บทที่ 5 BABY BURN :: CHAPTER 4 [100%]

ครามเหนือเทล #4

:: แตกหัก  ::

“นี่ๆ ตกลงดีเทลกับสงครามเลิกกันแล้วเหรอ?”

“ไม่รู้เหมือนกัน แต่วันก่อนฉันเห็นสงครามควงรุ่นพี่มหาลัย นมนี่แบบโอ้โหบักแตงโมเลยนะ”

“แต่ฉันก็ไม่เห็นสงครามกับดีเทลหวานเหมือนแต่ก่อนเลยอะ เลิกกันแล้วแน่ๆ”

“ไม่ๆ แต่วันก่อนฉันยังเห็นดีเทลกับสงครามจูบกันอยู่เลยนะ... ดีเทลเป็นฝ่ายจูบด้วย”

เสียงซุบซิบดังขึ้นในห้องน้ำ ซึ่งแน่นอนว่าฉันนั่งอยู่บนชักโครกโดยที่ภายนอกประตูกลับมีเสียงนินทาฉันหนักขึ้นนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบสองอาทิตย์ที่ฉันกับสงครามเราห่างกัน ใช่ เขาพยายามห่างฉัน ไม่สนใจและไม่แคร์แม้แต่นิดเดียว โทรไปหาก็ไม่รับ หรือถ้ารับเขาก็กำลังทำรักกับผู้หญิงคนอื่นโดยที่ฉันก็ร้องไห้จนตาบวมทุกวัน

ลลิสรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น และไปจัดการสงครามให้แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือเขาไม่แคร์ฉันแม้แต่นิด แถมยังบอกลลิสกลับมาด้วยว่า ‘ได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว จะทิ้งก็ไม่เสียหาย’ เพราะสงครามพูดแบบนี้ ลลิสเลยมาเค้นความจริงกับฉัน จนได้รู้ว่าฉันให้สงครามล่วงล้ำร่างกายอย่างที่เขาต้องการแล้ว ฉันพยายามขอคืนดีกับสงครามทุกครั้งด้วยการกอดจูบ แน่นอนว่าเขาชอบ แต่ก็ไม่เหมือนเดิมแล้วในตอนนี้

ฉันพยายามง้อขอคืนดีกับเขา ทำทุกอย่างเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะทำเพื่อคนที่ตัวเองรัก ไม่ว่าเขาชอบอะไร เคยอยากได้อะไรฉันก็หามาให้เขาหมดทุกอย่าง หากแต่สิ่งที่ได้รับจากเขาคือการนอกใจไปมีคนอื่น สงครามเจ้าชู้ไปทั่ว หว่านเสน่ห์ใส่ผู้หญิงที่เข้าหา และตอนนี้อย่างที่คนด้านนอกพูด เขากำลังควงอยู่กับรุ่นพี่ที่เรียนอยู่มหาลัย

ตอนนี้ฉันสับสนไปหมดแล้ว เขาขอห่างกับฉันโดยที่ฉันไม่อยากห่างกับเขาแม้แต่นิดเดียวเลย คำว่าห่างของเขามันคือคำบอก ‘เลิก’ ลลิสเป็นคนบอกฉันเอง แต่ฉันไม่เลิก ไม่ห่างและจะไม่ยอมให้เขาทิ้งฉันไปแน่ๆ ดังนั้นเมื่อกลับมาถึงห้อง ตอนนี้เป็นเวลาเลิกเรียนแล้วสงครามกำลังเก็บกระเป๋า เขามองสบตากับฉันพลางยิ้มมุมปาก

“ครามวันนี้ไปกินข้าวกันไหม?” เขาชะงักเท้าที่กำลังจะเดินออกจากประตูห้อง หันมามองฉันพลางส่ายหน้า

“โทษทีนะเทล พอดีเรานัดกินติมกับพี่เบลน่ะ”

“คราม...”

“เราห่างกันแล้วนะ จะต้องให้พูดอีกเหรอว่ามันไม่เหมือนเดิมแล้ว” พอเขาพูดแบบนี้ บ่อน้ำตาของฉันก็แตกขึ้นมาวิ่งตรงไปสวมกอดเขา

“ฮึก ครามอย่าทิ้งเราได้ไหม กลับมาเป็นเหมือนเดิมนะ”

“เฮ้อ เราเบื่อเทลตรงนี้ล่ะ ร้องไห้อยู่ได้น่ารำคาญ” เขาผลักไหล่ฉันออกห่าง สีหน้าดูหงุดหงิดยามมองข้อมือตัวเอง “เราไม่มีเวลาแล้ว ต้องไปรับพี่เบลที่มหาลัย”

“คราม ครามจะทำแบบนี้กับเราไม่ได้นะ!”

“...” ฉันตะคอกเขาจนร่างสูงหยุดชะงัก

“เราให้ครามทุกอย่างแม้แต่หัวใจ ร่างกายและความรัก แต่คราม... ทำไมครามต้องทิ้งเราด้วย เราทำอะไรผิด”

ถามออกไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวด เขาเหยียบย่ำหัวใจของฉันไม่มีชิ้นดี แถมเขายังทำเหมือนไม่แคร์ฉันทั้งที่เราสองคนรักกันมากขนาดนี้ หรือเพราะมีแค่ฉันคนเดียวเท่านั้นที่รู้สึกไปเอง

“หรือตลอดเวลาที่ผ่านมา ครามไม่เคยรักเราเลย” น้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาสั่นระรัวยามมองใบหน้าหล่อเหลา เขานิ่งไปก่อนจะไม่พูดอะไรเลย ทิ้งฉันไว้แค่คนเดียว ทิ้งฉันให้ทรุดเข่าลงกลางห้องร้องไห้โฮออกมา พร้อมกับมือทั้งสองที่กอบกุมหัวใจ

I would’ve gave it all for you, cared for you

ฉันมอบทุกอย่างให้กับคุณ ดูแลคุณ

So tell me where I went wrong

เพราะฉะนั้นบอกมาสิ ว่าฉันทำผิดตรงไหน

Would’ve gave it all for you, cared for you

ฉันมอบทุกอย่างให้กับคุณ ดูแลคุณ

(My lover, my liar)

(ที่รักของฉัน คนหลอกลวง)

Would’ve traded all for you, there for you

ยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่างได้เพื่อคุณ อยู่ตรงนั้นก็เพื่อคุณ

So tell me how to move on

เพราะฉะนั้นบอกมาสิ ว่าฉันควรจะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร

Would’ve traded all for you, cared for you

ยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่างได้เพื่อคุณ อยู่ตรงนั้นก็เพื่อคุณ

(My lover)

(ที่รักของฉัน)

[Eyes Closed – Halsey]

ณ ตอนนี้ฉันนั่งฟังเพลงนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ที่ห้องเรียนจนค่ำมืด เนื้อหาของเพลงไม่คิดเลยว่ามันจะเหมาะกับสถานการณ์ในตอนนี้ สายตามองเหม่อไปยังบนท้องฟ้ามืดมิด น้ำตาไหลอาบแก้มจนไม่เหลือให้ไหลออกมาแล้ว มีสายเรียกเข้ามาหลายสายมีทั้งเบอร์ของแม่ และเบอร์ของลลิส แต่ฉันก็เลือกที่จะไม่รับ เพราะฉันอยากอยู่คนเดียว...

และฉันอยากตายจังเลย

จะอยู่ได้ยังไงถ้าไม่มีสงคราม ฉันยังคิดไม่ออก

ตลอดเวลาสามปีที่คบหากัน สงครามให้ฉันทุกอย่าง เขาดูแล เทกแคร์ฉันดี จนกระทั่งฉันยอมให้เขาได้ในสิ่งที่ต้องการ และหวังว่าตัวของฉันจะเหนี่ยวรั้งเขาไว้ไม่ให้ไปไหน ให้เขาหยุดเจ้าชู้ หยุดคบซ้อนใครต่อใครลับหลังฉัน แต่ตอนนี้มันไม่เลย สงครามไม่คิดจะหยุดแถมยังทอดทิ้งฉันไว้ข้างหลังและตัวเองก็เดินหน้าใช้ชีวิตเสเพลต่อไป

เมื่อนั่งจนพอใจฉันก็หยิบกระเป๋ามาถือไว้ เดินออกจากโรงเรียนในช่วงกลางดึกโดยที่พี่ยามก็ไม่ได้สงสัยอะไร โดยปกติฉันมักจะกลับบ้านในเวลานี้เนื่องจากคอยช่วยเหลืออาจารย์ สองเท้าของฉันเดินไปตามเส้นทางที่มืดมน หัวใจห่อเหี่ยวไม่รู้ว่าตัวเองเดินมาถึงบนสะพานข้ามแม่น้ำตั้งแต่ตอนนี้ รู้แต่เพียงว่าตอนนี้... ในหัวมันว่างเปล่า

ทิ้งกระเป๋านักเรียนลงข้างตัว หยิบมือถือออกมากดโทรหาคนที่อยากบอกลาเป็นครั้งสุดท้าย แม้ว่าจะต่อสายอยู่นานกว่าเขาจะรับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

(“มีอะไรอีกล่ะเทล”)

“เรารักครามนะ ฮึก เรารักคราม” สายตาทอดมองลงไปยังแม่น้ำ ฉันกลัวความสูง แต่ตอนนี้ฉันกลับไม่ได้กลัวมันอย่างที่คิด น้ำเสียงถอนหายใจของสงครามมันเบื่อหน่ายจนฉันสัมผัสได้

(“เมื่อไหร่จะเลิกพร่ำเพ้อสักทีเทล เราห่างกันแล้วนะ”)

“แต่เราไม่ได้อยากห่าง เราไม่ได้อยากเลิกกับคราม!” เถียงเขาออกไป น้ำตาไหลออกมาอีกครั้งพลางยกมือปาดมันซึ่งยังคงไหลไม่หยุด

(“ครามทำอะไรอยู่ รอจนจะหมดอารมณ์แล้วนะ!”)

แต่ทว่าเสียงผู้หญิงที่ดังเล็ดลอดเข้ามา ทำให้ฉันเจ็บปวดมากกว่าเดิมเป็นล้านเท่า สะอึกสะอื้นจนตัวโยน เสียงของสงครามที่ตอบผู้หญิงคนนั้นกลับไปมันช่างเหมือนกับเวลาที่สงครามอ้อนฉันไม่มีผิด

“ครามใจร้ายกับเรามากเลยนะ”

(“แค่นี้นะเทล ไม่ต้องโทรมาอีก พี่เบลโมโหเราแล้ว”)

“ฮึก คราม... เราไปแล้วนะ” บอกลาเขาทั้งน้ำตา

(“ไปไหน”) ฉันเอามือถือออกจากใบหู ก่อนจะกดวางสายลงพลางปิดเครื่องหนีเขา สูดลมหายใจเข้าเมื่อขาทั้งสองข้างมันสั่นระรัว ก็ไม่รู้จะมีชีวิตต่อไปทำไม ในเมื่อต่อจากนี้ชีวิตของฉันจะไม่มีผู้ชายที่ชื่อสงครามอีก

“ลาก่อนนะสงคราม”

หลับตาลงทิ้งตัวหวังให้ร่างกระแทกกับสายน้ำและจมหายไปเลย ให้อยู่ก้นแม่น้ำ ไม่ต้องมีใครหาเจอ ไม่ต้องมีใครพบเจอ ฉันอยาก... จากไปอย่างนี้ จากไปทั้งที่ใจมันเจ็บปวด

หมับ

“ทำบ้าอะไรของธะ... เทล!” ก่อนจะได้ตายสมใจ อ้อมแขนแกร่งก็คว้าหมับเข้าที่เอวของฉันด้วยสองมือ และพอรู้ว่าเป็นใคร น้ำตาของฉันก็ไหลอาบแก้มอีกครั้ง

“ฮึก เหนือ”

หมุนตัวไปสวมกอดเขาอย่างแนบแน่น ทิศเหนือตกใจไม่น้อยราวกับไม่เชื่อว่าฉันจะคิดอะไรแบบนี้ได้ เขาอุ้มฉันจนตัวลอยออกจากขอบเหล็กสะพาน ฉันทรุดตัวนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่นานโดยมีทิศเหนือนั่งอยู่เคียงข้าง

“เราไม่อยากจะเชื่อว่าเทลจะทำแบบนี้”

“ฮือ เรา... ขอโทษ”

“ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วยเทล มีเรื่องอะไรกันแน่” เขาตะคอกฉันด้วยน้ำเสียงโมโห ครั้งแรกเลยด้วยซ้ำที่ได้เห็นทิศเหนือโกรธขนาดนี้ เขายีศีรษะตัวเองเมื่อฟังเรื่องราวที่ฉันเล่าออกไป ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจะต้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง แต่ทว่าสิ่งที่ได้จากทิศเหนือคือฝ่ามืออุ่นร้อนที่วางทาบบนศีรษะ

“เธอไม่ได้ไม่เหลือใคร เธอยังมีพ่อแม่ มีเพื่อน... มีเรา” เงยหน้ามองเขาทั้งน้ำตา รอยยิ้มของทิศเหนือทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเห็นแสงสว่าง “อย่าทำแบบนี้อีกนะเทล ถ้าเราไม่มาเห็น ป่านนี้เทลคงได้ตายสมใจ”

“อืม”

“ชีวิตของเทลยังต้องพบเจออะไรอีกเยอะ การเลิกรากันมันคือเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติของคนสองคน คนหนึ่งรักอีกคนหนึ่งไม่รัก มันก็สวนทางกัน” เขาถอนหายใจชันเข่าขึ้นทั้งสองข้างก่อนจะมองไปยังบนท้องฟ้า โดยที่ฉันก็เกยคางบนเข่ามองรถที่วิ่งผ่านไปมาอย่างแออัด

“เราแค่สงสัยว่าทำไมตัวเองต้องโดนทิ้ง ทั้งที่เราก็ดีกับสงคราม รักสงครามคนเดียวมาตลอดที่คบกันมา”

“บาทีการที่เราทำดีกับใคร อาจไม่ใช่เพื่อให้เขามารัก... แต่เพื่อให้เขาได้รู้ว่าครั้งหนึ่ง เคยมีคนที่รักเขามากขนาดไหน เราอยากให้เทลคิดแบบนี้นะ” เอียงใบหน้าไปมองสบตากับทิศเหนือ คำพูดของเขาทำให้ฉันพยักหน้ารับ ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดนะ แต่ฉันก็แค่สงสัยในสิ่งที่ตัวเองพบเจอต่างหาก

“คิดแบบนี้เหรอ?”

“อืม ความพยายามของเทลน่ะดีนะ แต่ความพยายามที่ทำอยู่ มันอาจจะอยู่ผิดที่ ซึ่งมันก็ไร้ความหมายอยู่ดีถ้า... เขาจะมองไม่เห็น”

“...”

“แล้ววันหนึ่งเทลกับเขา จะเดินสวนกันแบบคนไม่รู้จักกัน ทั้งๆ ที่เคยรู้จักและสนิทสนมกันมาก่อน สักวันเทลจะต้องทำให้ได้แบบนั้นนะ”

ตอบไม่ได้หรอกนะว่าจะทำได้อย่างที่ทิศเหนือพูดหรือเปล่า แต่ฉัน... คิดอะไรได้มากเลยตลอดคืนที่นั่งอยู่กับทิศเหนือ เขาให้ฉันได้ระบายความอึดอัดในใจ แถมยังบอกให้ฉันคิดอีกว่า ชีวิตมันไม่ได้หยุดแค่เพียงตรงที่สงคราม ฉันยังต้องพบเจออะไรอีกมากมาย ดังนั้นเขาถึงได้บอกให้ฉันทำใจ แม้ว่าจะทำใจได้ยาก แต่ฉันควรอดทนและผ่านมันไปให้ได้

“เราจะเข้มแข็งได้ใช่ไหมเหนือ” หันไปมองเขา ซึ่งตัวฉันเองก็ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้ ทิศเหนือเลื่อนมือมาจับมือฉันไปกุมไว้ พลางส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน

“ได้สิ เทลต้องทำได้ เพียงแค่เทลหันมารักตัวเองให้มากๆ ก็ทำได้แล้ว”

ฝ่ามืออุ่นร้อนที่บีบกระชับราวกับให้กำลังใจทำให้ฉันฉีกรอยยิ้มขึ้นมา แม้ว่ามันจะนิดหน่อยแต่ก็ทำให้ฉันยิ้มได้ ตลอดเวลาที่ห่างกับสงคราม ฉันทำตัวเหมือนผู้หญิงไม่มีค่า เที่ยวตามเขา ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนคนบ้า แถมยังคิดฆ่าตัวตายเพียงเพราะวันหนึ่งข้างกายของฉันจะไม่มีผู้ชายที่ชื่อสงครามยืนอยู่เคียงข้าง

“เหนือคิดว่าเราทำได้ใช่ไหม?”

“อืม เรามั่นใจ เพราะเทลน่ะเก่งอยู่แล้ว”

ฉันพยักหน้ารับก่อนจะลุกขึ้นยืนโดยที่มือก็กอบกุมมือเขา เราสองคนพากันเดินลงไปด้านล่างซึ่งแน่นอนว่าทิศเหนือพาฉันไปนั่งกินไอศกรีมเพื่อให้ตัวเองสงบจิตใจที่ฟุ้งซ่านไป และสุดท้ายเลยคือเขาพาฉันมานั่งตรงริมน้ำ

ตลกตัวเองเหมือนกันที่จะตายเพราะใครบางคนที่รักจนหมดหัวใจ จนหลงลืมที่จะรักตัวเอง ใส่ใจความรู้สึกคนรอบข้าง จากนี้ไปฉันจะ... ปล่อยทุกอย่างให้ผ่านพ้นไป อะไรที่เสียไปก็ให้มันแล้วกันไป ฉันคิดตามทิศเหนือ

บางความสัมพันธ์ก็ควรจะปล่อยไป ถึงแม้ว่าเราอยากจะกอดมันเอาไว้มากแค่ไหนก็ตาม คิดได้ดังนั้นฉันจึงเงยหน้ามองท้องฟ้าและหันไปมองใบหน้าหล่อด้านข้างซึ่งกำลังผสานมือตัวเองยามทอดสายตาออกไป

“เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เรื่องที่หนักใจน่ะ” จู่ๆ ทิศเหนือก็พูดขึ้นมา ฉันก็ต้องสะดุ้งเมื่อเขาหันมามองสบตากับฉันที่นั่งมองเขาอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว “เดี๋ยวมันก็จะกลายเป็นอดีตไปเอง เชื่อเราสิ”

เป็นอีกครั้งที่ฝ่ามืออุ่นร้อนของทิศเหนือกอบกุมมือของฉันไว้ หากแต่ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับเขา มันกลับไม่ใช่ความรักในเชิงชู้สาวอย่างที่ควรเป็น ทำไมฉันถึงไม่ได้รู้สึกรักเขา เหมือนที่รักสงครามนะ

แต่จะรู้ไหม... ว่าบางอย่างในหัวใจ บางทีมันก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาโดยที่ตัวฉันเองก็ไม่อาจรู้ตัวได้เลย

“อืม เราเชื่อเหนือ”

“แล้วก็สัญญากับเรานะเทล ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอจะท้อแท้อะไรก็ตามในชีวิต ห้ามคิดสั้นแบบวันนี้เด็ดขาด”

“...” ฉันทำได้เพียงพยักหน้ารับ ไม่ตอบตกลงเป็นคำพูดให้เขา แต่คิดแล้วล่ะว่าจะไม่มีวันทำแบบนั้นอีก

“ถ้าเราไม่ผ่านไป เทลจะเป็นยังไง อย่าให้ความรักที่มีค่าต้องทำให้ตัวเองดูไร้ค่านะเทล”

ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาบรรยาย เขาคนนี้สำหรับฉันแล้วคือผู้ชายที่ดีที่สุดเท่าที่เคยพบเจอมา แม้ว่าตอนแรกสงครามจะเป็นหนึ่งในนั้นแต่ตอนนี้ในใจของฉันมีแค่ทิศเหนือเท่านั้น แค่คนเดียวเท่านั้น

“เธอมีค่ามากที่สุด สักวันต้องมีผู้ชายที่รักเธอ จริงใจกับเธอเข้ามาในชีวิต”

“...” แม้ว่าทิศเหนือจะพูดแบบนั้น แต่สำหรับฉันแล้วไม่เลยสักนิด

“เพราะฉะนั้นมีชีวิตอยู่ต่อไปนะเทล เป็นผู้หญิงแสนดีแบบนี้ตลอดไปนะ” รอยยิ้มของทิศเหนือที่ส่งมามันเหมือนเพิ่มพลังให้กับฉันอย่างมาก จากที่เขากอบกุมมือฉัน กลับกลายเป็นว่าฉันบีบมือเขาไว้แน่นพยักหน้ารับพร้อมน้ำตา

“อืม ขอบคุณนะเหนือ เราจะทำให้ได้”

“ดีแล้ว” นิ้วมือเรียวยกขึ้นปาดน้ำตาของฉันออกจากแก้ม ไม่คิดเลยนะผู้ชายที่รู้จักกันมาเดือนกว่ากลับดีอย่างคาดไม่ถึง กับอีกคนที่รู้จักมาสามปีกลับเลวอย่างคาดไม่ถึงเช่นกัน

ทิศเหนือเดินมาส่งฉันถึงหน้าบ้านทั้งที่ฉันไม่อยากแม้แต่จะให้เขามาด้วยซ้ำ เพราะเกรงใจเขาเหลือเกิน และพอได้รู้ว่าที่เขาไปแถวสะพานก็เพราะว่าเขาไปนั่งฟังเพลงอยู่ ไม่อยากจะบอกว่าทิศเหนือทำไมชอบอยู่ที่สูงๆ นะ ทั้งที่ฉันน่ะหวาดกลัวความสูง แต่สำหรับเขาความสูงคือสิ่งที่ชื่นชอบ

“โอเคนะ เข้าบ้านซะ ป่านนี้ที่บ้านเป็นห่วงแย่แล้ว”

“แต่เหนือล่ะ ดึกมากแล้วให้เราบอกคนขับรถไปส่งที่บ้านนะ” หมุนตัวเตรียมจะเรียกลุงคนขับรถของบ้านไปส่งทิศเหนือ แต่เขาก็คว้าต้นแขนฉันไว้พลางส่ายหน้าไปมา

“ไม่ต้องห่วงเราหรอก เทลเข้าบ้านเถอะ”

“ก็ได้” ทำหน้าบูดก่อนที่เขาจะวางมือลงบนศีรษะของฉัน

“พรุ่งนี้พร้อมที่จะเผชิญทุกอย่างยัง” ถึงแม้ในใจจะบอกว่าไม่พร้อม หากแต่วันนี้คำพูดและคำเตือนสติของทิศเหนือทำให้ฉันมั่นใจมากขึ้น และไม่รู้ว่าถ้าเกิดต้องไปเรียนพรุ่งนี้ จะเจออะไร ฉันคงทำได้เพียงนิ่งสงบ เข้มแข็งให้มากที่สุด

“ไม่รู้สิ มันทำใจได้ยากนะ แต่เราจะทำให้ได้”

บอกออกไปด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นทิศเหนือยิ้มและเดินจากไป ฉันก้าวเท้าเข้ามาในบ้านก็ต้องตกใจเมื่อเห็นลลิสนั่งอยู่พร้อมกับพ่อแม่ที่กำลังทำหน้าเคร่งเครียด แต่พอเห็นฉันก็รีบเข้ามากอดฉันอย่างแนบแน่น ร้องไห้ออกมาเพราะกลัวว่าฉันจะเป็นอะไรไป

นี่สินะสิ่งที่ทิศเหนือพูดถึง ชีวิตของฉันไม่ได้มีแค่สงคราม

แต่ยังมีพ่อ แม่และลลิส คนที่อยู่เคียงข้างฉัน และรวมเขาด้วย

ฉันจำต้องโกหกพ่อกับแม่ไปว่าอยู่ทำงานที่ห้องสมุดจนดึกบวกกับช่วยอาจารย์ด้วย มือถือแบตหมดก็เลยไม่ได้โทรหา แต่ลลิสกลับไม่คิดแบบนั้น เธอเข้ามาในห้องนอนกับฉัน ซึ่งฉันไม่ปิดบังเรื่องนี้โดยเล่าเรื่องทุกอย่างให้เพื่อนฟัง แม้แต่เรื่องของทิศเหนือที่ไปช่วยฉันได้ทันท่วงที

“อยากขอบคุณหมอนั่นจังที่ช่วยเธอไว้ได้”

“เราขอบคุณเขาไปแล้วล่ะ ตอนนี้... เรารู้แล้วว่าอะไรสำคัญมากที่สุดในชีวิตของเรา” ลลิสถอนหายใจก่อนจะดึงฉันไปกอด ทำเอาบ่อน้ำตาของฉันพุ่งออกมาอีก มันเสียใจ มันเจ็บปวดมากเลยนะ

“เธอต้องเข้มแข็งนะเทล เปลี่ยนตัวเองได้แล้ว”

“เอ๋?”

“อีกไม่กี่วันก็จะสอบเสร็จ เธอก็ต้องเข้ามหาลัย ไม่ได้เจอกับมันอีก” ฉันมึนงงไม่น้อยกับคำพูดของลลิส เธอดึงยางมัดผมที่ฉันรวบไว้อย่างเรียบร้อยออก พร้อมกับรอยยิ้มที่มันช่างเจ้าเล่ห์และมีแผนการ

“เรารู้ แล้วให้เราเปลี่ยนตัวเองยังไง”

“เปลี่ยนดีเทลผู้หญิงที่แสนดี เป็นผู้หญิงคนใหม่ สวยให้โลกลืม เริ่ดให้ทุกคนมอง และควงผู้ชายไม่ซ้ำหน้า”

“!”

“เก็บคำพูดฉันไปคิดนะเทล สิ่งที่เธอได้รับจากผู้ชายสันดานหมาอย่างสงครามมันเป็นยังไง เพราะเธออ่อนแอเกินไป คนที่อ่อนแอน่ะก็ต้องแพ้แบบนี้ไง”

ลลิสชี้นิ้วมาที่ตัวของฉัน และมันก็ถูกอย่างที่เธอว่า ฉันมันอ่อนแอเกินไป อ่อนแอจนคิดอะไรไม่ออก เกือบจะหาทางออกด้วยการจบชีวิตตัวเองลง หันไปมองตัวเองในกระจกที่ติดตรงตู้เสื้อผ้า ทุกคนบอกว่าฉันน่ะสวยหวาน แต่มีไม่กี่คนที่บอกว่าภายใต้ใบหน้าสวยหวาน มีความร้อนแรงซ่อนอยู่ ตอนนั้นฉันไม่รู้จนมาถึงตอนนี้ที่ลลิสบอก ฉันเริ่มจะเข้าใจแล้วล่ะ ว่าตัวเองคงจะเหมือนกับที่พวกเขาพูดกัน

“ไม่ใช่เปลี่ยนตัวเองเพื่อประชดรักเฮงซวย”

“อืม” พยักหน้าให้เพื่อน

“ใครถามก็บอกเลย เปลี่ยนตัวเองเตรียมหาผัวใหม่” ฉันถึงกับผุดขำออกมา แน่นอนว่าลลิสยักไหล่เบ้ปาก กอดอกลุกขึ้นเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าของฉันและถอนหายใจที่เห็นชุดเชยๆ

“รู้ไหมเทล เปลี่ยนตัวเองไม่ใช่ประชดรักเก่า”

“...”

“แล้วทุกอย่าง ทุกเหตุการณ์ในชีวิต มันจะสอนเธอเอง ฉันให้เธอได้เท่านี้... จะรอดูวันที่เธอเข้มแข็ง”

ลลิสเดินมากอดฉัน มันก็คงจะไม่เสียหายสินะถ้าหากฉันจะทำอย่างที่ลลิสแนะนำ นี่คือตัวของฉัน ร่างกายคือของฉัน ทั้งที่แต่ก่อนมันเป็นของเขา แต่ตอนนี้ฉันต้องหันกลับมารักตัวเองอย่างที่ทิศเหนือและลลิสบอก อีกไม่กี่วันเราก็จะเรียนจบและแยกย้ายกันไป ฉันควรใส่ใจอนาคตของตัวเองและการเปลี่ยนแปลงหลังจากนี้ดีที่สุด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป