

“อืม พ่อยอมเราแล้วล่ะ เราลองไปสอบคณะนิเทศแล้ว” เราสองคนยืนคุยกันเรื่องเรียน เสียดายนิดหน่อยที่ระหว่างฉันกับเขาเราไม่ได้สอบมหาลัยเดียวกัน

“ดีใจด้วยนะเหนือ” เผลอตัวจับมือเขาเขย่าอย่างตื่นเต้น โดยไม่ได้สนใจสายตารอบข้าง ทิศเหนืออมยิ้มก่อนจะพยักหน้ารับ

“ขอบใจนะเทล”

“เทล!”

ฉันตกใจสุดขีดเมื่อเสียงเข้มคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง ตามด้วยท่อนแขนหนักๆ ที่วางพาดไหล่ สงครามเผชิญหน้ากับทิศเหนือที่ขมวดคิ้วแต่ก็คงใบหน้าเรียบเฉยไว้

“ปล่อยมือ” สงครามปัดมือฉันออกจากการกุมมือทิศเหนือ “คนนี้ใคร?”

“เราชื่อทิศเหนือ”

“สงคราม...” ทิศเหนือเป็นฝ่ายแนะนำตัวด้วยรอยยิ้ม ตามด้วยสงคราม “เป็นแฟนเทล”

และบอกความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคนให้ทิศเหนือรับรู้ เขาชะงักไปแปบหนึ่งแต่ก็ยิ้มออกมาราวกับยินดี มองสบตากับฉัน

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ” คำพูดของทิศเหนือไม่ได้แสดงออกว่าไม่พอใจ แต่กลับเป็นคำพูดที่ใช้น้ำเสียงยินดี เขาขอตัวไปเรียนโดยที่ฉันเองก็มองตามแผ่นหลังกว้างจนลับสายตาไป

สงครามเอาแขนลงจากคอฉันและเดินล้วงกระเป๋ากางเกงเข้าไปในโรงเรียน ตั้งแต่เหตุการณ์เกิดขึ้น เราสองคนไม่แม้แต่จะคุยกันเลยสักนิด แต่คงจะมีแค่ฉันเท่านั้นล่ะมั้งที่คิดแบบนั้น เพราะสงครามก็คุยกับผู้หญิงที่เข้าไปทักหาไม่เว้นช่วงเวลา ในขณะที่เขาคุยกับคนนู้น คนนี้ คบซ้อนฉันกับคนอื่น ฉันไม่เคยที่จะทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเขาเลย เพราะอะไร เพราะทุกคนรู้ดีไงว่าสงครามคือแฟนของฉัน เขาล่ะ... เคยเห็นฉันเป็นแฟนหรือเปล่า?

บางทีฉันก็อยากจะหยุดความสัมพันธ์บ้าๆ แบบนี้ แต่ฉันก็ทำไม่ได้ ฉันขาดสงครามไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

เพราะคำว่ารัก ตรึงฉันไว้กับเขาแค่คนเดียวเท่านั้น

“คราม” ฉันเดินไปหยุดตรงโต๊ะของเขา แน่นอนว่าผู้หญิงที่เป็นเพื่อนห้องข้างๆ ก็รีบเดินหายไป ตอนนี้เป็นเวลาเย็นมากแล้ว ทุกคนก็คงจะกลับกันหมด คงเหลือแค่ฉันกับเขาแค่สองคน สงครามไม่พูดอะไรเขาลุกขึ้นเดินหนี จนฉันน้ำตาคลอ หากแต่เสียงกดล็อกประตูห้องดังขึ้นทำให้ฉันหันไปมองสบตากับร่างสูง

“มีอะไรเหรอ?”

“ครามโกรธอะไรเราหรือเปล่า” เขาระบายลมออกจากจมูก นิ้วเรียวถูไถจมูกไปมาและใช้สายตาตำหนิมองฉัน

“ยังจะให้พูด”

“เราไม่รู้” ฉันไม่รู้หรอกนะว่าสงครามเป็นอะไร แต่ขออย่างเดียวเขาอย่าทิ้งฉันเลยนะ ฉันยอมให้เขาคบซ้อนก็ได้ ยอมให้เขามีคนอื่น แต่ขออย่างเดียว... ครามอย่าทิ้งฉันไป ฉันขอแค่นั้น

“กับไอ้ทิศเหนือ สนิทกับมันมากเลยเหรอ” เมื่อรับรู้ว่าสิ่งที่สงครามถามคืออะไร ฉันจึงส่ายหน้าพรืด “เราไม่ชอบเลยบอกตรงๆ”

“แต่เราก็ไม่ได้ทำอะไรเสียหายนะ ทิศเหนือก็เหมือนเพื่อน”

“ช่างเหอะ เราไม่อยากจะพูดเรื่องนี้แล้ว พอที” พูดจบก็หยิบกระเป๋ามาสะพายเดินไปเปิดประตู หากแต่ฉันกลับวิ่งไปกอดเอวหนาซบหน้าลงกับแผ่นหลังกว้าง

“คราม อย่าเดินหนีเรา”

“ปล่อย”

“ฮึก ไม่นะคราม อย่าทำแบบนี้” สองมือของสงครามแกะแขนฉันออก และหันมาเผชิญหน้าฉันที่ร้องไห้น้ำตาไหลอาบแก้ม หากแต่เขากลับยักไหล่ราวกับไม่สนใจน้ำตาของฉันอีกแล้ว

เขาเริ่มเปลี่ยนไป

“ห่างกันสักพักนะเทล”

“มะ ไม่นะคราม เราไม่ห่างกับคราม เรารักครามนะ” ตรงเข้าไปสวมกอดเขา ร้องไห้ออกมา มันเจ็บหัวใจเหลือเกิน ตลอดเวลาที่ผ่านมา สงครามไม่เคยแม้แต่จะพูดคำนี้กับฉัน  “เราขาดครามไม่ได้ ฮือ เรายอมทุกอย่างนะคราม ขออย่างเดียว อย่าห่างกันเลยนะ”

ฉันเงยหน้าสบตากับเขา หากแต่สิ่งที่ได้กลับมาคือรอยยิ้มมุมปาก เขาไม่สนใจน้ำตาของฉัน ไม่สนอะไรทั้งนั้นก่อนจะดันร่างฉันออกจากตัว

“เราพูดคำไหนคำนั้น บอกตรงๆ นะ เราเบื่อเทลแล้วอะ”

“คะ คราม”

“ห่างกัน เป็นคำพูดที่ดูดีที่สุดแล้วนะ” เขากอดอกมองฉันอย่างสมเพช ตอนนี้เหมือนกับตัวเองกำลังคุกเข่าอ้อนวอนให้เขาไม่จากไปไหน ฉันยอมทุกอย่างแม้แต่จะทำในสิ่งที่ต้องทำคือการคุกเข่าตรงหน้าเขา

“ขอร้อง อย่าทิ้งเรา”

“ดีนะที่มีเรื่องไอ้ทิศเหนือเข้ามา ไม่งั้นเราก็คงจะหาเรื่องห่างเทลไม่ได้”

“ฮือ ครามอย่าทำแบบนี้ เราจะขาดใจ” สองมือเอื้อมไปจับขาเขาไว้ แม้จะต้องแนบใบหน้าไปกับหน้าขาเพื่อไม่ให้ไป ฉันก็ยอม

“เฮ้อ เทลรู้ใช่ไหมว่าเราเจ้าชู้” พยักหน้ารับตามที่เขาพูด “รู้ใช่ไหมว่าเราคบซ้อนเทลกับผู้หญิงอีกหลายคน เราเอากับผู้หญิงทุกคนที่คบ”

“คะ คราม”

“เราเบื่อเทล รู้ตัวไหมว่าตัวเองทำตัวน่าเบื่อมากแค่ไหน” น้ำตามากมายไหลอาบแก้ม จุกจนพูดไม่ออกเลยเมื่อความจริงที่ฉันเก็บมานานถูกเปิดเผยด้วยริมฝีปากของคนที่ตัวเองรัก เขาไม่ระอายใจบ้างเลยเหรอที่ทำกับฉันแบบนี้

“เบื่อเหรอ?” ถามคำนี้วนซ้ำไปมา

“ใช่ น่าเบื่อมากทั้งเรื่องบนเตียงที่กว่าจะยอมขึ้น ทั้งเรื่องที่งี่เง่าชอบร้องไห้ ทั้งตัวเทลมีแต่เรื่องน่าเบื่อ” เขายิ้มมุมปาก พลางเดินมาหยุดตรงหน้าฉัน “แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่น่าเบื่อ คือเทลซิงเนี่ยล่ะ”

“...” จุกจนพูดไม่ออก

“พอได้ซิงเทลแล้ว ถึงได้รู้ว่าเทลจืดชืดมาก” ได้แต่เงียบและฟังคำพูดเสียดแทงจากปากของคนที่ตัวเองรัก “รับเราได้ก็โอเคนะ แต่เทลจะไม่ได้เป็นแฟนเราแค่คนเดียว เก็ทนะ”

เขาเอียงคอมองฉัน นี่เขากำลังเล่นอะไรอยู่ กำลังเล่นกับความรู้สึกของฉัน เหยียบย่ำหัวใจของฉันโดยไม่สนใจอะไรเลยเหรอ นี่เขาเห็นฉันเป็นอะไรกันแน่

“...”

“เราไปก่อนแล้วกัน ขอบคุณนะเทลที่ผ่านมายอมยกซิงที่เราต้องการให้ลิ้มลอง” พูดเสร็จก็เดินโบกมือให้ฉัน ภาพตรงหน้ามันพร่าเบลอไปหมดเมื่อเห็นร่างสูงเดินจากไป

หัวใจแหลกสลายไม่ชิ้นดี แล้วจากนี้ไปฉันจะอยู่ยังไงถ้าไม่มีสงคราม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป