บทที่ 1 บทนำ

“ลุงเสียใจด้วยนะลูก”

“เข้มแข็งเร็วๆ นะคุณแม่ มีอะไรให้ช่วย บอกศิริได้นะคะ”

“ขอบใจมากนะลูก ที่มาส่งตาธาราเป็นครั้งสุดท้าย แม่ยังไหว ตอนนี้ก็ห่วงแต่คนนี้นี่แหละ” มือเรียวที่เต็มไปด้วยร่องรอยความเหี่ยวย่น เป็นเครื่องแสดงถึงอายุอานามของหญิงชราลูบลงที่ศีรษะเล็กของหลานสาวเพียงคนเดียวเพื่อเป็นการปลอบประโลมเธอ

สายตาฝ้าฟางตามประสาคนอายุย่างเจ็ดสิบปีเหม่อมองไปยังกลุ่มควันที่กำลังพวยพุ่ง ราวกับเป็นสิ่งนำส่งผู้ล่วงลับให้ขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์

เพื่อนสนิทของธาราที่มาร่วมส่งเขาเป็นครั้งสุดท้าย ต่างยกมือไหว้ธัญญาด้วยความเคารพ พวกเขาเองก็ทำได้เพียงให้กำลังใจและช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ในฐานะเพื่อนเท่านั้น

ส่วนเรื่องสภาพจิตใจของคนในครอบครัว ก็คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องเยียวยาจิตใจ

“ขอบคุณที่มาส่งคุณพ่อนะคะ” หญิงสาวเอ่ยขอบคุณด้วยท่าทางเหม่อลอย เธอโค้งศีรษะแทนการยกมือไหว้ขอบคุณแขกมากหน้าหลายตา ที่เดินลงมาจากเมรุเผ่าศพบิดาของเธอ เรียวแขนทั้งสองข้างกอดกรอบรูปของธาราเอาไว้แนบอก

ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำใสๆ ที่ไหลรดลงมาอาบสองแก้มนวลอย่างไม่ขาดสาย ตลอดหลายวันที่ผ่านมาตั้งแต่พ่อของเธอจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

“เลิกร้องไห้ได้แล้ว พ่อแกเขาก็ไปดีมีสุข ไม่เจ็บไม่ปวด แกต้องดีใจสิถึงจะถูก”

“ใครมันจะไปทำใจได้เร็วเหมือนเธอล่ะยัยมล”

“นี่คุณแม่อย่ามาหาเรื่องมลนะคะ ถ้าไม่มูฟออนกันแบบนี้มลก็ไม่มีอะไรจะพูด คนอยู่ก็ต้องอยู่ต่อไปสิ ขอตัวค่ะ” นิรมลยกมือไหว้ธัญญา ซึ่งเป็นถึงแม่ของสามีลวกๆ เธอเบือนสายตาไปมองมิรา หญิงสาวที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกสาวของเธอด้วยแววตาแสดงความหงุดหงิดระคนก่นด่าในใจอย่างไม่ปกปิด

เมื่อมิราเอาแต่กอดรูปของคนเป็นพ่อ แล้วร้องห่มร้องไห้ออกมาราวกับว่าอยากจะตายตกตามไปยังไงยังงั้น

‘ถ้าฉันตาย แกจะร้องแบบนี้มั้ย’

“ฮึก!” หลังมือข้างซ้ายถูกยกขึ้นมาเช็ดน้ำตาที่กำลังรื้อออกมาอีกครั้ง เมื่อนึกถึงการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของธารา แม้จะรู้ดีว่าต่อให้เธอร้องไห้ออกมาจนน้ำท่วมโลก ก็ไม่สามารถปลุกชีวิตคนที่นอนอยู่บนกองเพลิงในเมรุเผาศพ ให้ฟื้นขึ้นมาได้ ราวกับคำว่ากล่าวที่ว่า

‘ทุกอย่างล้วนตั้งอยู่และดับไป’ ชีวิตของธาราก็เช่นกัน

‘คงถึงเวลาแล้วสินะ ที่คุณพ่อจะได้พักผ่อนสักที’

“แล้วนั่นแม่จะไปไหนคะ” หญิงสาวเอ่ยถามเสียงสั่น เมื่อเห็นว่าคนเป็นแม่กำลังจะเดินผละออกไปอีกทาง ทั้งๆ ที่เวลานี้แม่ควรอยู่ข้างๆ เธอจนเสร็จพิธี

“ก็กลับบ้านน่ะสิยะ จะอยู่ทำไมอีก เผาก็เผาแล้ว”

“แต่ยังเผาไม่เสร็จเลยนะคะ แม่ควรอยู่ต่ออีกซักนิด”

“จะให้ฉันอยู่ต่อ ให้แขกที่เป็นเจ้าหนี้พ่อแก มาทวงหนี้กับฉันอย่างนั้นเหรอ ฉันรับผิดชอบไม่ไหวหรอกนะ”

“หยุดนะนิรมล เธอจะไปไหนก็ไปไม่ต้องมาพูดเรื่องนี้ต่อหน้าหลานฉัน” ธัญญาตวาดใส่นิรมลด้วยความโกรธ จนมือไม้ของเธอสั่น ดวงตาฝ้าฟางจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าปะหลับปะเหลือกของลูกสะใภ้ตัวดีด้วยความไม่พอใจอย่างหนัก

จริงอยู่ว่าการจากไปของธารานั้น ได้ทำให้มีเจ้าหนี้หลายคนเข้ามาติดต่อเรื่องหนี้สินที่เขากู้ไปแล้วยังไม่คืน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางใช้หนี้ ไม่เห็นว่าต้องถึงขั้นจะต้องกลัวจนแทบไม่มาเหยียบงานศพของผู้เป็นสามีเลย นิรมลทำเกินไปจริงๆ

“เหอะ! ถ้าอย่างนั้นแม่ก็รับผิดชอบทุกอย่างไปเลยนะ” นิรมลส่งเสียงขึ้นจมูกออกมาอย่างเย้ยหยัน เธอเดินไปขึ้นรถคันหรูที่สตาร์ตเครื่องยนต์จอดรอเธออยู่ไม่ไกลนัก ก่อนจะขับออกไปอย่างไม่ไยดี ไม่มีแม้แต่น้ำตาซักหยดให้แก่สามีที่ล่วงลับไป

“แม่เค้าเคยรักหนูกับพ่อหรือเปล่าคะคุณย่า ฮึก!” ปากเล็กเอ่ยถามคำถามที่ถูกซ่อนเอาไว้ในใจตลอดยี่สิบปีออกมาในที่สุด ความรู้สึกที่มีแม่เอาไว้แค่เรียก แม่ จนป่านนี้เธอยังไม่รู้เลยว่า แม่จริงๆเขาต้องปฏิบัติต่อลูกอย่างเธอยังไง

เพราะเท่าที่นิรมลปฏิบัติต่อเธอ นอกจากเฉยเมยและไม่ใส่ใจ ก็ไม่มีอะไรอื่นอีกเลย

“อย่าไปสนใจแม่เราเลย อีกอย่างถึงแม้พ่อของหนูจะจากไปแล้ว แต่หนูยังมีย่าคนนี้อยู่ทั้งคน เลิกร้องนะลูก ย่าจะดูแลหนูเองนะ มิราหลานรักของย่า”

“ฮึก! มิคิดถึงคุณพ่อ ต่อไปนี้ไม่มีคุณพ่อแล้วค่ะคุณย่า”

ทั้งสองกอดกันร้องไห้ออกมาราวกับจะขาดใจ หญิงชราเหม่อมองดูกลุ่มควันที่พุ่งขึ้นไปยังท้องฟ้าอีกครั้งด้วยความปวดหนึบในหัวอก ธาราลูกชายคนเดียวของเธอจากไปแล้ว จะเหลือก็แต่แก้วตาดวงใจของธารา ที่เธอจะต้องดูแลให้ดีที่สุดเท่าที่เธอยังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้

“ย่ารักหนูนะลูก”

อีกด้าน

นัยน์ตาคมกริบที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้แว่นกันแดดแบรนด์หรู จับจ้องไปทางหญิงสาวที่กำลังยืนร้องห่มร้องไห้อยู่หน้าเมรุอย่างไม่วางตา นานนับสิบนาทีที่เขาทอดมองเธออยู่อย่างนั้น ตั้งแต่ก้าวขาลงจากรถ

ทว่าเขากลับไม่ได้เข้าไปปลอบประโลมเธอเหมือนดั่งที่ตั้งใจเอาไว้ในตอนแรก

“เหมือนงานจะเสร็จแล้วนะครับ”เสียงเข้มของลูกน้องคนสนิทเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายนิ่งเงียบไปตั้งแต่ก้าวลงมาจากรถ ซึ่งปรากฏว่าพิธีฌาปนกิจได้สิ้นสุดลงไปแล้ว

อันที่จริงพอลงจากเครื่องพวกเขาก็ตรงมาที่นี่เลย แต่ด้วยความขึ้นชื่อเรื่องรถติดในเมืองนี้ ทำให้พวกเขามาไม่ทันพิธี

เจ้าของใบหน้าหล่อคมแบบฉบับลูกครึ่งไทย-ยุโรปละสายตาจากผู้หญิงสองคนที่กำลังกอดกันร้องไห้อยู่หน้าเมรุ ดึงสายตากลับมามองลูกน้องคนสนิทเพียงนิด

"ดูจากไฟลต์บินก็รู้ ยังไงก็ไม่ทัน"

"แล้วแบบนี้ นายหญิงใหญ่คงฉีกอกนายแน่ๆ"กันเนอร์เหลือบมองหน้าไทเรลล์จากทางด้านข้าง ราวกับกำลังย้ำเตือนบางสิ่งบางอย่างกับเขาเป็นนัยแอบแฝง

"หึ! แม่ต้องการให้มันเป็นแบบนี้ต่างหาก"ไทเรลล์ยกยิ้มมุมปาก ด้วยว่ารู้ดีถึงความต้องการของผู้ให้กำเนิดกับทฤษฎีจิตสำนึก ที่คนเป็นแม่ชอบเอามางัดข้อกับเขาตั้งแต่เด็กจนโต"เรื่องที่ให้ไปทำ จัดการไปถึงไหนแล้ว"

“ทางเราช้อนซื้อไว้ได้หมดแล้วครับ”

“ทำให้มันเป็นของเธอซะ” ใบหน้าคมพยักหน้าไปทางหญิงสาวที่กำลังเดินไปกราบพระสงฆ์ที่นั่งอยู่ใต้ต้นก้ามปู

“ทั้งหมดเลยเหรอครับ”

“อืม... มันคงเป็นสิ่งที่คุณอาอยากให้เป็นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”

“เธอจะดูแลมันได้จริงๆ เหรอครับ”

“...” ชายหนุ่มไม่ได้ตอบอะไรออกไป แต่กลับเอาแต่ทอดมองไปทางหญิงสาวที่เขาไม่เจอมาเธอมาเป็นเวลานานมากจนจำวันสุดท้ายที่เจอกันไม่ได้

เจ้าใบหน้าหวานที่เขาไม่ได้เจอมาสิบกว่าปี ตอนนี้เธอดูเปลี่ยนแปลงไปมากทั้งหน้าตาและรูปร่าง ที่โตขึ้นตามอายุ แต่สิ่งเดียวที่เธอไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ก็คือความโชคร้ายของชีวิต

ตั้งแต่วันแรกที่เขาเจอเธอจน ณ ตอนนี้ ดูเหมือนเธอจะเป็นคนที่โชคร้ายที่สุดตั้งแต่เขาเคยรู้จักผู้คนมา

“ฉันหวังว่านี่จะเป็นเรื่องร้ายๆ เรื่องสุดท้ายของเธอนะ มิรา”

บทถัดไป