บทที่ 9 BAD BABY (SEAN) 08 : พราว(2)
วันนี้เป็นวันที่ฉันมาเรียนวันแรก เพื่อนบางคนในห้องก็เดินมาถามเมื่อเห็นว่าฉันใส่เผือกที่แขน ฉันก็ตอบไปแค่ว่าฉันเดินไม่ดูเลยโดนรถเฉี่ยว พวกเขาดูเป็นห่วงฉันซึ่งฉันก็ซึ้งใจมาก และน่าแปลกที่ไม่มีใครพูดเรื่องม่านฟ้าหรือเข้ามาถามเรื่องของวันนั้นเลย ทำให้ฉันโล่งใจที่ทุกคนดูเหมือนจะลืมมันไปแล้ว
“อ้าวเลิฟ! แขนไปโดนอะไรมาน่ะ หวัดดีอลิซ” และกายก็ถามคำถามนี้เช่นกัน ก่อนจะหันไปทักอลิซที่นั่งอยู่ข้างฉัน
“หวัดดีกาย” อลิซตอบพร้อมกับยิ้มให้
“รถเฉี่ยวน่ะ” ฉันตอบพร้อมกับยิ้มแหยๆ ส่งไปให้ด้วย
จริงๆ หลังเหตุการณ์วันนั้นฉันก็ไม่ค่อยได้คุยกับกายเลย อยากถามเขาหลายเรื่องแต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่ากายจะยอมตอบคำถามของฉันหรือเปล่า
“เธอเจ็บตัวตลอดเลยนะ ตั้งแต่ที่เรารู้จักกันมาเนี่ย” กายพูดขำๆ
“ไม่รู้จะห้ามความซุ่มซ่ามของตัวเองยังไงเหมือนกัน” ฉันหัวเราะเพราะรู้สึกเหมือนกายเช่นกัน
“เป็นสาวเป็นแส่ปล่อยให้ตัวเองเป็นแผลบ่อยๆ ได้ไง” กายส่ายหน้าก่อนจะหยิบปากกาสีๆ มาขีดๆ เขียนๆ ลงบนเฝือกของฉันไปด้วย
“กายทำอะไรน่ะ?!” ฉันพยายามดึงแขนออกแต่ก็ถูกกายจับเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
“เดี๋ยวจะวาดให้สุดฝีมือเลย” แล้วฉันจะทำอะไรได้ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย อลิซก็เอาแต่นั่งหัวเราะไม่หยุดไม่ช่วยกันห้ามบ้างเลย
เราสามคนนั่งเรียนกันจนหมดคาบ ก่อนจะแยกกันไปกินข้าวเที่ยง ซึ่งกายก็บอกกับเราสองคนตรงๆ เลยว่าม่านฟ้าไม่ค่อยสบายเขาต้องกลับไปป้อนข้าวป้อนยาให้เธอที่ห้องพัก ฉันกับอลิซก็พยักหน้ารับยิ้มๆ
“เลิฟถ้าฟ้าหายป่วยเมื่อไหร่ เราอยากให้ทั้งสองคนคุยกัน จะได้ไหม”
แต่ก่อนที่กายจะเดินออกไปเขาก็ถามคำถามนี้ขึ้นมา ทำเอาฉันอึกอักไปชั่วขณะ แต่ก็พยักหน้ากลับไปเป็นการตอบตกลง
“จริงๆ เรื่องมันซับซ้อนกว่าที่เธอคิด....ให้ฟ้ามาอธิบายด้วยตัวเองจะดีกว่า” กายทิ้งความสงสัยไว้ให้ฉันก่อนจะเดินขึ้นรถและขับออกไป
“เราจะเชื่อใจม่านฟ้าได้จริงๆ ใช่ไหม” อลิซถามด้วยสีหน้ากังวล
“ลองคุยกันจริงๆ จังๆ สักครั้งมันก็น่าจะดีนะ ฉันจะได้อธิบายเรื่องต่างๆ ให้เจ้าตัวฟังด้วย”
ฉันไม่ได้หวังหรอกนะที่จะให้ม่านฟ้าเชื่อในสิ่งที่ฉันพูด แต่อย่างน้อยฉันก็ขอโอกาสได้แก้ต่างและพูดในสิ่งที่ฉันเจอมาบ้างก็พอ ฉันขอแค่นั้นจริงๆ...
ชีวิตของฉันในช่วงหลายวันที่ผ่านมาก็วนเวียนอยู่แค่ไปเรียนเลิกเรียนแล้วก็กลับห้องมาทำอาหารเย็น ดูหนังทำรายงานวนเวียนอยู่เพียงเท่านี้ ส่วนเรื่องถูกเขม่นหรือถูกมองมาด้วยสายตาแปลกๆ ก็มีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถูกคุกคามอะไรจากคนพวกนั้น แต่ฉันไม่ประมาทหรอกนะ เพราะเรื่องระหว่างฉันกับม่านฟ้าก็ยังไม่มีโอกาศได้เคลียร์กันจริงจังเลย
ส่วนที่คนเข้าใจผิดเรื่องระหว่างฉันกับฌอนก็ยังคงมีซุบซิบกระทบเข้าหูอยู่บ้าง ฉันเองก็เลือกที่จะเลี่ยงไม่สนใจ ทำเป็นไม่ได้ยินปล่อยให้เรื่องมันผ่านไปเฉยๆ และแล้ววันนี้ก็วนมาอีกรอบ วันที่ต้องเรียนวิชาเดียวกับฌอน หลังจากที่เขามาถามฉันเรื่องของม่านฟ้าในวันนั้น เขาก็ไม่ได้กลับมาหาเรื่องอะไรฉันอีก แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังไม่วางใจและคอยระวังตัวอยู่เสมอ
“รักเตรียมใจมารึยัง” อลิซถามเมื่อใกล้มาถึงห้องเรียนที่คณะวิศวะแล้ว
“ก็เตรียมมานิดนึงมั้ง” ฉันตอบกลับอย่างไม่เต็มเสียง พยายามจะเดินให้ช้าที่สุดแต่ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วฉันก็ต้องเผชิญหน้ากับฌอนอยู่ดี
“แสดงว่าไม่ได้เตรียมใจสินะ”
“อลิซก็รู้ว่าฌอนน่ากลัวต่อให้เรามีเวลาเตรียมใจเป็นปี เราก็ยังกลัวเขาอยู่ดีนั่นแหละ” ฉันพูดอย่างท้อแท้และมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องเรียนในที่สุด
“เราเองก็กลัวไม่น้อยไปกว่ารักเหมือนกัน” อลิซมีสีหน้าที่แย่กว่าฉันเสียอีก ยิ่งทำให้ใจเสียเข้าไปใหญ่เลยตอนนี้
“อลิซ เลิฟมายืนทำอะไรหน้าห้องไม่เข้าไปล่ะ”
“เอ่อคือ...คือเราจะไปเข้าห้องน้ำน่ะ อลิซเข้าไปจองที่ก่อนเลยนะ เรา...ขอไปเข้าห้องน้ำก่อน” ฉันยัดกระเป๋าผ้าของตัวเองใส่มือของเพื่อนและเดินแกมวิ่งไปที่ห้องน้ำทันที
“รัก! ทิ้งเราอย่างนี้ได้ไงอ่ะ” อลิซถามอย่างไม่ชอบใจแล้วฉันก็ทันเห็นว่ากายต้อนอลิซเข้าไปในห้องจนได้
เมื่อมาอยู่ในห้องน้ำฉันก็ยืนมองตัวเองที่สะท้านจากกระจก พยายามหายใจเข้าออกลึกๆ อย่างทำใจ แต่จนแล้วจนรอดมันก็ยังไม่มีความกล้ามากพอเสียที ฉันเริ่มยืนนิ่งต่อไปไม่ไหวเลือกที่จะเดินวนไปมาอยู่ในห้องน้ำแทน ปากก็พึมพำว่าตัวเองซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น จนกระทั่งมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญเดินเข้ามาในห้องน้ำทีละคน พวกเธอยืนขวางทางเข้าออกและไล่มองฉันด้วยสายตาเหยียดๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ไง...สภาพเธอดูไม่ได้เลยนะ”
พราวเพื่อนสนิทของม่านฟ้าทักทายราวกับว่าเราสองคนสนิทกัน เธออยู่ในชุดศึกษารัดติ้วกับกระโปรงทรงเอตัวสั้นรองเท้าส้นสูงสีแดง ซึ่งเพื่อนที่ยืนขนาบข้างอีกสองคนก็แต่งตัวคล้ายกับเธอเช่นกัน ฉันมองสองคนนั้นก็จำได้ในทันที พวกเธอคือกลุ่มเดียวกับที่วิ่งไล่ตามฉันจนโดนรถเฉี่ยวในวันนั้นไง
พวกเธอคือสมุนของพราวนี่เองและก็คงจะรู้จักกับม่านฟ้า แล้วก็สนิทกับฌอนด้วยเหมือนกัน
“เจ็บมากไหมล่ะวันนั้นที่ถูกรถชนน่ะ” พราวถามต่อ แล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
ส่วนฉันน่ะเหรอหน้าถอดสีไปแล้วละตอนนี้ ไม่รู้ว่าจะหนีออกไปยังไงด้วยเมื่อพวกเธอปิดทางเอาไว้อย่างนั้น
“จริงๆ เธอน่าจะนอนโรงพยาบาลสักอาทิตย์นะ จะได้สมใจฌอนมากกว่านี้”
“อะไรนะ?” ฉันถามออกไปเริ่มกลัวคำพูดของพราวอยู่ไม่น้อย
“ฌอนน่ะ เขาโกรธจนแทบคลั่งที่เห็นคลิปวิดิโอที่เธอตบหน้าฟ้าในวันนั้น เขาเที่ยวตามหาเธอจนทั่ว เขาแทบจะฆ่าเธอได้เลยนะรู้ไหม” พราวเริ่มเล่าช้าๆ พร้อมกับก้าวเข้ามาหาทีละก้าว ดวงตาคมเฉี่ยวที่ผ่านการกรีดอายไลเนอร์จนคมดุก็จ้องฉันอย่างคนที่เหนือกว่า
“เธอก็รู้ว่าเรื่องในวันนั้นฉันไม่ได้ทำ” ฉันย้อนกลับด้วยเสียงสั่นๆ พลางถอยหลังพยายามเอาตัวบังแขนที่ยังคงใส่เฝือกอยู่ให้ห่างจากพราวมากที่สุด
“แต่ฌอนเขาเชื่อไปแล้วว่าเธอทำ ตลกนะ...แค่ฉันยื่นคลิปให้ฌอนดู โดยที่ฉันไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ ฌอนก็คลั่งตามล่าเธอไม่หยุด”
พราวเดินมาหยุดตรงหน้าของฉัน เราห่างกันไม่ถึงสองก้าวด้วยซ้ำ คราวนี้พราวไม่ได้แค่มาข่มขู่อย่างเดียวแน่ ส่วนฉันจะไม่ยอมเจ็บตัวเพราะพวกหล่อนอีกเด็ดขาด
ฉันไม่รอช้าพุ่งตัวไปที่ทางออกด้วยความเร็ว แต่ก็ยังช้ากว่าพราว เพราะแค่ฉันก้าวเท้าพราวก็กระชากแขนของฉันให้กลับไปที่เดิมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ฉันไม่ยอมแพ้พยายามออกวิ่งและดิ้นอย่างสุดกำลังเมื่อถูกเพื่อนของพราวที่ยืนเฝ้าประตูอยู่ครั้งแรกตรงเข้ามาจับตัวฉันเอาไว้
“ปล่อยนะ! ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย!!” ฉันตะโกนขอความช่วยเหลือสุดเสียงมือก็ผลักพวกเธอให้ออกห่าง
“เงียบนะนังบ้า!” พราวตะคอกหน้าดำหน้าแดง ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงมาที่แก้มของฉันจนหน้าสะบัดหันไปอีกทาง “ฮือ…” ฉันสะอื้นเมื่อรู้สึกหน้าชาไปทั้งแถบ รู้สึกเค็มปร่าเมื่อเลือดที่มุมปากไหลออกมา
“ไปปิดประตูซะ ฉันจะสั่งสอนยัยนี่สักหน่อย” พราวออกคำสั่งเสียงเย็น ฉันรีบหันกลับไปมองหน้าพวกเธอทันที
เมื่อประตูถูกปิดลงน้ำตาของฉันก็ไหลลงมาทันที ร่างของฉันถูกผลักลงไปนอนที่พื้น พวกเธอเข้ามาตบที่ใบหน้าและตีตามตัวของฉันไม่หยุด เสียงหัวเราะราวกับคนเสียสติของพวกเธอ ยิ่งทำให้ฉันร้องไห้ออกมาด้วยความหวาดกลัว พวกเธอยังคงทำร้ายร่างกายของฉันอย่างสนุก แม้ว่าฉันจะเจ็บจนขยับตัวไม่ได้แล้วก็ตาม สติของฉันเริ่มลางเลือนเต็มที แต่ก็ยังคงได้ยินน้ำเสียงที่น่ารังเกียจของพราวได้อย่างชัดเจน
“รู้ไหมครั้งนี้ฌอนเป็นคนสั่งให้ฉันมาจัดการเธอเองเลยนะ”
คำพูดของพราวทำเอาฉันเจ็บใจจนกำหมัดแน่น ฉันกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ เพราะไม่อยากให้พวกเธอมองว่าฉันน่าสมเพชไปมากกว่านี้อีกแล้ว
“เขาคงเกลียดเธอเข้าไส้เลยแหละ ทางที่ดีอย่ามาให้ฌอนเห็นหน้าเลยจะดีกว่านะ เพราะถ้าเขาเจอเธอฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉันหวังดีหรอกนะถึงได้แนะนำเธอแบบนี้” พราวพูดกลั้วหัวเราะพร้อมกับยืนขึ้น
พราวยืนอยู่เหนือหัวของฉันเหมือนกับกำลังประกาศว่าเธอนั้นเหนือกว่าคนอย่างฉัน และฉันไม่สามารถทำอะไรพวกเธอได้ พราวค่อยๆ ก้าวออกไปด้วยท่าทางนางพญาผู้สูงส่ง ท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเธอทำให้ฉันได้แต่นอนเจ็บใจที่ทำอะไรคนพวกนี้ไม่ได้เลย
“ฉันนี่มันขี้แพ้จริงๆ…”
ฉันสะอื้นอย่างสุดจะกลั้น นอนมองพื้นห้องน้ำที่สกปรกนี่แล้วได้แต่สมเพชตัวเอง ดวงตาที่พร่ามัวเพราะน้ำตาจ้องไปที่ประตูทางออกพร้อมกับถัดตัวไปกับพื้น ฉันไม่สนใจว่าเสื้อผ้าจะเลอะเทอะขนาดไหน แต่ตอนนี้ฉันแค่ต้องการออกไปจากที่นี่ ก่อนที่ตัวเองจะขยับตัวไม่ไหวอีก
“ชะ...ช่วยด้วย” แม้ไม่รู้ว่าจะมีใครได้ยินไหม แต่อย่างน้อยฉันก็พยายามที่สุดแล้วล่ะนะ
“ช่วยด้วย…”
“คะ...ใครน่ะ คนหรือผี!” เสียงทุ้มดังแว่วเข้ามาจากที่ไกลๆ ทำให้ดวงตาที่ใกล้จะปิดต้องลืมขึ้นมาอีกครั้ง ภาพเลือนรางแม้ไม่ชัดเจน แต่ก็พอมองออกว่าเป็นผู้ชายร่างสูงคนหนึ่งที่อยู่ในชุดนักศึกษา
“ช่วยด้วยค่ะ ชะ…ช่วยฉันด้วย” ฉันพูดอย่างอ่อนแรง ร่างกายชาจนไม่สามารถขยับตัวได้แล้ว
“คนใช่ไหม?!”
“ฉะ...ฉันเป็นคนค่ะ ช่วยฉันที” ฉันตอบหลังจากที่ได้ยินคำถามชวนขำของเขา แต่ฉันขำไม่ออกหรอกนะตอนนี้
สภาพของฉันคงชวนให้เขากลัวมันก็ไม่ผิด เพราะฉันก็พอจะนึกออกว่าสภาพของตัวเองเป็นยังไง คงคล้ายกับผีดังจากญี่ปุ่นล่ะมั้ง ผู้ชายคนนั้นถึงได้ถามฉันมาแบบนี้
“แน่นะ...”
ผู้ชายคนนั้นก้าวขาเข้ามาใกล้ พอถึงตัวฉันเขาก็ใช้นิ้วจิ้มลงมาที่แขนอยู่สองสามครั้ง คงเช็คว่าฉันคือคนจริงๆ หรือเปล่า
“เฮ้ย! คนนี่หว่า”
ก็คนนี่คะ! ไม่ใช่ผี! ฉันตอบคนตรงหน้าในใจ
“ช่วยฉันทีค่ะ ฉันขยับตัวไม่ได้” ฉันกระซิบบอก ผู้ชายคนนั้นก็ไม่ได้รีรอเหมือนตอนแรก เขาช้อนฉันขึ้นจากพื้นและอุ้มพาฉันเดินออกจากห้องน้ำในทันที
“ทำไมถึงนอนบนพื้นแบบนั้นล่ะ โดนทำร้ายใช่ไหม?”
คนที่กำลังอุ้มฉันอยู่ถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ฉันก็เลือกที่จะพยักหน้าตอบกลับไป เขาก้มมองฉันด้วยสีหน้าเป็นห่วง การกระทำของเขาทำให้ฉันอุ่นใจขึ้น
“เธอแขนหักอย่างนี้ก็ยังไม่เว้นเหรอ” น้ำเสียงขุ่นเคืองของเขาดังออกมาซ้ำๆ พร้อมกับสาวเท้าอย่างรวดเร็วจนถึงห้องพยาบาลของคณะ
ฉันมารู้ว่าผู้ชายที่ช่วยฉันไว้เรียนคณะวิศวะและเรียนวิชาเดียวกับฉันในวันนี้ด้วย เขาเป็นรุ่นพี่ปี3 ชื่อว่า พี่เอ
“พี่ก็ว่าอยู่ว่าเคยเห็นหน้าน้องที่ไหน ที่แท้ก็เรียนวิชาเดียวกันนี่เอง” พี่เอยังคงยืนเฝ้าฉันระหว่างที่นักศึกษาแพทย์ที่ประจำอยู่ที่ห้องพยาบาลกำลังทำแผลให้ฉันอยู่
“ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่ช่วยเลิฟไว้” ฉันยกมือไหว้และยิ้มให้อย่างจริงใจ
“ไม่เป็นไรหรอก นอนพักเถอะ ส่วนเรื่องเรียนเดี๋ยวพี่ไปบอกอาจารย์ให้เอง” พี่เอพูดและยิ้มกลับมาเช่นกัน
ฉันบอกไปหรือยังว่าพี่เอคนนี้หล่อมากเลยล่ะ ขาวสูงมีลักยิ้มดูขี้เล่น พี่เขายิ้มทีฉันใจสั่นตลอดเลย
“ขอบคุณค่ะ” ฉันหันไปบอกนักศึกษาแพทย์ที่คอยๆ ประคองฉันให้นอนลงบนเตียงเล็ก หลังจากนั้นฉันก็หลับไปเลย
