บทที่ 6 BAD BABY (SEAN) 05 : SEAN(2)
ในเช้าของอีกวันฉันกำลังนั่งมึนอยู่กลางเตียง เมื่อเห็นว่าคนที่ตัวเองคิดว่าคงกลับไปแล้วตั้งเเต่เมื่อคืน กำลังนอนหลับสนิทอยู่ข้างๆ แผ่นหลังกว้างตึงเปลือยเปล่าขาวจัดเด่นหรา ใบหน้าหล่อร้ายเมื่อยามที่เขาตื่น แต่ตอนหลับกลับเหมือนเด็กน้อยที่ไร้พิษสงเเละยังคงความหล่อเหลาไม่เปลี่ยน เส้นผมสีน้ำตาลเข้มที่ยุ่งไม่เป็นทรงดูนุ่มน่าสัมผัส ทั้งหมดที่เป็นฌอนมันดูดีเเละเซ็กซี่ จนทำให้หัวใจของฉันเต้นแรงอย่างห้ามไม่ได้จริงๆ
“ทำไม...เขามานอนตรงนี้ได้ยังไงกัน แล้วทำไม…” ฉันได้เเต่จ้องคนที่ยังหลับไม่รู้เรื่องอย่างสงสัย
ฉันนั่งมองฌอนอยู่พักนึง ก่อนจะได้สติรีบสะบัดหน้าแรงๆ ไล่ความคิดแปลกๆ ของตัวเองที่มันคอยเเต่จะสั่งให้เอื้อมมือเข้าไปสัมผัสร่างสูงอยู่ตลอด
“หยุดๆ” ฉันรีบดีดตัวเองออกจากเตียงราวกับถูกไฟลวก
เเต่ฉันลืมไปว่าตัวเองขาเจ็บผลที่ได้คืออะไรรู้ไหม...พอลงน้ำหนักไปที่ขาความเจ็บก็แล่นเข้ามาทำให้ประคองตัวเองไม่อยู่ ก่อนจะรู้สึกว่ามีอะไรมาพันอยู่ที่ขาซ้ำเข้าไปอีก ทำให้ล้มหน้าฟาดกับโต๊ะข้างเตียงเต็มแรงมันเจ็บจนชาไปหมด พอขยับก็ยิ่งเจ็บ ทำให้ฉันได้เเต่นอนตะแคงอยู่ที่พื้น สายตาพร่ามัวจนมองอะไรแทบไม่เห็น หูทั้งสองข้างมีเพียงเสียงวี้ดแหลมเข้ามาในแก้วหู ในหัวขาวโพลนไปหมดรู้เเค่เพียงความเจ็บที่มันเเผ่ลามไปทั้งหัวเท่านั้น
“อือ…” ฉันครางเมื่อความเจ็บลามไปอย่างรวดเร็ว
“เฮ้ย! ยัยมัมมี่”
เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังเเว่วเข้ามาในหู พร้อมกับตัวของฉันที่มันลอยขึ้นจากพื้น ก่อนจะถูกวางลงที่เตียงอย่างแผ่วเบา เมื่อสายตาฉันเริ่มกลับมามองเห็นชัดเจนขึ้น มือที่สั่นเทาก็รีบกุมหน้าของตัวเองทันที ของเหลวเหนียวเหนอะไหลไปตามเรียวนิ้ว เมื่อชักมือออกก็เห็นว่านั่นคือเลือดที่ไหลออกมาจากจมูกของตัวเอง
“ฮือ...ละ เลือด” ฉันเบ้หน้าร้องไห้ออกมาด้วยตกใจ
“ยัยโง่เอ้ย! เงยหน้าขึ้นสิ” คนตรงหน้าสบถอย่างฉุนเฉียว ก่อนที่เขาจะจับหน้าของฉันให้เงยขึ้น
“เจ็บ…ฮือออ” ฉันปล่อยโฮออกมาทันที มือที่เต็มไปด้วยเลือดก็ยื่นไปหาคนตรงหน้าอย่างทำอะไรไม่ถูก
“จะร้องไห้ทำไมวะ เงยหน้าขึ้นสิยัยโง่!” ฌอนโวยวายสบถออกมาไม่ซ้ำคำ มือหนาก็บีบแก้มฉันเเน่นบังคับให้เงยหน้าขึ้น ก่อนจะเห็นว่าเลือดของฉันมันหยดลงบนที่นอนสีขาวจนเลอะไปหมดแล้ว
“พี่ฌอน...เลิฟเจ็บ”
“เออรู้เเล้ว! เงยหน้าไว้ถ้าเธอก้มหน้าเมื่อไหร่ ฉันเอาเธอตายเเน่” คำขู่ของฌอนทำเอาฉันไม่กล้าทำอย่างอื่นนอกจากเงยหน้าเเละนั่งนิ่งๆ ตามที่เขาบัญชามา
ฌอนลุกออกจากเตียงเดินไปที่ไหนสักที่ ก่อนจะกลับมาพร้อมกับผ้าขนหนูชุบน้ำและเขายังคงสบถไม่หยุด
“รู้ไหม...เธอทำให้ฉันอยากฆ่าคน...ส่วนคนที่ฉันอยากจะฆ่ามากที่สุดในตอนนี้ก็คือ...เธอ! ยัยมัมมี่ผีดิบเดินได้!!” ฌอนขบกรามแน่นราวกับกำลังข่มด้านมืดของตัวเองเอาไว้อย่างสุดกำลัง
เเต่ถึงอย่างนั้นน้ำหนักมือที่เขากำลังใช้ผ้าขนหนูมาซับเลือดที่จมูกให้ไม่ได้เเผ่วเบาเลย กลับทำให้ฉันเจ็บมากกว่าเดิมจนต้องร้องบอกเขาออกไป
“พี่ฌอนเจ็บ...” ฉันจับข้อมือใหญ่เอาไว้เเน่น พยายามดึงมันออกห่าง เเต่ก็สู้แรงของเขาไม่ได้
“อยู่เฉยๆ ไม่งั้นฉันจะขยี้แผลเธอให้เจ็บกว่าเดิมอีก” ฌอนขู่อย่างน่ากลัว เเต่เขาก็ลดน้ำหนักมือลงจนฉันไม่ได้รู้สึกเจ็บเหมือนครั้งแรกอีกเเล้ว
“แล้วทำไมถึงได้เอาหน้าไปฟาดโต๊ะเล่นแบบนั้น” เขาถามมือก็ยังคอยซับเลือดให้ฉันไม่หยุด
“ผ้าห่มมันพันขาเลยล้มค่ะ” ฉันตอบเเละหลบตาคนตรงหน้าพัลวัน
ก็ใครมันจะกล้าบอกว่าที่ฉันสะดุดผ้าห่มเพราะรีบร้อนหนีด้านมืดของจิตใจตัวเอง ที่มันอยากจะลวนลามเขา อยากจะลูบไล้แผ่นหลังเรียบตึง อยากเเตะริมฝีปากเเดงบางเฉียบเเละเส้นผมหนานุ่มของเขาด้วย ถ้าฌอนรู้ว่าฉันคิดจะทำอะไรกับร่างกายของเขา เขาต้องจับฉันไปส่งโรงพยาบาลจริงๆ แน่
“แล้วทำยังไงถึงสะดุดผ้าห่ม” ฌอนยังคงถามอย่างไม่สบอารมณ์ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่สวยจ้องหน้าฉันอย่างคาดคั้น
“เอ่อ...จะเข้าห้องน้ำค่ะ เลย...สะดุดค่ะ” น้ำเสียงตัวเองมันตะกุกตะกักน่าขำสิ้นดีมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัดเลย อย่างนี้ฌอนต้องรู้แน่ว่าที่ฉันตอบออกไปมันไม่ใช่เลยสักนิด
“แน่ใจ?” แล้วเขาก็ยังคงถามย้ำ พร้อมสายตาดั่งนกเหยี่ยวที่จ้องมองมาอย่างจับผิด
“นะ...แน่ค่ะ” ฉันพยักหน้าแรงๆ เพื่อย้ำว่าสิ่งที่ตัวเองพูดนั้นเป็นความจริง เเม้มันจะไม่น่าเชื่อเลยก็ตาม
“แล้วมีเรียนรึเปล่า” ฌอนถามพลางสำรวจหน้าฉันอยู่พักนึง
“มีค่ะ”
บอกตามตรงฉันรู้สึกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก เพราะก่อนหน้านี้เราสองคนเหมือนคนที่เดินคนละเส้นทางที่ยากจะมาบรรจบกัน เเต่ว่าตอนนี้ฉันกับฌอนกำลังนั่งพูดคุยกันอยู่บนเตียง เหมือนว่าเราสองคนรู้จักมักคุ้นกันมาเนินนาน เหมือนเราสนิทกันมากขนาดที่นอนร่วมเตียงกันได้ ซึ่งความจริงแล้ว...มันไม่ใช่เลย
เราไม่เคยคุยกันดีๆ เลยด้วยซ้ำ ส่วนหนึ่งก็เพราะเรื่องเข้าใจผิดเมื่อนานมาเเล้ว ทำให้ฉันกลายเป็นคนแปลกหน้าเเละไม่น่าข้องเกี่ยวด้วยสำหรับเขา ฌอนก็คงมองว่าฉันเป็นพวกชอบสร้างปัญหาเหมือนอย่างเช่นที่เป็นอยู่ตอนนี้
“แล้วจะไปยังไง?” ฌอนปรายตามองมาที่ฉันอย่างหมิ่นๆ เขาคงจะรำคาญฉันเต็มทนแล้ว
“แท็กซี่ค่ะ”
“ตอบฉันเเบบนี้คืออยากมีเรื่องใช่ไหม ยัยมัมมี่!” ฉันหน้าเหวอไปเลยเมื่อถูกเขาตะคอกกลับมาเสียงดัง
ฉันไปหาเรื่องเขาตอนไหนอีกเนี่ย เขาถามมาฉันก็ตอบไป ฉันผิดอะไร (T_T)
“เปล่านะคะ เลิฟจะนั่งแท็กซี่ไปเรียนจริงๆ” ฉันส่ายหน้ารัวๆ มองเขาอย่างตื่นๆ
“ฉันหมายถึงสภาพเธอเดี้ยงเเบบนี้จะไปเรียนไหวได้ยังไง!” ฌอนพ่นลมหายใจออกมาอย่างฉุนเฉียว พลางปาผ้าขนหนูในมือลงพื้น
“เอ่อ…”
“ทำไมฉันถึงคุยกับเธอไม่เคยรู้เรื่องเลยวะ หงุดหงิดเว้ย!” ฌอนตะโกนลั่นอย่างหัวเสีย ก่อนจะเดินตึงตังเข้าห้องน้ำไปทันที
“แล้วฉันพูดอะไรผิดล่ะเนี่ย”
ฉันนั่งคอตกอยู่บนเตียง มองสภาพตัวเองตอนนี้เเล้วมันก็ไม่ต่างไปจากมัมมี่ผีดิบเดินได้อย่างที่ฌอนพูดเลยสักนิด เลือดสีเเดงที่เลอะชุดนอนกระโปรงยาวสีขาวเป็นวงกว้าง ยิ่งทำให้ฉันดูเหมือนซอมบี้ที่เพิ่งไปกัดกินเนื้อคนมาจนเลือดเลอะเต็มตัว สภาพฉันไม่น่ามองเลยจริงๆ แถมคนที่มาเห็นฉันในสภาพนี้กลับไม่ใช่อลิซเพื่อนสนิทคนเดียวของฉัน เเต่กลายเป็นคนที่เกลียดขี้หน้าฉันอย่างฌอนเสียนี่ บอกเลยว่านี่คือความอับอายครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของฉันเลยก็ว่าได้
“ไปอาบน้ำได้แล้ว สภาพเธอนี่มันน่าสยดสยองจริงๆ ให้ตายเถอะ”
ฉันไม่รู้ว่าตัวเองนั่งเอ๋อแบบนี้อยู่นานเเค่ไหน จนกระทั่งได้ยินเสียงฌอนที่เพิ่งออกมาจากห้องน้ำในสภาพที่เอ่อ...เซ็กซี่เรียกเลือดมากจริงๆ เขาสวมเพียงกางเกงยีนเอวต่ำโชว์ขอบกางเกงชั้นในราคาแพงยอดนิยม ส่วนท่อนบนไม่ต้องพูดถึงเขาไม่ได้ใส่อะไรเลย กล้ามท้องขาวๆ ของเขาเรียงสวยเด่นหราสู่สายตา เเต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของฉันมากที่สุดก็คงเป็นร่องวีเชฟของเขา
“ผู้ชายอะไรเซ็กซี่เป็นบ้าเลย…”
“เธอว่าอะไรนะ?”
“ปะ...เปล่าๆ ค่ะ จะไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้แหละค่ะ”
ฉันรีบสะบัดหัวแรงๆ เพื่อไล่ความคิดและสายตาโลมเลียของตัวเองออกไปอย่างรวดเร็ว รู้สึกว่าเเก้มของตัวเองมันร้อนจนต้องรีบเอามือขึ้นมาพัดไว้ ก่อนจะประคองตัวเองเดินเข้าห้องน้ำอย่างระวัง ไม่อยากจะเจ็บตัวเพิ่มอีกแล้ว มันไม่สนุกเลยจริงๆ
ฉันใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำนานกว่าทุกครั้งเพราะแผลที่จมูก ต้องค่อยๆ ล้างหน้าพอโดนน้ำมันปวดจนต้องหยุดอยู่ชั่วครู่ก่อนเริ่มล้างหน้าอีกครั้ง กว่าที่จะอาบน้ำเสร็จฌอนก็เดินมาเคาะประตูเรียกอยู่หลายรอบ
“นึกว่าเน่าตายในห้องน้ำไปแล้ว” ฌอนทักทายด้วยคำหวานลื่นหู(ประชดค่ะ) เมื่อเห็นฉันเดินออกมาจากห้องนอนหลังจากที่เเต่งตัวเสร็จแล้ว
“เธอเรียนตึกไหน?”
“ศิลปกรรมค่ะ” ฉันตอบไปอย่างไม่อิดออด เพราะไม่อยากถูกฌอนสาดคำพูดเเข็งกระด้างมาให้
จริงๆ ฉันน่าจะชินได้เเล้วกับความเป็นคนพูดตรงถึงตรงมากของฌอน แม้จะบอกให้ชินเเต่พอเขาพูดออกมาแบบนั้นมันก็อดสะอึกเจ็บจี๊ดไม่ได้ ฉันไม่ใช่พระอิฐพระปูนนะที่จะไม่รู้สึกอะไรเวลาที่เขาพูดกระแทกแดกดันน่ะ
ตลอดทางที่นั่งรถมากับฌอนฉันก็เงียบมาตลอดทาง ในใจมันรู้สึกแปลกไปไม่เหมือนกับฉันคนเดิม เพราะความรู้สึกตื่นเต้นที่มีมากเกินไปเมื่อได้อยู่ข้างเขา ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยรู้สึกปลื้มรุ่นพี่หรือใจเต้นเเรงกับคนหล่อนะ ฉันเองก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่กรี๊ดกร๊าดเวลาที่เห็นคนหน้าตาดี เเต่กับฌอนมันเป็นความรู้สึกที่มีมากกว่าคนอื่น มากจนฉันรู้สึกกลัว…กลัวว่าตัวเองจะเผลอทำตัวบ้าๆ ออกไปให้เขารู้สึกเกลียดมากขึ้นอีกน่ะสิ
แล้วก่อนที่อะไรๆ มันจะไม่เหมือนเดิม ฉันควรที่จะหยุดความรู้สึกนั้นเอาไว้เก็บซ่อนมันให้ลึกที่สุด เพราะหลังจากนี้เราก็จะกลายเป็นคนแปลกหน้ากันเหมือนเดิม กลายเป็นคนที่เดินคนละเส้นทางเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา
“ขอบคุณค่ะ” ฉันยกมือไหว้ฌอนด้วยความรู้สึกที่โหวงหวิว หลังจากที่รถมาหยุดอยู่ที่หน้าคณะของตัวเองเเล้ว
“อือ…” ฌอนพยักหน้ารับ สีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ เเต่ฉันรู้ดีว่าเขารำคาญหงุดหงิดกับตัวปัญหาอย่างฉันมากแค่ไหน
ฉันยืนมองท้ายรถคันสวยที่เคลื่อนออกห่างไปพลางถอนหายใจ ก่อนจะเดินกระเผลกตรงเข้าไปหาอลิซที่นั่งรออยู่ที่ม้าหิน ซึ่งฉันก็คิดว่าเธอคงเห็นเเล้วว่าเมื่อกี้ใครขับรถมาส่งฉัน เเละคงจะไม่ใช่เเค่อลิซที่รู้ เพราะตอนนี้ก็มีสายตาของสาวๆ หลายคนจ้องมองมาทางฉันอย่างอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน
