บทที่ 4 BAD BABY (SEAN) 03 : เลิฟ
(Sean’s Talk)
“ทำบ้าอะไรของเธอ!” ทำไมยัยนี่ถึงชอบทำให้ผมโมโหอยู่เรื่อยเลย รู้ว่าตัวเองเจ็บก็ยังจะเดินแล้วเป็นไงล้มไปกองที่พื้นเจ็บตัวเข้าไปอีก
“ฌอน...”
ก็ยังดีที่ปากไม่ได้เจ็บถึงได้เรียกชื่อของผมออกมาได้
“อวดดีแล้วเป็นไง สภาพดูไม่ได้!” เห็นแล้วมันหงุดหงิดจริงๆ สภาพตัวเองอย่างกับมัมมี่ผีดิบขนาดนี้ ยังจะโง่เดินหนี
ถ้าให้ผมมาส่งที่โรงพยาบาลตั้งแต่แรกก็ไม่น่าเวทนาอย่างนี้หรอก ทำเป็นอวดเก่งสุดท้ายก็ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ล้มกลิ้งอยู่ที่พื้นอยู่ดี
“...”
“มองหน้าทำไม” ผมยืนกอดอกคร่อมร่างของยัยมัมมี่อย่างเอาเรื่อง
เพราะยังหงุดหงิดที่เธอเดินลงจากรถโดยที่ผมยังไม่อนุญาต เเม้ว่าตอนนั้นผมเองที่มัวเเต่อึ้งเเละทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นว่าเธอร้องไห้ให้เห็น จะร้องห้ามไว้ตอนที่เธอเดินลงจากรถ เเต่ปากของผมมันกลับไม่ขยับเเละไม่สามารถส่งเสียงออกไปได้เลย
ส่วนตอนนี้เพราะยังหงุดหงิดผมเลยยังไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเธอ ทำได้แค่กัดฟันข่มอารมณ์ไว้เพราะภาพที่เธอร้องไห้อ้อนวอนผมอย่างหวาดกลัวมันยังคงกวนใจผมอยู่ จนรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง ถ้าเวลาปกติผมคงว๊ากใส่ไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจแค่เห็นเธอตัวสั่นร้องไห้ มันทำให้ผมทำเเบบนั้นไม่ลงจริงๆ
“ลุก!” เมื่อเห็นว่าคนเจ็บเอาเเต่มองหน้าเเละไม่มีทีท่าจะลุกขึ้น ผมเลยต้องจับต้นเเขนฉุดร่างเล็กขึ้นจากพื้น
ก็ตอนนี้มีเเต่คนมองมาที่เราสองคนด้วยสายตาสงสัย คงคิดว่าเราสองคนบ้าอย่างนั้นมั้ง เพราะคนหนึ่งขาเจ็บมีผ้าพันเเผลเต็มขาผมเผ้าก็ยุ่งไปหมดกำลังนั่งพับเพียบอยู่ที่พื้น ส่วนผมก็เอาเเต่จ้องมองด้วยความหงุดหงิดอยู่ตรงทางเข้า ขวางทางเข้าออกโดยที่ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
ฮึ! ผมกลายเป็นคนบ้าในสายตาคนอื่น เพราะยัยมัมมี่นี่คนเดียวเลย...ให้ตาย!!
“เอ่อ...ฌอน”
“อะไร!” ผมกระชากเสียงใส่เพราะเธอเอาแต่เรียกชื่อผมแต่ก็ไม่ยอมพูดสักที
แต่ก็ดีเพราะตอนนี้ผมใกล้จะระเบิดเต็มทีแล้ว ขืนเธอพูดอะไรไม่เข้าหู ผมอาจจะเผลอบีบคอยัยนี่เข้าก็ได้
“ณอน...คือว่า…”
ระหว่างที่ผมประคองเธอมาที่รถเสียงพูดอึกอักตะกุกตะกักของคนในอ้อมแขนก็ยังคงดังออกมาแผ่วๆ ตัวเธอก็สั่นเทาราวกับว่ากำลังถูกโจรร้ายจับตัวมาอย่างนั้นแหละ
“พูดมาสักที มั่วแต่อ้ำอึ้งอยู่ได้น่ารำคาญ”
ผมหันไปจ้องคนเจ็บ โดยที่กระชับวงแขนของตัวเองที่สอดอยู่ที่เอวเล็กแน่นขึ้นไปด้วย เพราะถ้าครั้งนี้เธอยังไม่ยอมพูดอะไรอีก ผมก็จะยืนมันอยู่อย่างนี้แหละ ส่วนเธอก็จะไม่ได้ไปไหนด้วยเหมือนกัน
“จะเอายังไง จะกลับไหมห้องน่ะ” ผมคาดคั้นพร้อมกับดึงร่างเล็กที่สูงเพียงแค่อกของผมเข้ามาจนร่างของเราแนบชิดกัน
ดวงตากลมโตสีดำสนิทของเธอไหวระริกมีน้ำตาคลอขังเหมือนกำลังอ้อนวอนผมทางสายตา ใบหน้าเล็กขาวใส ปลายจมูกแดงระเรื่อ ริมฝีปากบางก็เผยอน้อยๆ เหมือนกำลังจะร้องขออะไรบางอย่าง ท่าทางเหมือนกวางน้อยกำลังขลาดกลัวไม่มีผิด แต่พอได้มาสังเกตใกล้ๆ แบบนี้ ผมถึงได้รู้ว่ายัยนี่ตัวเล็กบอบบางและอ่อนแอมากแค่ไหน หากว่าผมรัดแขนของตัวเองแน่นขึ้น เธอก็คงแหลกละเอียดคามือของผมแน่
“คือว่า...ฉันต้องแวะที่หนึ่งก่อนค่ะ คุณเอ่อพี่...เอ่อ...ฌอน...”
“จะเรียกอะไรก็เอาสักอย่างเถอะ” ผมพูดพลางถอนหายใจออกมาแรงๆ พยายามทำให้ตัวเองใจเย็นมากที่สุดก็เพราะไม่อยากพลั้งมือทำรุนแรงกับคนตรงหน้าเข้าให้
“งั้นขอเรียกว่าพี่ฌอน...แล้วกันนะคะเพราะ...เพราะคุณก็เป็นรุ่นพี่ของฉัน”
น้ำเสียงติดๆ ขัดๆ ไม่ค่อยมั่นใจดังออกมาจากปากของคนเจ็บ บอกตามตรงพอยัยมัมมี่นี่เรียกผมว่าพี่ฌอน อยู่ๆ หัวใจผมมันเต้นผิดจังหวะขึ้นมาเสียอย่างนั้น ลมหายใจก็ติดขัดขึ้นมาดื้อๆ ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยถูกเรียกว่าพี่หรอกนะ ผมได้ยินมันจนชินหูเสียด้วยซ้ำ ทั้งรุ่นน้องผู้หญิงผู้ชายก็เรียกผมว่าพี่กันหมด แต่ไม่รู้ทำไมพอคนในอ้อมแขนเรียกผมแบบนั้นผมถึงมีอาการแปลกๆ แบบนี้
“เธอเรียกฉันว่าพี่..แต่กลับแทนตัวเองว่าฉัน แบบนั้นมันใช่เหรอ” และตอนนี้ผมก็เป็นบ้าอะไรไม่รู้มายืนเถียงกับเธอเรื่องชื่อเรียกแทนกันแบบนี้
“แล้ว...พี่ฌอนจะให้ฉันแทนตัวเองว่าอะไรล่ะคะ” สีหน้าของคนตัวเล็กดูตื่นๆ มือไม้ของเธอเย็นเฉียบ ผมรู้เพราะตอนนี้มือเล็กกำลังจับที่ต้นแขนของผมอยู่ เพื่อพยุงร่างของตัวเองเอาไว้
“แล้วเธอชื่ออะไร...แล้วนะ” ผมแกล้งถามแม้ว่าผมจะรู้จักชื่อของคนตรงหน้าอยู่แล้วก็ตาม
“ชื่อเลิฟค่ะ”
เสียงหวานแผ่วเบาราวกับสายลม แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังได้ยินมันอย่างชัดเจน แม้ชื่อของเธอจะดูใสซื่อน่ารักเหมาะกับหน้าตาของเธอ แต่ขอบอกเลยว่านิสัยของยัยนี่ไม่ได้น่ารักเลยสักนิด แถมเธอยังเป็นพวกมโนเก่งแต่งเรื่องเก่งอีกต่างหาก
“ก็ตามนั้น...ไปกันได้แล้ว” เพราะไม่อยากจะมาอารมณ์เสียเมื่อนึกย้อนไปถึงเรื่องเมื่อนานมาแล้ว ที่เธอสร้างเรื่องให้ผมต้องเดือดร้อน ผมเลยตัดบทเพียงแค่นั้น
“คะ?”
เธอครางเสียงเบาส่วนผมไม่ตอบอะไรอีก รั้งร่างเล็กให้เดินไปที่รถก่อนจะดันร่างของเธอเข้าไปนั่งในรถและปิดประตูตามหลัง ก่อนจะอ้อมกลับมานั่งที่นั่งคนขับเเละขับออกมาจากโรงพยาบาลด้วยความเร็ว
การที่ได้มาพบเจอกับยัยมัมมี่นี่อีกครั้ง มันทำให้ผมรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ รู้สึกว่าชีวิตตัวเองหลังจากนี้จะต้องมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
เพราะอะไรน่ะเหรอ? ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน...แต่มันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ
(End Sean’s Talk)
