บทที่ 8 BAD BABY (SEAN) 07 : พราว(1)

“ฉันถามว่าเธอตบหน้าฟ้าทำไม!”

ฌอนตะคอกเสียงดังจนฉันสะดุ้งสุดตัว ตอนนี้ความรู้สึกหิวและตื่นเต้นที่ได้เจอเขามันกลายเป็นศูนย์ไปแล้ว มีแค่ความกลัวจับใจเท่านั้นเข้ามาจู่โจมความรู้สึกฉัน

“ฉะ...ฉันไม่” ฉันปากคอสั่นกำถุงอาหารในมือแน่น พยายามจะอธิบายให้คนตรงหน้าเข้าใจ

“เธอทำฟ้าทำไม!”

เป็นอีกครั้งที่ฉันถูกแทรกด้วยเสียงตะคอก ทำไมเขาไม่หยุดตะคอกแล้วฟังที่ฉันพูดบ้างนะ เขาเล่นตะคอกจนคนที่เดินผ่านไปผ่านมาหยุดยืนมองเราสองคนด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นกันหมดแล้ว

แม้ว่าตอนนี้จะเย็นมากแล้ว แต่ก็ยังมีนักศึกษาที่มานั่งทานอาหารตามร้านอยู่มากเหมือนกัน แล้วการที่ฌอนทำท่าทางหงุดหงิดรวมถึงน้ำเสียงแบบนี้ไม่ว่าใครก็ดูออกว่าเขากำลังไม่พอใจอย่างรุนแรง ส่วนคนที่ทำให้เขาต้องมีอาการแบบนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนก็ฉันที่ยืนตัวสั่นงันงกทำอะไรไม่ถูกอยู่นี่ไงล่ะ

ทุกสายตาจ้องมองมาทางเราสองคน ฌอนคงรู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังยืนตะโกนอยู่ข้างถนน เขาถึงได้หุนหันขึ้นรถละขับออกไปด้วยความเร็ว ทิ้งฉันให้ใจสั่นขวัญแขวนอยู่ตรงนี้คนเดียว

“เธอนี่ก็กล้าเนอะ...ไปตบหน้าคนสำคัญของฌอน ฉันว่าหลังจากนี้เธอเละแน่”

เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่สวยเปรี้ยวเข็ดฟันพูดขึ้น พลางยิ้มเยาะใส่ฉันและเดินเฉิดฉายออกไปพร้อมกับเพื่อนๆของเธอ หลังจากนั้นฉันก็ไม่สามารถยืนอยู่ตรงนี้ได้อีก เพราะเสียงซุบซิบที่พวกเขากำลังต่อว่าฉันอย่างสนุกปากดังแว่วเข้าหูไม่หยุด

ฉันก้มหน้าก้มตาเดินเร็วๆ ออกมา รู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะไม่ปลอดภัย เมื่อมีกลุ่มผู้หญิงหลายคนที่ฉันดูแล้วน่าจะเป็นพวกแฟนคลับของฌอนกำลังเดินตามหลังฉันมาด้วยท่าทางคุกคาม ทางรอดเดียวของฉันคือต้องข้ามถนนไปอีกฝั่งเพื่อที่จะนั่งรถกลับห้องของตัวเองให้เร็วที่สุด

ฉันเร่งฝีเท้าของตัวเองให้เร็วขึ้นพร้อมกับเหลียวมองไปยังพวกเธอ เมื่อเห็นว่าพวกเธออยู่ไม่ห่างมากนัก ความกลัวก็เริ่มทำให้ฉันร้อนรน จากที่เดินอยู่ฉันก็เริ่มออกวิ่งพร้อมข้ามถนนไปยังอีกฝั่งทันที แล้วตอนที่ฉันเห็นป้ายรถเมล์อีกฝั่งที่อยู่ไม่ไกล ในใจก็บอกกับตัวเองว่ารอดแล้ว อีกแค่ไม่ถึงสามก้าวเท้าฉันก็จะแตะที่ฟุตบาทได้แล้ว แต่อยู่ๆ ภาพตรงหน้าของฉันก็หมุนคว้าง พร้อมกับตัวเองกำลังล่องลอยอยู่ในอากาศ เสียงร้องอื้ออึงดังไปทั่วท้องถนน ก่อนที่ร่างของฉันจะหล่นกระแทกพื้นและภาพทุกอย่างก็ดับวูบไปในทันที

ฉันไม่รู้ว่าตัวเองสลบไปนานแค่ไหน แต่ก็น่าจะสลบข้ามวันอยู่ เพราะลืมตาขึ้นมาอีกทีก็เห็นอลิซนั่งอยู่ในห้องพักฟื้นนี้แล้ว

“รู้ไหมว่าเราตกใจแทบแย่ที่รู้ว่ารักถูกรถชนน่ะ” เสียงของอลิซวนอยู่ที่ประโยคนี้น่าจะเกินสิบรอบได้แล้วมั้ง

“แต่เราไม่ได้เป็นอะไรมากนี่ อีกอย่างก็แค่ถูกรถเฉียวเอง ไม่ได้ถูกชนสักหน่อย” ฉันเองก็แก้ตัวแบบนี้มากกว่าสิบรอบเช่นกัน

หลังจากที่ฉันวิ่งหนีผู้หญิงพวกนั้นฉันก็ถูกรถเฉี่ยวจนสลบไป ส่วนเรื่องที่จะเอาผิดเจ้าของรถ ฉันไม่ได้เอาเรื่องเพราะจริงๆ เรื่องนี้ฉันเป็นคนผิดเองที่ทะเล่อทะล่าวิ่งตัดหน้ารถของเขาเอง แต่เจ้าของรถคันนั้นก็ยังใจดีรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลให้ทุกอย่างเรื่องเลยจบลงด้วยดี

“ยังจะกล้าพูดอย่างนี้อีกนะ จะเฉี่ยวหรือชนมันก็เจ็บตัวเหมือนกันนั่นแหละ” อลิซมองฉันอย่างเคืองๆ

ฉันรู้ว่าอลิซเป็นห่วงฉันมากเพราะว่าเธอมีความหลังไม่ค่อยดีกับอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับรถ แม้ว่าฉันจะแค่ไหล่หลุดและมีแผลถลอกที่ขาและข้อศอกนิดหน่อย เเต่เหตุการณ์นี้ก็ทำให้ฉันบอกกับตัวเองว่าไม่ควรจะประมาทในการใช้ชีวิตอีก แม้ว่าตอนนั้นฉันจะถูกคุกคาม แต่มันก็ยังมีอีกหลายทางที่จะทำให้ตัวเองรอดปลอดภัย ถ้าฉันตั้งสติใช้ความคิดหรือเพียงแค่ตะโกนออกไปให้คนช่วย อย่างน้อยก็อาจจะยื้อให้ผู้หญิงพวกนั้นไม่กล้าทำร้ายฉันต่อหน้าคนอื่นก็ได้

“เราขอโทษที่ไม่ระวัง ต่อจากนี้ไปเราจะไม่ทำแบบนั้นอีก”

“เราห่วงรักนะ เราไม่อยากให้รักต้องเจ็บตัว” อลิซถอนหายใจ ฉันเองก็ได้แต่ยิ้มประจบและก็ได้รอยยิ้มของเพื่อนรักส่งกลับมาด้วย

“ขอบคุณที่เป็นห่วงเรานะ เราสัญญาว่าหลังจากนี้เราจะไม่ทะเล่อทะล่าแบบนั้นอีกเด็ดขาด” ฉันให้คำมั่นสัญญากับเพื่อนอีกครั้ง อลิซสีหน้าดีขึ้นหลังจากที่ดูเคร่งเครียดมาตลอดตั้งแต่ฉันลืมตาตื่นขึ้น

“แล้วนี่คุณหมอให้กลับบ้านวันไหนเหรอ”

“น่าจะพรุ่งนี้ตอนสายๆ น่ะ” ฉันตอบและเอื้อมมือไปหยิบแอปเปิ้ลที่อลิซเพิ่งปอกเสร็จเข้าปาก

“งั้นวันนี้เรานอนเฝ้ารักที่นี่แล้วกัน พรุ่งนี้จะได้กลับพร้อมกันเลย”

“เราขอโทษอีกครั้งนะที่ทำให้อลิซต้องขาดเรียนแบบนี้”

ใช่! อลิซยอมโดดเรียนเพื่อมาอยู่เฝ้าฉัน แม้ว่าปกติแล้วเธอจะไม่ยอมขาดเรียนเลยสักครั้ง ต่อให้ป่วยมากแค่ไหน อลิซบอกว่าถ้าขาดเรียนไปครั้งหนึ่งคะแนนจิตพิสัยก็จะลดลงไปด้วย ยัยเพื่อนของฉันเสียดายคะแนนที่อาจจะถูกตัดออกไป ทำให้เธอมักจะยอมมาเรียนทั้งที่ป่วยอยู่หลายครั้ง

“เพื่อนรักเจ็บทั้งคน ใครจะมีกระจิตกระใจไปเรียนกัน”

“อลิซแม่พระมาโปรด”

“เว่อร์น่า!” อลิซหัวเราะพลางส่ายหน้าให้กับความติ๊งต๊องของฉัน

หลังจากที่ต้องนอนพักอยู่ที่โรงพยาบาลตามที่คุณหมอสั่ง ฉันก็ได้กลับมาพักที่ห้องของตัวเองในช่วงสายของอีกวัน ระหว่างนั้นแด๊ดดี้และคุณแม่ของฉันก็โทรมาถามไถ่อาการบาดเจ็บ พวกท่านดุฉันจนหูชาที่ไม่ระมัดระวังตัว จริงๆ พวกท่านอยากจะบินจากอังกฤษมาตั้งแต่คืนที่ฉันนอนโรงพยาบาลคืนแรกแล้ว เเต่เพราะไฟท์บินในวันนั้นเต็มหมดอีกอย่างแด๊ดดี้ก็ยังไม่เสร็จงานด้วย ทำให้คุณแม่ต้องโทรหาอลิซให้ช่วยมาดูแลฉันแทน

“คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ เลิฟไม่ได้เป็นอะไรแล้วจริงๆ ค่ะ อีกอย่างอลิซก็มาอยู่เป็นเพื่อนด้วยค่ะ”

ตอนนี้ฉันกำลังหาทางเลี่ยงจากการถูกดุของคุณแม่เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ฉันหันไม่หาอลิซทำสายตาอ้อนวอนเพื่อขอความช่วยเหลือ

“คุณแม่อลิซเองนะคะ ตอนนี้เลิฟมาถึงห้องแล้วค่ะ คุณหมอบอกว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงค่ะ” อลิซยกหูโทรศัพท์เพื่อยืนยันในสิ่งที่ฉันเฝ้าบอกกับคุณแม่อีกแรง

“คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ อลิซจะดูแลเลิฟให้ค่ะ… สวัสดีค่ะคุณแม่” เมื่อเห็นว่าเพื่อนกดวางสายไปแล้ว ฉันก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

“คุณแม่กลับถึงไทยเมื่อไหร่ฉันต้องโดนหยิกจนเนื้อเขียวแน่ๆ เลย” ฉันบ่นอย่างไม่จริงจัง เพราะรู้ดีว่าที่คุณแม่ทำไปก็เพราะเป็นห่วงฉัน

“ไปนอนพักก่อนเถอะ เดี๋ยวบ่ายๆ เราเข้าไปปลุก”

“อื้ม… งั้นขอไปงีบหน่อยนะ” ฉันบอกพลางหาวออกมาคงเพราะเพิ่งกินยาเข้าไปด้วย ฉันลากเท้าเดินเข้าห้องก่อนจะค่อยๆ คลานขึ้นเตียงและหลับไปทันทีที่หัวถึงหมอน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป