บทที่ 3 BAD BABY (SEAN) 02 : เจ็บตัว
“ฌอน...!”
ใบหน้าที่หล่อเหล่าคมคายแบบหนุ่มลูกครึ่ง คิ้วที่ตะหวัดเฉียงดูคมดุรับกับดวงตาเรียวคมกริบ จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากบางหยักลึกสีแดงระเรื่อ ผมที่ดูยุ่งๆ นั่นถูกเสยขึ้นลวกๆ และไม่ได้ทำให้เขาดูดีน้อยลงเลย
“ถอย!!” ฌอนเดินมาหยุดตรงหน้าฉัน พร้อมกับใช้สายตาคมดุจ้องมาอย่างหงุดหงิด
ฉันไม่รอช้าให้เขาสั่งอีกครั้งรีบลนลานหลบเข้าข้างทางทันที คงเพราะความกลัวมันมีมากเกินไปมั้งเลยไม่ได้มองรอบๆ ว่าเป็นยังไง ฉันเลยลื่นไถลล้มคว่ำเข่าทั้งสองข้างกระแทกพื้นเต็มแรง ก่อนที่ขาข้างหนึ่งจะหล่นลงไปแช่ในบ่อบัวเล็กๆ
“โอ๊ย~” มันเจ็บจนขยับตัวไม่ได้เลย
“รัก!” อลิซถลาเข้ามาช่วยฉันด้วยอาการตกใจ
แต่เพราะมันเจ็บมากจริงๆ พอฉันจะขยับตัวมันก็เจ็บร้าวไปทั้งขา ขาข้างที่ตกลงไปในบ่อบัวนั่นมันเหมือนกำลังติดอะไรสักอย่างจนดึงไม่ขึ้น
“เจ็บมากไหม” ยังคงเป็นอลิซที่พยายามจะพยุงฉันให้ลุกขึ้น ส่วนผู้ชายสองคนเอาแต่ยืนกอดอกมองมาด้วยสายตาเวทนา
ถ้าเป็นไปได้ฉันก็ไม่ได้อยากมาเจ็บตัวแบบนี้ ไม่ต้องมามองฉันด้วยสายตาสมเพชแบบนั้นเลยนะ!!
“เลิฟ อลิซเป็นอะไรน่ะ?!” และเหมือนเสียงสวรรค์มาโปรด เมื่อกายเดือนคณะที่เรียนนิเทศฯห้องเดียวกันกำลังเดินมาทางนี้พอดี
“คือเราลื่นน่ะ และดูเหมือนขามันติดอะไรสักอย่าง ดึงไม่ขึ้นเลย” ฉันพูดและพยายามตะเกียกตะกายให้ขึ้นมาจากบ่อบัว แต่ก็ไม่เป็นผลเลย
“มาเดี๋ยวเราช่วย” กายรีบวางกระเป๋าเป้ลงหลังจากที่ฉันพูดจบ
คงเพราะดินตรงนี้มันค่อนข้างลื่นทำให้กายค่อยๆ กระเถิบเข้ามาช้าๆ อย่างระมัดระวัง แต่อยู่ๆ กายก็ชะงักไปเมื่อถูกคนที่ยืนกอดอกอยู่ด้านหลังผ่ากลางวงเข้ามาคว้าคอเสื้อฉันและกระชากอย่างแรง โดยที่ไม่บอกไม่กล่าวสักคำ
“อ่ะ! อ๋ายไอไอ่ออก” ฌอนเล่นดึงฉันแบบนี้ คอเสื้อมันก็เลยรั้งคอแน่นจนหายใจไม่ออก ร้องบอกเขาหน้าดำหน้าแดงไม่เป็นภาษา
แต่มีหรือที่คนอย่างฌอนจะเห็นใจ! เขายังคงออกแรงดึงไม่ได้สนใจสีหน้าของฉันเลยว่ากำลังทรมานกับการช่วยเหลือของเขาขนาดไหน
“อื้อๆ!!”
“หยุดดิ้นสิวะ!” ฌอนตะคอกเสียงดัง ส่วนมือข้างที่ว่างก็เอื้อมมาล็อกคอฉันและออกแรงดึงอีกครั้ง
“ฮือๆ” ฉันน้ำตาไหลเพราะเข่าที่เจ็บอยู่แล้วมันกำลังขูดกับก้อนหินก้อนกรวดตรงนั้นจนทนเจ็บไม่ไหว
“จะร้องทำไมวะ...เงียบ!”
“เจ็บ...” ฉันร้องบอกออกไป อยากให้เขาหยุดช่วยฉันด้วยวิธีนี้ เพราะมันทำให้ฉันเจ็บมากขึ้นกว่าเดิมไปอีก
“เออ! ทนหน่อย” น้ำเสียงที่เคยหงุดหงิดของฌอนอ่อนลงกว่าเดิม เขาอาจจะเห็นสภาพของฉันที่มันดูไม่จืดเลยเกิดเห็นใจขึ้นมาสินะ
แต่มันเปล่าเลย! ฌอนเปลี่ยนจากล็อกคอมารัดเอวของฉันแทน และกระชากดึงฉันอีกครั้ง จนเราสองคนล้มกลิ้งไปด้วยกัน ส่วนขาของฉันที่เคยติดก็หลุดออกมาพร้อมกับขี้ดินรากบัวรากไม้พันเต็มข้อเท้าไปหมด
“โอ๊ย!”
“รักเป็นไงบ้าง!” อลิซหน้าซีดรีบเข้ามาประคองฉัน บอกตามตรงตอนนี้มันทั้งเจ็บทั้งแสบขาไปหมด แต่ดูเหมือนว่าส่วนที่เจ็บที่สุดน่าจะเป็นที่ข้อเท้ามากกว่า
“เจ็บอ่ะ” ฉันร้องบอกไปโดยที่ตัวเองยังคงนั่งพับเพียบอยู่ที่พื้น ส่วนคนที่ช่วยฉันลุกขึ้นยืนอย่างหัวเสีย มือก็ปัดเศษดินเศษหินอย่างฉุนเฉียว
ฉันรู้ว่าตอนนี้ฌอนกำลังเดือดแบบสุดๆ ยิ่งเห็นแววตาวาวโรจน์ที่กำลังจ้องมองมา ฉันก็รู้สึกอยากตายตอนนี้เลย เพราะถ้าไม่ตายตอนนี้ ฉันก็ต้องถูกฌอนฆ่าตายอยู่ดี คุณพระคุณเจ้าช่วยลูกด้วย!!
“ลุกไหวไหม” กายที่ยังคงไม่ได้ไปไหนก็เข้ามาช่วยประคองฉันอีกข้างนึง
“พอไหวอยู่” ฉันตอบกายด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตา ค่อยๆ ยันตัวเองให้ลุกจากพื้นอยากยากลำบากแม้จะมีทั้งอลิซและกายคอยช่วยอยู่ก็ตาม
“...มะ ไม่ไหวเจ็บข้อเท้า” สุดท้ายฉันก็พยุงตัวไม่ขึ้น เพราะความเจ็บจากข้อเท้ามันแล่นเข้ามาจนต้องยอมแพ้
“รักข้อเท้าบวมมากเลย” อลิซอุทานเสียงสั่นทำอะไรไม่ถูก แล้วก็ร้องไห้ออกมา
“เราไม่เป็นไร อย่าร้องไห้สิ” กลายเป็นฉันที่ต้องมานั่งปลอบเพื่อนรักที่กำลังร้องไห้อย่างขวัญเสีย ราวกับว่าตัวเองเป็นคนเจ็บเสียเอง
“แต่มันบวมและเขียวมากเลยนะ รักต้องเจ็บมากแน่ๆ” อลิซสะอื้นเป็นเด็กๆ จนตอนนี้คนเริ่มเข้ามามุงดูพวกเรากันมากขึ้นแล้ว
“เลิฟ...กายว่าข้อเท้าน่าจะพลิกนะ ไปหาหมอกันก่อนเถอะ” กายพูดด้วยสีหน้าเป็นห่วง ฉันก็ไม่คิดปฏิเสธพยักหน้ารับทันที เพราะข้อเท้ามันเริ่มตึงๆ และปวดมากขึ้นแล้ว
“งั้นเดี๋ยวกายอุ้มไปดีกว่า รถจอดอยู่ไม่ไกลนี่เอง” กายพูดจบก็ช้อนร่างฉันขึ้นจากพื้น กลายเป็นว่าตอนนี้กายอุ้มฉันในท่าอุ้มเจ้าหญิง
ฉันเองก็ตกใจเหมือนกัน แม้จะรู้ดีว่าสิ่งที่กายทำมันก็แค่ช่วยเพื่อนร่วมคณะที่กำลังเจ็บเท่านั้น แต่มันก็อดใจเต้นแรงไม่ได้ เพราะไม่เคยต้องใกล้ชิดกับเพศตรงข้ามมากขนาดนี้มาก่อน ถึงฉันจะมีพี่ชายที่หล่อมากก็เถอะ แต่มันก็เป็นความรู้สึกที่แตกต่างกัน แล้วก็ต้องรู้สึกอายมากกว่าเดิม เมื่อเห็นว่าคนที่กำลังมุงดูอยู่ เอาแต่กดโทรศัพท์เพื่อถ่ายภาพกันจนเสียงชัตเตอร์ดังรัวๆ ไม่หยุด
“เอ่อ...กายเราว่า...”
เพราะฉันไม่อยากให้กายต้องรู้สึกอึดอัดเลยตั้งใจจะขอเดินเอง แต่ก็ยังไม่ทันได้พูดจบประโยค เสียงเย็นชาของฌอนก็ขัดขึ้นมาซะก่อน
“เดี๋ยวฉันพายัยนี่ไปเอง!” ฌอนช้อนร่างของฉันออกจากอ้อมแขนของกายอย่างรวดเร็ว
“ฌอน...คือ” ฉันกำลังจะแย้งแต่ก็ถูกเขาตะคอกกลับมาเสียงดัง
“เงียบ!”
ฉันหุบปากตัวเองในทันที ก็สีหน้าของฌอนตอนนี้เหมือนอยากฆ่าคนไม่มีผิด แล้วคนๆ นั้นก็ไม่ใช่ใครก็ยัยเลิฟคนนี้ยังไงล่ะ
“ฉะ...ฉันขอโทษ ปะ...ปล่อยฉันเถอะนะ” แต่ไม่วายฉันก็ต้องอ้อนวอนเขาเสียงสั่น เพราะไม่อยากอยู่ใกล้เขาจริงๆ
เรื่องที่ฉันลื่นตกลงไปในบ่อบัวมันก็ไม่ได้เป็นความผิดของเขาเลย มันเกิดจากความซุ่มซ่ามของฉันเองทั้งนั้นที่เดินไม่ดูทางเอง และฉันก็ไม่ต้องการให้เขามารับผิดชอบอะไรด้วย
“ร็อค! เดี๋ยวค่อยไปเจอกันที่ร้าน” ฌอนไม่ได้สนใจหรือฟังในสิ่งที่ฉันร้องขอออกไป เขาหันไปบอกกับเพื่อนและอุ้มฉันเดินออกมาจากตรงนั้นทันที
“รัก! เดี๋ยวก่อน ไม่นะ…” เสียงอลิซดังมาทางด้านหลัง ทำให้ฉันหันไปมองและก็ต้องเบ้หน้าร้องไห้ เมื่อเห็นว่าอลิซถูกร็อคลากแขนไปอีกทางหนึ่งแล้ว
เราสองคนได้ตายคามือพวกเขาแน่คราวนี้ ภาพสุดท้ายก่อนที่อลิซจะลับสายตาไปฉันเห็นว่าเพื่อนก็กำลังร้องไห้อยู่เหมือนกัน โดยที่มีร็อคตะคอกใส่หน้าของเธอไม่หยุด ทำไมพวกเขาต้องรุนแรงโหดร้ายขนาดนั้นด้วย พวกเราก็อยู่เงียบๆในที่ของเราแล้วแท้ๆ
“ฌอน...ปล่อยเถอะนะ ฉันไปหาหมอเองได้ นายไม่ต้อง...”
“อยากให้ฉันเดือดจริงๆ ใช่ไหม” ฌอนกระซิบถาม ใบหน้าบึ้งตึงจนน่ากลัว
เห็นแบบนั้นฉันก็เม้มปากแน่นไม่กล้าที่จะส่งเสียงอะไรอีกเลย ตัวเกร็งแข็งทื่ออยู่ในอ้อมแขนของเขา จนกระทั่งมาถึงรถสปอร์ตสุดหรูสีดำมันปลาบ ฌอนก็ยังเป็นฌอนเขาโยนฉันลงไปนั่งที่เบาะข้างคนขับ ก่อนจะปิดประตูเสียงดังลั่น เล่นเอาหูฉันวิ้งอื้อไม่ได้ยินอะไรไปชั่วขณะหนึ่งเลยทีเดียว และฌอนก็เข้ามานั่งประจำที่นั่งคนขับ เมื่อเห็นแบบนั้นฉันก็พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดเพราะยังไม่อยากถูกเขาฆ่าตอนนี้
“คาดเบลท์ซะ”
สิ้นคำสั่งของฌอนรถหรูก็พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจนฉันหงายหลัง แม้ว่าจะมีเบาะหนังรองศีรษะเอาไว้ แต่มันก็ทำให้ฉันรู้สึกมึนได้เหมือนกัน ในตอนที่ยังคงมึนงงอยู่นั้นเองฌอนก็เหยียบเบรกกะทันหัน จนหน้าผากของฉันกระแทกเข้ากับคอนโซลหน้าอย่างแรง คราวนี้มันไม่ใช่แค่มึนแต่มันเจ็บไปทั้งหน้า มือที่สั่นเทาของตัวเองทำได้แค่กุมหน้าเอาไว้ไม่สามารถเงยหน้าหรือขยับตัวได้เลย
“สมน้ำหน้า!” น้ำเสียงเย้ยหยันนั่นมันทำให้ฉันรู้สึกเจ็บร้าวอีกเป็นเท่าตัว
ไม่รู้จริงๆ ว่าวันนี้เป็นวันซวยอะไรของฉันที่ต้องมาผจญกับคนใจร้ายทั้งเช้า บ่าย เย็น แบบนี้ แถมยังเจ็บและมีแผลทั้งตัว สภาพตอนนี้ก็คงทุเรศทุรังน่าสมเพชในสายตาของฌอนมากพอดู เขาถึงได้หัวเราะเยาะเย้ยออกมาแบบนั้น แต่มันก็ไม่แปลกหรอก เพราะตลอดช่วงที่เรียนม.ปลายที่เดียวกับเขา ฉันโดนแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ต่อให้เจ็บปวดและเจ็บใจมากแค่ไหน สิ่งที่ฉันทำได้ก็แค่ก้มหน้าและเงียบเพียงแค่นั้น อย่างเช่นที่เป็นอยู่ตอนนี้…
“ก็บอกแล้วว่าให้คาดเบลท์ มั่วแต่นั่งเอ๋ออยู่ได้” คำต่อว่าพร้อมเสียงหัวเราะที่น่าชิงชังของฌอน ทำให้ฉันสมเพชตัวเองมากขึ้นที่ต้องมาเป็นตัวตลกให้เขากลั่นแกล้งจนได้รับบาดเจ็บแบบนี้ ส่วนเขาก็นั่งหัวเราะชอบใจอย่างมีความสุขสำราญใจ
“นี่! เงยหน้าขึ้นมาได้แล้ว...บอกให้เงยหน้าไง!!”
เสียงเข้มที่ฉันแสนเกลียดยังคงออกคำสั่งเหมือนเช่นเคย แต่คราวนี้ฉันเจ็บมากจริงๆ เจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งใจที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และมันคงจะเจ็บจริงๆ น้ำตาของฉันมันถึงได้ไหลออกมา หยดลงที่ตักของตัวเองหยดแล้วหยดเล่า
“พูดไม่รู้เรื่องรึไง! บอกให้เงย...”
ฉันที่กำลังก้มหน้ามองน้ำตาตัวเองก็ถูกกระชากแขนให้หันไปตามคำสั่ง สภาพฉันมันคงไม่น่าดูจริงๆ ฌอนถึงได้ชะงักไป
“เธอ...”
“ฉะ...ฉันขอโทษ อย่าแกล้งฉันอีกเลยนะ ฮึก! ฉันเจ็บ ฉะ...ฉันเจ็บจริงๆ” ฉันยกมือขึ้นไหว้ฌอนและหลุดเสียงสะอื้นออกมาอย่างไม่อาย
ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าระหว่างเจ็บที่ตัวกับเจ็บที่ใจอันไหนมันเจ็บมากกว่ากัน...
เจ็บแบบไหนที่ทำให้ฉันร้องไห้อ้อนวอนเขาอย่างน่าสมเพชอย่างตอนนี้...เจ็บแบบไหนกันนะ…
“ฉันขอโทษที่ทำให้นายโกรธ แต่อย่าทำอะไรฉันอีกเลยนะ ฉันกลัวแล้ว...”
หลังจากที่ฉันร้องไห้อ้อนวอนเขา ฌอนก็นิ่งเงียบและยังไม่ขยับไปไหน เมื่อเป็นแบบนั้นฉันก็รีบลงจากรถไปโบกแท๊กซี่เพื่อไปโรงพยาบาล จนตอนนี้ฉันก็ให้หมอตรวจดูอาการที่ข้อเท้า คุณหมอสรุปว่าข้อเท้าของฉันพลิกมันบวมและช้ำมาก คุณหมอเลยทำการประคบเย็นและพันผ้ายืดให้ ส่วนขาที่ถลอกปอกเปิกก็มีเยอะอยู่เหมือนกัน แต่จะมีแค่บางที่ที่ต้องดึงหินเม็ดเล็กที่มันฝังอยู่ข้างในออก ทั้งเจ็บทั้งแสบจนฉันน้ำตาไหลพรากเลยล่ะ
“อีกหนึ่งอาทิตย์กลับมาให้หมอเช็คที่ข้อเท้าอีกครั้งนะครับ ส่วนแผลถลอกควรล้างแผลให้สะอาดทุกวันนะครับ”
“ค่ะ...ขอบคุณค่ะคุณหมอ” ฉันยกมือไหว้คุณหมอและเดินออกมาเพื่อรอรับยา
หลังจากที่ทำการรักษาเสร็จ รู้สึกได้เลยว่าอาการดีขึ้นจนสามารถทรงตัวได้ดีขึ้น เพราะตอนที่มาถึงโรงพยาบาลฉันไม่สามารถยืนทรงตัวได้เลย เพียงแค่กระเทือนเล็กน้อยมันก็ทำให้ฉันเจ็บจนเดินไม่ไหว ยังดีที่พี่บุรุษพยาบาลรีบเอารถเข็นเข้ามารับไม่อย่างนั้น ฉันอาจจะล้มกลิ้งไปกองกับพื้นอีกรอบก็ได้
ตอนนี้ฉันก็ยังแปลกใจตัวเองเหมือนกันว่าออกมาจากรถของฌอนได้ยังไง ทั้งๆ ที่เจ็บจนยืนแทบไม่ไหวแบบนั้น แต่กลับเดินออกมารอเรียกแท๊กซี่ได้อยู่ตั้งนานสองนาน มันอาจจะเป็นเพราะความกลัวของตัวเองที่มันมีมากและอยากจะหนีให้พ้นจากคนใจร้าย ทำให้มาถึงโรงพยาบาลได้อย่างปลอดภัย ฉันคงต้องขอบคุณความกลัวตายของตัวเองจริงๆ ที่ทำให้ยังมีชีวิตมีลมหายใจอยู่ในตอนนี้
“คุณลักษณ์นารา เชิญรับยาค่ะ”
หลังจากที่รับยาเสร็จฉันก็ถูกเข็นออกมารอแท็กซี่ที่หน้าโรงพยาบาล ตอนนี้ก็เย็นมากแล้วรถก็เริ่มจอแจเพราะเป็นช่วงเลิกงาน คงต้องรออีกพักใหญ่กว่าที่จะมีแท็กซี่เข้ามา
“เฮ้อ...”
ฉันนั่งถอนหายใจอย่างหมดแรงรู้สึกเหนื่อยมากจริงๆ อยากจะอาบน้ำกระโดดขึ้นเตียงนอนใจจะขาดแล้ว ท้องเจ้ากรรมก็ดันมาร้องโครกครากอีก วันนี้มันวันซวยจริงๆ เลย
“อย่าเพิ่งหิวตอนนี้สิ รอให้ถึงห้องก่อนไม่ได้เหรอ...” ฉันยกมือลูบท้องปอยๆ และพึมพำอยู่คนเดียว สายตาก็คอยสอดส่องมองหาแท๊กซี่ไปด้วย
“เอ๊ะ!” ระหว่างนั้นสายตาของฉันก็ไปสะดุดเข้ากับร่างๆ หนึ่งที่กำลังก้าวเท้าตรงมาทางฉัน
ยิ่งร่างนั้นเข้ามาใกล้มากขึ้นเท่าไหร่ ดวงตาของฉันก็ยิ่งเบิกกว้างขึ้นเท่านั้น ก่อนจะสั่นไปทั้งตัว เมื่อเห็นสีหน้าถมึงทึงของคนที่เดินเข้ามา เห็นแบบนั้นฉันก็ไม่รอช้ารีบลุกขึ้นยืน ลนลานถอยหลังหนีด้วยใจที่เต้นรัว แต่ก็ลืมไปว่าตัวเองขาเจ็บ จะเดินจะเหินก็ไม่ได้คล่องเหมือนเดิม พอถอยออกมาได้เพียงก้าวเดียวก็ต้องหงายหลังล้มตึงก้นกระแทกพื้น
“โอ๊ย...” เจ็บตัวตามเคยยัยเลิฟ ฉันยกมือลูบสะโพกตัวเองเพราะเจ็บเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน
“ทำบ้าอะไรของเธอ!”
